จิ่นฮวาตื่นขึ้นในตอนเช้าเพราะแสงแดดอ่อนๆ ส่องรอดใบไม้ลงมากระทบเปลือกตา อากาศยามเช้าเย็นสบาย เสียงสกุณาขับขานเตรียมออกไปหากินในยามเช้าตรู่ ช่างเป็นเช้าที่สดใส จิ่นฮวาจัดการธุระส่วนตัวแล้วเดินทางต่อนางเดินทางมาถึงประตูเมืองเหลียง ซึ่งเป็นเมืองแห่งการค้า มีผู้คนต่อแถวเพื่อเข้าเมืองมากมาย ทั้งขบวนสินค้าและชาวบ้านต่อแถวยาวเหยียด
นางสังเกตเห็นว่ามีอีกแถว ทางประตูข้างที่มีคนต่อแถวสั้นกว่ามาก ส่วนใหญ่จะเป็นรถม้าที่ดูหรูหรา
นางจึงถามชาวบ้านที่กำลังต่อแถวกันอยู่ “พี่ชายข้าขอรบกวนถามหน่อยขอรับ ทำไมไม่ค่อยมีใครไปต่อแถวเข้าประตูฝั่งนั้นเลยขอรับ”
“น้องชาย เจ้าพึ่งเคยมาเมืองนี้สินะ ประตูนั้นเป็นของพวกขุนนาง หรือพวกคหบดีที่มีชื่อเสียงในเมืองนี้น่ะ คนธรรมดาอย่างเราก็ต้องรอคิวยาวแบบนี้ล่ะ” ชายคนนั้นเห็นเด็กหนุ่มหน้าใสเอ่ยถามจึงเอ่ยไขความกระจ่าง
“ขอบคุณขอรับพี่ชาย” จิ่นฮวาเอ่ยแล้วเดินไปทางประตูนั้น นางไม่อยากเสียเวลาต่อแถว นางจะลองใช้เส้นสายดูบ้าง
สมาคมผู้หลอมโอสถถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากในแคว้นชิงหลง และมีสาขาอยู่ทุกเมือง ผู้หลอมโอสถจะได้รับเกียรติเทียบเท่าขุนนาง บางครั้งแม้แต่ขุนนางยังต้องไว้หน้าผู้หลอมโอสถถึงสามส่วน
คนจำนวนมากต้องการโอสถในการช่วยเพิ่มระดับการฝึกฝน แต่ผู้หลอมโอสถกลับมาจำนวนน้อย ฉะนั้นแม้แต่ผู้หลอมโอสถระดับหนึ่ง ก็ควรค่าให้ขุนนางผู้ร่ำรวยต้อนรับอย่างยินดีแล้ว
จิ่นฮวาเดินไปต่อแถวทางประตูข้าง ชายเมื่อครู่มองนางอย่างงงๆ ว่าเจ้าหนุ่มนี่ฟังที่เขาอธิบายผิดรึเปล่า ‘เห้อ ช่างเถอะ เดี๋ยวทหารก็คงไล่กลับมา’ เขาไม่สนใจจิ่นฮวาอีก
ต่อแถวรอไม่นานก็ถึงคิวของจิ่นฮวา ทหารมองเด็กหนุ่มอายุ 15 ปี อย่างดูถูก ยังไม่ทันจะเอ่ยปากไล่ ก็ต้องรีบหุบปากแทบไม่ทัน เมื่อนางส่งบางอย่างให้ดู
“ข้าชื่อ มู่จิ่น มาจากเมืองเชียง” จิ่นฮวาแนะนำตัวพร้อมยื่นเข็มกลัดตราสัญลักษณ์นักปรุงโอสถให้ดู
“เชิญขอรับคุณชาย ขออภัยที่เสียมารยาท” ทหารยามรีบเชิญนางเข้าเมืองอย่างกระตือรือร้นแล้วก้มหัวขออภัยทันที
“ไม่เป็นไร ขอรับ” จิ่นฮวายิ้มอย่างสุภาพไม่เย่อหยิ่ง ทหารรายนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วกลับไปทำหน้าที่ต่อ
วันนี้จิ่นฮวาจึงเลือกพักโรงเตี้ยมในเมืองเหลียงหนึ่งคืน แล้วค่อยเดินทางต่อ
นางอยากรู้ว่าเมืองอื่นๆ เขาใช้ชีวิตกันยังไง เมื่อติดต่อห้องพักเรียบร้อย นางจึงออกไปเดินเล่นด้านนอก
เมืองเหลียงเป็นเมืองแห่งการค้า เป็นเมืองท่าที่ติดกับทะเล จึงมีชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายไม่น้อย
จิ่นฮวาเดินมาจนถึงย่านการค้าฝั่งท่าเรือ ที่นี่คึกคักอย่างมาก มีเรือลำใหญ่จอดเทียบท่า กำลังขนสินค้าลงมาขาย ในเรือสินค้าลำใหญ่หนึ่งลำนั้นจะมีพ่อค่าชาวต่างชาติหลายคน ที่นำสินค้าของตนลงเรือมาขาย
บางคนก็เคยมาหลายครั้งจนเริ่มพูดภาษาของแคว้นชิงหลงได้บ้าง บางคนพึ่งมายังไม่รู้ภาษาจึงอาศัยจ้างล่ามช่วยในการเจรจาการค้า มีคนในพื้นที่หลายกลุ่มอาศัยความคุ้นเคยกับการที่มีต่างชาติเข้ามาค้าขายที่นี่ประจำเรียนรู้ภาษา และทำงานเป็นล่ามรับจ้าง
สินค้าที่นำมาขาย มีทั้งของกิน ของใช้ และเครื่องประดับ ของชาวตะวันตก จิ่นฮวาดีใจมาก ที่ได้เห็นข้าวของหลายอย่างที่คุ้นเคย นางจึงเลือกซื้อข้าวของหลายอย่างที่มีวางแผงขายในบริเวณนั้น
“เถ้าแก่ ข้าเอาดินสอนี่สิบแท่ง กระดาษขาวหนึ่งมัดขอรับและเอาสีพวกนี้ด้วย” จิ่นฮวาซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนที่เถ้าแก่ชาวเหลียงรับซื้อจากพวกพ่อค้าต่างชาติมาวางขาย
“โอ้ นั่นขนมปัง” พ่อค้าต่างชาติกำลังทำขนมปังวางแผงขายอยู่ใกล้ๆ เรือสินค้า ขนมปังอบใหม่ๆ หอมมาก จิ่นฮวาจึงเดินเข้าไปดู กะว่าจะซื้อเก็บไว้กิน
จิ่นฮวากำลังยืนดูขนมปัง ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษอยู่ใกล้ๆ กับร้านขนมปัง ดูเหมือนว่าจะเป็นพ่อค้าที่ไม่รู้ภาษาแคว้นชิงหลง เขาจ้างล่ามคอยแปลให้ ตอนแรกนางก็ฟังผ่านๆ ไม่ได้สนใจอะไรมาก
แต่ฟังๆ ไปเริ่มรู้สึกว่าไม่ถูกต้องเสียแล้ว นางเลือกซื้อขนมปังเสร็จจึงคิดสอดมือเข้าไปช่วย
“พี่ชายท่านนี้ ท่านแปลผิดหรือไม่ พ่อค้าคนนี้บอกว่าผ้าเหล่านี้พับละ3ตำลึงทอง เหตุใดท่านจึงกล่าวกับคุณหนูท่านนี้ว่าผ้าราคา 5 ตำลึงทอง” ชายที่เป็นล่ามเริ่มทำหน้าเลิกลัก คุณหนูที่กำลังสั่งซื้อผ้ากับพ่อค้าต่างชาติหันมามองอย่างต้องการคำตอบ
“ที่เขาพูดเป็นจริงหรือ เจ้าต้องการโกงข้า?” คุณหนูผู้นั้นถามล่ามอย่างคาดคั้น แล้วให้บ่าวชายที่ตามนางมาจับเขาไว้ ส่วนพ่อค้าชาวต่างชาติมองด้วยความสงสัย เพราะเขาฟังไม่ออก
“เจ้าหนู เจ้าอย่ามาหาเรื่องข้า ข้าเป็นล่ามมาเป็นสิบปี จะแปลผิดได้อย่างไร” ล่ามคนนั้นโวยวายว่าเขาถูกปรักปรำ เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มอายุน้อยจะเข้าใจภาษาพวกพ่อค้าต่างชาติ
จิ่นฮวาจึงหันไปคุยกับพ่อค้าต่างชาติด้วยภาษาอังกฤษที่สำเนียงชัดกว่าล่ามคนเมื่อครู่หลายเท่า พ่อค้าชาวต่างชาติรู้สึกยินดีมากที่มีคนพูดภาษาเขาได้สำเนียงชัดขนาดนี้
“พี่ชาย ล่ามผู้นี้ไม่ซื่อสัตย์ เขาบอกว่าผ้าของท่านราคา 5 ตำลึงทอง” พ่อค้าต่างชาติตกใจ
“No ผ้าของข้าราคา 3 ตำลึงไม่ใช่ 5 ตำลึง” พ่อค้าต่างชาติรีบหันไปบอกคุณหนูผู้ที่มาสั่งซื้อผ้าเขาหลายสิบพับ แล้วแสดงท่าทางให้ดู เขาหยิบผ้าขึ้นมา1 พับ ชี้ที่ผ้า บอกว่าราคา 3 ตำลึง โดยชู 3 นิ้วประกอบ คุณหนูผู้นั้นก็เข้าใจทันที
“จับล่ามผู้นี้ไปส่งทางการ เขากล้าคิดจะโกงเงินข้า” คุณหนูผู้นั้นสั่งบ่าวลากเขาออกไปทันที
ล่ามผู้นั้น ทำท่าทางไม่พอใจเมื่อถูกลากออกไป เมื่อผ่านชายกลุ่มหนึ่งเขาส่งสัญญาณบางอย่าง
จิ่นฮวาจึงช่วยเป็นล่ามให้คุณหนูผู้นั้นและพ่อค้าต่างชาติ ค้าขายกันจนสำเร็จ แล้วจึงขอตัว
นางเดินออกจากย่านค้าขาย “นายหญิง มีคนมุ่งร้ายกำลังตามท่านมาเจ้าค่ะ” เยว่เอ๋อร์เอ่ยบอกนายของตน
จิ่นฮวาจึงเลือกเดินออกไปยังบริเวณตรอกแห่งหนึ่งที่ปลอดผู้คน เพราะจิ้นซื่อประเมินแล้วว่าเหล่าคนที่ตามมา มีพลังปราณแค่ระดับรวมปราณขั้นสูง
“ตามข้ามา พวกเจ้าต้องการอะไร” เมื่อมาถึงท้ายตรอกที่ปลอดผู้คน จิ่นฮวาจึงหยุดเดิน แล้วเอ่ยถามเสียงดัง
ชายร่างกำยำสามคน ออกมากที่ซ่อน “รู้ตัวแล้วก็ดี พวกข้าแค่จะมาสั่งสอนเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้า กล้าดียังไงมาขัดขวางธุรกิจพวกข้า” ชายคนหนึ่งเอ่ยน้ำเสียงเหี้ยมแล้วค่อยๆ เดินเข้าหาจิ่นฮวาอย่างข่มขู่
จิ่นฮวาเข้าใจสถานการณ์ทันที พวกนี้เป็นพวกเดียวกันกับล่ามที่โดนจับไปเมื่อครู่ นางจึงแกล้งยิ้มมุมปาก
“พวกเจ้าหากินด้วยการคดโกงผู้อื่น ยังมีหน้ามีเรียกว่าธุรกิจ ช่างน่าขัน หึหึ” จิ่นฮวากล่าวเย้ยหยัน
“ไอ้หนู เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตกลับไปดูดนมแม่แล้วสินะ พวกเอ็งรออะไรจัดการมันสิ” กล่าวจบชายทั้งสามก็พุ่งเข้ามาทันที
จิ่นฮวาก้มตัวรอดแขนชายคนแรกที่ชกหมัดเข้ามา นางใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นใช้เท้ายันกำแพง หมุนตัว แล้วหน่วงพลังปราณไว้ที่ขาขวา เตะเข้าที่ก้านคอชายคนแรกร่วงไปกับพื้นทันที
อีกสองคนเห็นเพื่อนพลาดท่าจึงซัดพลังธาตุน้ำใส่จิ่นฮวาพร้อมกัน ลูกบอลน้ำสองลูกพุ่งใส่นางด้วยความเร็วและรุนแรง หากถูกเข้าไปเต็มๆ นางคงกระเด็นไปกระแทกกำแพงบาดเจ็บแน่ แต่ก่อนที่ลูกบอลน้ำจะเข้าใกล้ นางซักลูกไฟออกไปติดๆ กันสองลูก
ลูกไฟของจิ่นฮวาปะทะกับลูกบอลน้ำทั้งสอง ลูกไฟมีพลังสูงกว่ามาก บอลน้ำจึงสลายไป แต่ลูกไฟกลับไม่หยุด มันพุ่งไปกระแทกชายทั้งสองคนจนกระอักเลือด
จิ่นฮวาไม่ปล่อยให้พวกมันได้ตั้งตัว นางใช้ธาตุพฤกษา สร้างเถาวัลย์เส้นใหญ่ พุ่งออกไปมัดตัวพวกมันเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา พวกมันดิ้นอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นพันธนาการของนางได้
จิ่นฮวาเดินเข้าไปช้าๆ แล้วแผ่กลิ่นอายพลังปราณระดับนภาขั้นเจ็ดออกมา ชายทั้งสองถึงกับกลัวจนตัวสั่น รีบร้องขอชีวิต
“พวกข้าขออภัยที่ล่วงเกิน ข้าสำนึกผิดแล้วขอรับ ปล่อยพวกข้าไปเถอะ ข้าจะไม่ทำอีกแล้วขอรับ” ชายทั้งสองกล่าวอ้อนวอน
จิ่นฮวาไม่อยากเสียเวลา จึงยอมปล่อย ทั้งสองคนเมื่อหลุดจากพันธนาการ จึงเตรียมวิ่งหนี
“เดี๋ยว!!” จิ่นฮวาร้องห้ามเสียงเข้ม
“ขอรับ” ทั้งสองหยุดฝีเท้ายืนแข็งทื่อทันที
“เอาเพื่อนพวกแกไปด้วย” จิ่นฮวาเอ่ยพร้อมใช้เท้าเขี่ยชายที่นอนสลบอยู่ที่พื้นจนกลิ้งออกไป พวกมันรีบประคองร่างสหายที่หมดสติแล้ววิ่งออกไป ไม่กล้าหันกลับมาอีกเลย
‘ถึงส่งตัวให้ทางการ พวกมันก็คงถูกปล่อยตัวออกมาอยู่ดี คงทำแบบนี้กันมานานแล้ว’ จิ่นฮวาถอนหายใจ ปัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินออกจากตรอกไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น