11 1-2
บทที่ 21 แผนการของจางอวิ๋นม่าน
ตกเย็นเวลาประมาณสี่โมง ที่หน้าหมู่บ้านหงซิง
หลินเสี่ยวอวี่และแม่ของเธอต่างสะพายตะกร้าสานใบน้อยๆกันคนละใบ จูงมือกันเดินไปบนท้องถนนในหมู่บ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข
[แม่นี่หัวไวจริงเชียว รู้ว่าถ้าแบกถุงใหญ่ๆพะรุงพะรังกลับหมู่บ้าน จะเป็ที่สะดุดตาของผู้คน ก็เลยแวะข้างทางซื้อตะกร้าไม้ไผ่สองใบในราคาห้าเฟินมาพรางตา]
[จะมีใครคิดล่ะว่า ตะกร้าไม้ไผ่ที่อัดแน่นไปด้วยผักป่าที่ถูกจับยัดใส่ส่งเดช ข้างในจะซ่อนของกินเลิศหรูเอาไว้จนเกือบล้น!]
[หนูรักแม่ที่สุดเลย! แม่คือที่สุดของที่สุดแล้ว!!]
รับฟังความคิดในหัวที่เต็มไปด้วยคำชมของลูกสาวดังกึกก้องอยู่ จางอวิ๋นม่านก็อดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาไม่ได้ ลูกสาวของเธอคนนี้ออกจะชมกันเกินไปแล้ว ทำเอาเธอรู้สึกเคอะเขินจนแทบตัวลอยเลยทีเดียว
“อ้าว? อวิ๋นม่าน วันนี้พวกเธอสองแม่ลูกออกไปไหนกันมาล่ะ?”
ซิวฟางสะใภ้ข้างบ้านกำลังเดินเคี้ยวเมล็ดแตงโมอย่างเอร็ดอร่อย เธอจ้องมองมาทางสองแม่ลูกด้วยความสงสัยเล็กน้อย
“พี่ซิวฟางนี่เอง พวกเราไปเยี่ยมคุณแม่ที่ในเมืองเพิ่งกลับมาถึงเองค่ะ เห็นตำรวจบอกว่าไม่เกินอาทิตย์ก็น่าจะปล่อยตัวออกมาได้แล้วล่ะ”
“ระหว่างทางกลับเห็นว่ามีผักป่าขึ้นสวยกำลังน่ากิน ฉันก็เลยแวะเก็บไปทำกินจ้ะ”
จางอวิ๋นม่านคลี่ยิ้มบางทำราวกับทุกอย่างปกติดี อีกทั้งยังทำทีหันตะกร้าที่สะพายอยู่บนหลังให้สะใภ้ข้างบ้านดูด้วย
“อ่อ...ไปเยี่ยมแม่สามีมาเหรอจ๊ะ? เธอนี่ก็นะ จะเป็คนดีไปถึงไหนกัน? ทั้งๆที่อีกฝ่ายเอาแต่ข่มเหงเธอกับลูกซะขนาดนั้น ทำไมยังต้องหวังดีไปเยี่ยมด้วยล่ะ?”
ระหว่างพูดไป พี่สาวสะใภ้ข้างบ้านคนนั้นยังชะโงกศีรษะออกมาสำรวจ พลางกวาดตามองซ้ายแลขวาจนมั่นใจแล้วว่า ภายในนั้นมีแต่ผักป่าจริงๆ ก็เลยไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก
จางอวิ๋นม่านก้มศีรษะลดต่ำลงเล็กน้อย พร้อมระบายเสียงแ่อ่อนเสมือนผู้ยอมแพ้ต่อโชคชะตาว่า
“ถึงยังไงท่านก็เป็แม่ของหลินเจียง ขึ้นชื่อว่าเป็ครอบครัวเดียวกัน จะตัดกันขาดได้ยังไงล่ะคะ”
พี่สาวสะใภ้ข้างบ้านคนนั้นถึงกับต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อได้ยิน สีหน้าแววตาที่มีให้กับจางอวิ๋นม่านแฝงเร้นไปด้วยความเห็นใจสงสาร เพราะอย่างไรพวกเธอต่างก็หัวอกเดียวกัน ไม่ว่าเป็สะใภ้บ้านไหน ก็ดูเหมือนจะไม่ง่ายเลยจริงๆ
ได้ยินเช่นนั้น พี่สาวสะใภ้ข้างบ้านก็โบกไม้โบกมือร่ำลาสองแม่ลูก ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนในบ้านของตัวเอง
คล้อยหลังเดินจากมาไกลพอสมควร หลินเสี่ยวอวี่จึงค่อยกวาดตามองสำรวจโดยรอบ เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ เธอจึงค่อยปริปากเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“แม่คะ ทำไมถึงพูดบอกอาซิวฟางไปแบบนั้นละ? ไม่กลัวเธอจะเอาไปพูดต่อเหรอคะ?”
การที่จางอวิ๋นม่านแสดงท่าทียอมจำนนออกมาให้ผู้คนเห็นเช่นนั้น จะไม่เป็การสื่อให้ผู้คนภายนอกเห็นถึงความอ่อนแอของแม่เธอหรอกหรือ?
ตรงกันข้าม จางอวิ๋นม่านกลับแสยะยิ้มมุมปากทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น สีหน้าท่าทางของเธอในตอนนี้ ไม่หลงเหลือเค้าของสะใภ้ผู้ยอมจำนนต่อโชคชะตาเลยสักนิด
“เพราะอยากให้เธอเอาไปพูดต่อยังไงล่ะ แม่ถึงได้แสดงท่าทางอ่อนแอแบบนั้นออกไป ถ้าคนอย่าพี่สาวซิวฟางรู้ มีหรือที่คนทั้งหมู่บ้านจะไม่รู้!”
“แม่มั่นใจ อีกไม่เกินสองวันเื่นี้จะรู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้านแน่นอน คอยดูนะพอย่าของลูกกลับมาบ้าน สิ่งแรกที่จะทำก็คือ บุกเข้ามาโวยวายจัดการกับพวกเราแม่ลูก ทีนี้ล่ะ จะยิ่งเป็การตอกย้ำให้คนทั้งหมู่บ้านเชื่อมากขึ้นว่า ธาตุแท้ของคุณย่านั้นเลวร้ายแค่ไหน”
“เสี่ยวอวี่ มนุษย์เราน่ะ มักจะให้การสนับสนุนกับฝ่ายที่เสียเปรียบกว่าโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆเสมอ พูดง่ายๆก็คือ เมื่อไหร่ฝ่ายที่เสียเปรียบลุกขึ้นมายืนหยัดเพื่อตอบโต้ ทุกคนจะมองข้ามเื่ของศีลธรรมและความผิดถูกไปโดยปริยาย ในหัวจะคิดแต่ว่า เพราะคนซื่อๆเ่าั้เคยถูกข่มเหงรังแกมาก่อน จะเอาคืนบ้างก็ไม่ผิดอะไร”
“ลูกลองคิดดูสิ เมื่อเวลานั้นมาถึง ต่อให้เราลงมือกับคุณย่ารุนแรงไปบ้าง คนในหมู่บ้านยังจะเลือกเข้าข้างใครมากกว่า ระหว่างสี่แม่ลูกผู้น่าสงสารกับแม่ย่าใจเหี้ยม?”
หลินเสี่ยวอวี่รับฟังมาถึงตรงนี้ ก็ถึงกับต้องอ้าปากค้างเป็รูปตัว ‘O’ เธอทั้งทึ่งทั้งใในเวลาดียวกัน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จิตวิทยาระหว่างมนุษย์ด้วยกันจะซับซ้อนถึงเพียงนี้
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น พลันเห็นเงาร่างสองคนตรงดิ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง
“แม่คะ! เสี่ยวอวี่! กลับมากันแล้ว!”
หลินเสื่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ที่ยืนรอคอยอยู่นอกบ้านจนเหงื่อแตกซึมทั่วหน้าผาก รีบวิ่งปรี่เข้ามาช่วยอาสารับตะกร้าไม้ไผ่จากแม่และน้องสาวคนเล็กไปโดยเร็ว เดิมทีสองสาวคิดเพียงว่า ตะกร้าไม้ไผ่นี้คงจะมีแต่ผักป่าและมีน้ำหนักไม่มากนัก แต่ทันทีที่ยกขึ้นเท่านั้น น้ำหนักของมันก็ทำให้ทั้งสองถึงกับตัวเซ!
และเป็จมูกของหลินเสี่ยวเย่ที่ไวกว่าใครๆ เธอได้กลิ่นหอมของเนื้อลอยมา เธอหันขวับไปจ้องมองน้องสาวตัวน้อยด้วยสีหน้าประหลาดใจ
หลินเสี่ยวอวี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีลับลมคมชัดเจน สาวน้อยกระพริบตาปริบๆใส่ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“พี่เสี่ยวจือ พี่เสี่ยวเย่ ลองทายดูสิว่าหนูกับแม่เอาอะไรกลับมาฝากพวกพี่สองคน?”
หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ สองสาวหันไปสบตากันเป็ประกายสดใส แทบไม่ต้องทายก็รู้คำตอบ เพราะกลิ่นหอมที่ลอยตลบอบอวลอยู่นี้คือคำตอบที่ชัดเจนแล้ว
เห็นพี่สาวทั้งสองมีสีหน้าสุขใจเพราะกำลังจะได้กินเนื้ออร่อยๆเช่นนี้ หลินเสี่ยวอวี่ก็อดรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะโจวซื่อและคนสกุลหลินทั้งหมด เส้นทางชีวิตของพวกเธอสองคนในชาติก่อน ก็คงไม่ต้องพบเจอกับจุดจบที่น่าสังเวชเช่นนั้น
พูดตามสัตย์จริง ตระกูลนี้นับว่าไม่ได้มีฐานะยากจนข้นแค้นอะไรเลย เพราะมีทั้งหลินซงและหลินเจียงที่เป็เสาหลักในการหาเงินเข้าบ้าน แต่เพราะนังเฒ่าโจวซื่อที่ทั้งขี้เหนียวทั้งลำเอียงเสียยิ่งกว่าอะไรดี
อาหารดีๆอร่อยๆก็ล้วนถูกจัดสรรไว้ให้หลินต้าฉางกับเมียของมันก่อนเป็อันดับแรก ถัดลงมาจึงจะเป็หลินอวี้กับหลินเจ๋อ ต่อจากนั้นก็จะเป็หลินซงกับหลินเจียง สุดท้ายที่เหลือแค่เศษอาหาร จึงค่อยแบ่งปันให้กับเหล่าสะใภ้และหลานสาว
“งั้นพวกเรารีบกลับเข้าไปกินดีกว่า!”
หลินเสี่ยวจือกระเดือกน้ำลายอึกใหญ่อย่างไม่สามารถอดกลั้นได้ เร่งเร้าทุกคนให้รีบกลับเข้าไปในบ้านโดยเร็ว