หลินชุ่ยอิงตระหนักถึงสถานการณ์ของพี่สาวที่ไร้ลูกชายสืบสกุลในบ้านสามีเป็นอย่างดี เธอยิ่งรู้ดีว่าการมีลูกชายมีความหมายต่อผู้หญิงอย่างไร
แม้ว่าสังคมจะก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง แต่แนวคิดเรื่อง “เลี้ยงลูกชายไว้ดูแลยามแก่เฒ่า” ยังคงฝังรากลึกอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ผู้คนยังยึดติดกับค่านิยมหัวโบราณและค่อนข้างล้าหลัง
ต่อให้ลูกสาวจะกตัญญูเพียงใด พวกเขาก็ยังคิดว่าลูกสาวแต่งงานออกไปก็กลายเป็นคนของบ้านอื่นไปแล้ว ส่วนลูกชายต่อให้ไม่กตัญญูเพียงใดก็ยังเป็นคนในครอบครัว เป็นที่พึ่งของตนเอง
เมื่อแก่ตัวลง คนที่พึ่งพาได้ก็ยังคงเป็นลูกชายที่อยู่ใกล้ตัว
ต่อให้มีทรัพย์สมบัติมากเพียงใด ลูกสาวก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง ต้องเก็บไว้ให้ลูกชายทั้งหมด แม้ว่าลูกชายคนนั้นจะไม่เอาไหนแค่ไหนก็ตาม
หากไม่มีลูกชาย ก็จะถูกคนอื่นด่าลับหลังว่าเป็น “บ้านที่ไม่มีทายาท” อันที่จริง ในส่วนลึกของจิตใจพวกเขาก็รู้สึกว่าการไม่มีลูกชายก็คือการไม่มีทายาทสืบสกุล
หลินชุ่ยอิงมองดวงตาของหลินชุ่ยหงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความเศร้าโศก แล้วพูดว่า “ฉันเข้าใจความทุกข์ในใจพี่ดีนะ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ ถ้าถูกคนอื่นแจ้งความขึ้นมาจริงๆ ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมากนะพี่ ตอนแม่เรายังมีชีวิตอยู่เคยพูดบ่อยๆ ว่าแข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนามันแข่งกันไม่ได้หรอกพี่ ถ้าในชะตาไม่มีก็อย่าฝืนเลย”
“ฉันก็รู้ว่าเหตุผลมันเป็นแบบนั้น แต่ฉันไม่ยอมแพ้ ฉันอยากจะลองพยายามดูอีกสักครั้ง คราวนี้ฉันตั้งท้องได้ยากเย็นเหลือเกิน ความรู้สึกตอนท้องครั้งนี้มันไม่เหมือนสองครั้งก่อนเลยนะ อาจจะเป็นลูกชายก็ได้ อิงจื่อ ฉันต้องมีลูกชายให้ได้ ต่อให้ทางการจะมารื้อบ้านฉัน ให้พวกเราไปนอนข้างถนนฉันก็จะคลอดลูกชายออกมาให้ได้” หลินชุ่ยหงยิ่งพูดอารมณ์ก็ยิ่งพลุ่งพล่าน น้ำเสียงก็ยิ่งดังขึ้น
หลินชุ่ยอิงเห็นท่าทีของหลินชุ่ยหงแน่วแน่ขนาดนี้ เธอก็ไม่รู้จะพูดเกลี้ยกล่อมอะไรอีก ได้แต่กำชับว่า “พี่ต้องระวังตัวหน่อยนะ แค่ก่อนคลอดอย่าให้ใครไปแจ้งความได้ก็พอ”
ตราบใดที่ก่อนคลอดไม่ถูกคนอื่นแจ้งความ เบื้องบนไม่รู้ เด็กก็ย่อมคลอดตามธรรมชาติได้ เพราะส่วนใหญ่คลอดกันในชนบท ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ยิ่งไม่มีเรื่องใบอนุญาตให้กำเนิดบุตรอะไรพวกนั้น
แต่ถ้าก่อนคลอดถูกคนอื่นแจ้งความ ผลลัพธ์ก็มีเพียงอย่างเดียวคือถูกบังคับลากไปทำแท้ง
อาหารทำเสร็จอย่างรวดเร็ว ทิงเสวี่ยกับซูเจียหนิงไปล้างมือพร้อมกับหวังอวิ๋นและหวังฮุ่ย
โดยทั่วไปแล้ว น้ำกะละมังเดียวมักจะใช้เวียนกันหลายคน คนนี้ล้างเสร็จคนนั้นก็ล้างต่อ ทิงเสวี่ยไม่ได้ล้างมือก่อนใคร นั่นก็หมายความว่าต้องใช้น้ำที่คนอื่นล้างมือแล้ว ซึ่งเธอไม่ยอมเด็ดขาด เธอรู้สึกว่าแบบนั้นไม่ถูกสุขอนามัย ดังนั้นจึงเทน้ำในอ่างล้างหน้าทิ้งแล้วเปลี่ยนน้ำใหม่ล้างเอง
ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านตัวเองหรือไปเป็นแขกบ้านคนอื่น ทิงเสวี่ยก็พิถีพิถันเรื่องนี้เสมอ นิสัยที่เรียกว่า “จนแต่เจ้าระเบียบ” ของเธอได้รับอิทธิพลมาจากคุณย่า
ทุกคนคุ้นเคยกับความเจ้าระเบียบของเด็กหญิงคนนี้แล้ว จึงไม่ได้พูดอะไร แต่หวังฮุ่ยเห็นทิงเสวี่ยเทน้ำดีๆ ทิ้งทั้งกะละมังแล้วเปลี่ยนใหม่ ก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง “เธอจะเจ้าระเบียบอะไรนักหนา? น้ำเมื่อกี้นี้ก็ไม่ได้สกปรกสักหน่อย เธอนี่ทำตัวเจ้าปัญหาจริงๆ”
หวังฮุ่ยไม่ได้กลัวว่าทิงเสวี่ยจะได้ยิน เธอจงใจพูดเสียงดัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ทิงเสวี่ยหันไปเหลือบมองหวังฮุ่ยที่กำลังมองเธอด้วยสายตาตำหนิและไม่พอใจ “ฉันเรื่องมากแล้วจะทำไม? คิดว่าทุกคนจะสกปรกเหมือนเธอหรือไง”
ทิงเสวี่ยเบ้ปากใส่หวังฮุ่ยแล้วก็รีบหันกลับไปล้างมือต่อ
ไม่นานทุกคนก็นั่งลงหน้าโต๊ะอาหาร
หวังกั๋วชิ่ง สามีของหลินชุ่ยหง หยิบเหล้าขาวขวดหนึ่งกับน้ำส้มขวดหนึ่งออกมา เหล้าขาวแน่นอนว่าเป็นของผู้ใหญ่ ส่วนน้ำส้มเป็นของเด็กๆ
พอน้ำส้มถูกเปิดออก หวังฮุ่ยก็อาสาเป็นคนรินเครื่องดื่มให้น้องๆ
บ้านหลินชุ่ยหงไม่มีแก้วสำหรับดื่มเหล้าโดยเฉพาะ ผู้ใหญ่ดื่มเหล้าจะใช้จอกเหล้าเล็กๆ ส่วนเด็กๆ ดื่มน้ำส้มจะใช้ถ้วยชา
เธอรินให้ซูเจียหนิงกับทิงเสวี่ยแค่แปดส่วนแก้ว รินให้หวังอวิ๋นไม่ถึงแปดส่วนด้วยซ้ำ แต่พอถึงคราวรินให้ตัวเองกลับรินจนเต็มสิบส่วน
กับข้าวบนโต๊ะค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ อย่างไรเสียก็เป็นช่วงปีใหม่ ต่อให้เป็นครอบครัวที่ไม่ร่ำรวยเท่าไหร่ กับข้าวที่เตรียมไว้ที่บ้านก็ย่อมจะอุดมสมบูรณ์กว่าปกติหลายเท่า
หวังฮุ่ยเห็นน่องไก่อยู่ในถ้วย เธอก็หยิบตะเกียบคีบน่องไก่ใส่ถ้วยตัวเองทันที ไม่สนใจหวังอวิ๋นที่อายุน้อยกว่าเธอ และแขกตัวน้อยอย่างทิงเสวี่ยกับซูเจียหนิงเลยแม้แต่น้อย
การกระทำของหวังฮุ่ยทำให้หลินชุ่ยหงรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง เธอกับสามีตามใจลูกสาวคนโตมากก็จริง แต่ต่อหน้าคนนอกเธอก็ยังรู้จักกาลเทศะอยู่
หลินชุ่ยหงเห็นลูกสาวคนโตกินน่องไก่ไปแล้ว เธอก็รีบคีบเนื้อดีๆ อย่างอื่นใส่ถ้วยตรงหน้าซูเจียหนิงกับทิงเสวี่ย “พี่สาวของเธอเป็นแมวตะกละ กินน่องไก่ไปแล้ว เสียวเสวี่ย ป้ารู้ว่าหนูชอบกินซี่โครงหมู กินเยอะๆ นะ”
“ขอบคุณค่ะคุณป้าใหญ่ หนูตักเองได้ค่ะ ไม่ต้องรบกวนคุณป้าคีบให้” ทิงเสวี่ยเห็นหลินชุ่ยหงใช้ตะเกียบของตัวเองคีบกับข้าวให้เธอกับซูเจียหนิงก็รู้สึกขยะแขยงอยู่บ้าง
เดิมทีทิงเสวี่ยก็รักความสะอาดมากอยู่แล้ว และในชาติก่อนตอนที่เธอโตขึ้นเพราะทำธุรกิจอาหาร ความสะอาดในทุกๆ ด้านจึงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เธอก็ยิ่งกลายเป็นคนรักความสะอาดมากขึ้นไปอีก ถึงขั้นเกือบจะเป็นโรคกลัวความสกปรก
เธอเกิดใหม่กลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง แต่จิตวิญญาณของเธอยังคงเป็นของผู้ใหญ่ นิสัยหลายอย่างจึงเปลี่ยนไม่ได้
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ พวกทิงเสวี่ยก็เตรียมตัวกลับ หลินชุ่ยหงชวนให้ทิงเสวี่ยกับซูเจียหนิงพักอยู่ที่บ้านสักสองสามวัน เล่นกับพวกพี่น้อง แต่เด็กทั้งสองคนต่างก็ส่ายหน้า ซูเจียหนิงบอกว่าการบ้านปิดเทอมฤดูหนาวยังทำไม่เสร็จต้องกลับไปทำการบ้าน ส่วนทิงเสวี่ยบอกว่าไม่ได้เจอพ่อมาหลายวันแล้ว คิดถึงพ่อ
หวังอวิ๋นจับมือทิงเสวี่ยไว้ไม่ยอมปล่อย “พี่คะ เมื่อไหร่พี่จะมาเล่นที่บ้านอีกคะ?”
เมื่อมองเด็กหญิงที่น้ำตาคลอเบ้า ทิงเสวี่ยก็รู้สึกอ่อนโยนในหัวใจ เธอตบไหล่หวังอวิ๋นเบาๆ แล้วพูดว่า “อีกไม่กี่วันพี่จะมาเล่นด้วยนะ แล้วจะเอาของอร่อยๆ มาฝากด้วย”
“จริงๆ เหรอคะ?” หวังอวิ๋นมองทิงเสวี่ยตาแป๋ว เธอปรารถนาที่จะได้รับคำตอบที่แน่นอน
“แน่นอนสิจ๊ะ ไม่เชื่อเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากัน” ทิงเสวี่ยยื่นนิ้วก้อยของตัวเองให้หวังอวิ๋นก่อน จากนั้นหวังอวิ๋นก็ยื่นนิ้วก้อยของตัวเองออกมาแล้วเกี่ยวนิ้วก้อยของทิงเสวี่ยไว้ “เกี่ยวก้อยสัญญา ใครผิดสัญญาขอให้เป็นลูกเต่า”
เกมที่ดูไร้เดียงสาขนาดนี้กลับทำให้ทิงเสวี่ยอดหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขไม่ได้
เช่นเดียวกัน หวังอวิ๋นก็หัวเราะออกมา เด็กหญิงเวลายิ้มนั้นน่ารักมาก
ทิงเสวี่ยคิดถึงพ่อจริงๆ เธอจึงไม่ได้กลับไปบ้านคุณป้ารองอีก
เธอให้คุณป้ารองไปส่งที่หมู่บ้านต้าเหอ
หลังจากหลินชุ่ยอิงส่งทิงเสวี่ยกลับถึงบ้านแล้วก็จากไป เวลาก็ไม่เช้าแล้ว หากอ้อยอิ่งอีกเกรงว่าจะกลับไม่ถึงบ้านก่อนมืดค่ำ
หลังจากกลับถึงบ้าน ทิงเสวี่ยเห็นว่าทั้งในบ้านนอกบ้านไม่สะอาดเรียบร้อยเหมือนตอนที่เธอจากไป เธอก็รีบลงมือเก็บกวาดทั้งข้างในข้างนอก
เมื่อเห็นร่างเล็กๆ ที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำงานของเด็กหญิง หลินกั๋วผิงก็อดหัวเราะไม่ได้ “เสียวเสวี่ยของพ่อทำไมยิ่งโตยิ่งเหมือนคุณย่านะ คุณย่าของลูกทุกครั้งที่กลับจากเดินทางไกล สิ่งแรกที่ทำก็คือเก็บกวาดบ้านนี่แหละ”
ทิงเสวี่ยยิ้มให้พ่อแล้วพูด “หนูหวังว่าหนูจะทำได้ดีเหมือนคุณย่า ดูแลพ่อกับอาสามให้ดีๆ ค่ะ”
“ลูกทำได้ดีมากแล้วล่ะ ยังจะมาพูดว่าดูแลพ่อกับอาสามให้ดีๆ อีก เหมือนกับว่าพ่อกับอาสามของลูกอายุเจ็ดสิบแปดสิบแล้วอย่างนั้นแหละ พ่อกับอาสามของลูกต่างหากที่ดูแลลูกเป็นอย่างดี” การที่ลูกสาวรู้ความขนาดนี้ทำให้หลินกั๋วผิงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารจับใจ
เมื่อก่อนเขารู้สึกว่าลูกสาวถึงจะน่าสงสาร ไม่มีแม่คอยรัก แต่ก็ยังมีคุณย่าคอยรัก เธอยังคงเล่นซน ออดอ้อนเหมือนเด็กวัยเดียวกัน แต่ตอนนี้เธอกลับเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยไปแล้ว คุณย่าจากไปเธอก็โตขึ้นทันที
ถ้าการเติบโตจะต้องทำให้เด็กคนหนึ่งเหนื่อยมากขึ้น หลินกั๋วผิงก็ยอมให้ลูกสาวตัวเล็กๆ อยู่แบบนั้นตลอดไป แบบนั้นเธอจะได้ไม่เหนื่อยขนาดนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงวันที่สิบสองของเดือนอ้าย ปีใหม่นี้ก็ใกล้จะหมดลงแล้ว ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ
หน่วยงานราชการและโรงงานต่างๆ ในอำเภอก็เปิดทำการนานแล้ว
หลายวันที่ผ่านมา แม้ว่าเฉินเฉียงจะไปทำงาน แต่เขาก็ไม่สามารถตั้งสมาธิกับการทำงานได้เลย เพราะเฉินเหยาเหยา ลูกสาวคนเล็กของเขาป่วย
ตั้งแต่วันที่เก้าของเดือนอ้าย ร่างกายของเฉินเหยาเหยาก็เริ่มไม่สบาย ตอนแรกก็มีอาการเซื่องซึม จากนั้นก็เริ่มมีไข้
เด็กอายุหกเจ็ดขวบมีไข้บ้างก็เป็นเรื่องปกติ เฉินเฉียงกับหลิวกุ้ยหลานจึงไม่ได้พาเฉินเหยาเหยาไปโรงพยาบาล แต่พาไปหาหมอที่คลินิกใกล้ๆ
หมอที่คลินิกวินิจฉัยตามอาการของเฉินเหยาเหยาแล้วก็ให้ยามา
ตอนแรกเฉินเหยาเหยากินยาลดไข้ก็สามารถลดไข้ได้ แต่ไม่คิดว่าพอไข้ลดแล้วก็จะกลับมาอีก จากนั้นกินยาลดไข้ก็ไม่ได้ผลแล้ว
เมื่อกินยาลดไข้ไม่ได้ผล หมอที่คลินิกก็ทำได้เพียงฉีดยาลดไข้ให้เฉินเหยาเหยา
ตอนแรกการฉีดยาลดไข้ก็ได้ผลดีมาก
แต่ไม่คิดว่าไม่นานไข้ก็จะกลับมาอีก
เฉินเฉียงเลิกงานกลับมาบ้าน เห็นเฉินเหยาเหยากับหลิวกุ้ยหลานไม่อยู่บ้าน เขาก็รีบถามเฉินฮ่าว “แม่กับน้องสาวแกไปไหน?”
เฉินฮ่าวจ้องมองจอโทรทัศน์พลางตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เหยาเหยาไข้ขึ้นอีกแล้ว แม่พาไปโรงพยาบาลอำเภอแล้ว คาดว่าตอนนี้ใกล้จะกลับแล้วล่ะ”
พูดจบเฉินฮ่าวก็ดูโทรทัศน์ต่อ ขณะเดียวกันก็เอาเมล็ดแตงโมที่แกะเปลือกไว้แล้วทั้งหมดใส่ปาก
น้องสาวป่วย เฉินฮ่าวยังมานั่งสบายอารมณ์อยู่ตรงนี้ ความโกรธของเฉินเฉียงก็พุ่งขึ้นมาทันที “วันๆ เอาแต่กินๆๆ งานการก็ไม่รู้จักทำ การบ้านก็ยังทำไม่เสร็จ ถ้ายังใช้ชีวิตไปวันๆ แบบนี้อีกก็ไสหัวไปทำงานที่โรงงานซะไป!”
คุณย่าเฉินที่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว ได้ยินลูกชายกลับมาก็ด่าหลานชาย เธอย่อมไม่ยอม รีบวิ่งออกมาจากในครัวทันที เนื่องจากเมื่อครู่เธอกำลังเตรียมจะหยิบมีดมาหั่นผัก ตอนออกมามีดในมือจึงยังไม่ได้วางลง ประกอบกับเธอรีบร้อนออกมาด้วยอารมณ์นิดหน่อย ดังนั้นคุณย่าเฉินในตอนนี้จึงดูเหมือนนางยักษ์แก่ไม่มีผิด “ไอ้เฉียง แกจะมาดุฮ่าวฮ่าวทำไม? ปกติเขาก็เสียใจพออยู่แล้ว ต้องมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาแม่เลี้ยง แกที่เป็นพ่อแท้ๆ ยังไม่ปกป้องเขาอีก ช่างสมกับคำพูดที่ว่าพอมีแม่เลี้ยงก็เหมือนมีพ่อเลี้ยงจริงๆ”
เฉินเฉียงพูด “แม่ครับ ผมสงสารแม่ที่อายุมากขนาดนี้แล้วยังต้องทำงานอยู่ เฉินฮ่าวอายุสิบสามปี โตเป็นหนุ่มแล้ว ไม่รู้จักทำงานอะไรเลย ลูกชายเพื่อนร่วมงานผมอายุแค่เก้าขวบก็ช่วยผู้ใหญ่ทำงานบ้านแล้วนะครับ อีกอย่างกุ้ยหลานก็ดีกับเฉินฮ่าวมาโดยตลอด ถ้าไม่บอก คนนอกก็ไม่รู้หรอกครับว่ากุ้ยหลานเป็นแม่เลี้ยงของเฉินฮ่าว”
“นังแพศยานั่นมันให้ยาเสน่ห์อะไรแกนักหนาหา? ตอนมันอยู่บ้าน แกกลัวมันก็ช่างเถอะ ตอนมันไม่อยู่บ้านแกยังจะมาปกป้องมันอีก ฉันไม่เคยเห็นผู้ชายไม่เอาไหนอย่างแกมาก่อนเลยนะ แกบอกให้ฮ่าวฮ่าวทำงานบ้าน แกเป็นพ่อแท้ๆ ของมันหรือเปล่า? ผู้ชายเขาทำงานบ้านกันที่ไหน? หรือว่านังแพศยานั่นมันยุยงให้แกบอกฮ่าวฮ่าวให้ทำงานบ้านใช่ไหม?” คุณย่ารู้สึกมาโดยตลอดว่าการที่ลูกชายตัวเองได้ผู้หญิงชาวบ้านที่แต่งงานครั้งที่สองมาเป็นภรรยานั้นเป็นการเสียเปรียบ เสียศักดิ์ศรี ประกอบกับหลายๆ อย่างในตัวหลิวกุ้ยหลานที่เธอไม่ชอบ และความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้ก่อนปีใหม่ ทำให้เธอได้เห็นฤทธิ์เดชของหลิวกุ้ยหลาน ดังนั้นพอได้โอกาสเธอก็จะยุแยงให้เฉินเฉียงกับหลิวกุ้ยหลานแตกกัน
เฉินเฉียงไม่อยากทะเลาะกับแม่ตัวเอง จึงได้แต่กลับเข้าไปในห้องของตัวเอง
ครู่ต่อมาหลิวกุ้ยหลานก็พาเฉินเหยาเหยากลับมาจากโรงพยาบาล
สีหน้าของหลิวกุ้ยหลานดูเคร่งขรึม
เฉินเหยาเหยาก็ดูเซื่องซึมไม่มีชีวิตชีวา
“เฉินฮ่าวบอกว่าเธอพาเหยาเหยาไปโรงพยาบาลอำเภอมา หมอว่ายังไงบ้าง?” เฉินเฉียงถามด้วยความเป็นห่วง
หลิวกุ้ยหลานถอนหายใจแล้วพูด “อาการของเหยาเหยาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หมอบอกว่าที่เหยาเหยาไข้ขึ้นซ้ำๆ ไม่ใช่เพราะเป็นหวัดหรืออะไร แต่เป็นไปได้มากว่าเกี่ยวข้องกับเนื้องอกในร่างกาย จากฟิล์มที่เพิ่งถ่ายมา เนื้องอกของเหยาเหยาใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ข้างๆ กันนั้นยังมีเนื้องอกเล็กๆ เพิ่มขึ้นมาอีกสองก้อน หมอแนะนำให้รีบผ่าตัดให้เหยาเหยาโดยเร็วที่สุด เอาเนื้องอกออกให้หมด”
พอได้ยินคำว่าผ่าตัด เฉินเฉียงก็ปวดหัวแทบแตก “ผ่าตัดก็ต้องให้เลือด กรุ๊ปเลือดของเหยาเหยาแบบนี้ชั่วครู่ชั่วยามหาจากที่อื่นไม่ได้เลย ต้องไปหาลูกสาวคนโตของเธอเท่านั้น แต่ว่า...”
หลิวกุ้ยหลานถอนหายใจตาม “ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องให้เหยาเหยาผ่าตัดให้ได้ พรุ่งนี้ฉันจะไปหมู่บ้านต้าเหออีกครั้ง ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง พวกเราก็คงต้องให้เงินหลินกั๋วผิงหนึ่งพันห้าร้อยหยวนเพื่อแลกกับเลือดของเสียวเสวี่ยแล้วล่ะ สุขภาพของเหยาเหยาสำคัญกว่าอะไรทั้งหมดนะ”
คุณย่าเฉินพอได้ยินว่าต้องผ่าตัดให้เฉินเหยาเหยา นอกจากค่าผ่าตัดแล้วยังอาจจะต้องจ่ายเงินอีกหนึ่งพันห้าร้อยหยวนเพื่อซื้อเลือดจากหลินทิงเสวี่ยอีก ก็ถึงกับระเบิดอารมณ์อาละวาดลั่น ต่อหน้าเด็กทั้งสองคน คุณย่าชี้หน้าด่าหลิวกุ้ยหลานเสียๆ หายๆ
ถ้าเฉินเฉียงไม่อยู่ตรงนั้น หลิวกุ้ยหลานย่อมไม่ยอมให้คุณย่าด่าแบบนี้แน่ เธออาจจะด่ากลับ หรืออาจจะลงไม้ลงมือด้วยซ้ำ แต่เมื่อเฉินเฉียงอยู่ที่นี่ หลิวกุ้ยหลานก็จะไม่โต้ตอบหรือลงมือเด็ดขาด เธอทำได้เพียงอดทนอย่างเดียว เหมือนกับลูกสะใภ้ที่ถูกรังแก
คุณย่าเฉินยิ่งด่าก็ยิ่งได้ใจ แน่นอนว่าคำพูดก็ยิ่งหยาบคายมากขึ้น หลิวกุ้ยหลานไม่ปริปากพูดอะไร จากนั้นก็มองเฉินเฉียงอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ หวังว่าเฉินเฉียงจะช่วยจัดการให้เธอ ต่อจากนั้นก็คือการหลั่งน้ำตา
คนหนึ่งงามสง่าดุจดอกสาลี่ต้องหยาดฝน น่าสงสารน่าเอ็นดู ส่วนอีกคนแยกเขี้ยวถลึงตา ปากคอเราะร้าย เฉินเฉียงจะเข้าข้างใครกัน?
ตอนแรกเฉินเฉียงไม่ได้เข้าข้างใคร เขาคิดว่ารอให้แม่ระบายอารมณ์จนพอแล้วก็คงจะแล้วกันไป ส่วนหลิวกุ้ยหลานที่เสียใจ เดี๋ยวพอกลับเข้าห้องนอนตัวเองค่อยปลอบโยนก็พอแล้ว
พวกผู้หญิง เวลาที่พวกเธอเสียใจจากแม่สามี ในฐานะสามีคุณก็แค่ปลอบโยนปลอบใจหน่อยก็คงจะแล้วกันไป
แต่ผู้ชายหลายคนกลับไม่เข้าใจเหตุผลนี้เอาเสียเลย ไม่ทำอะไรเลย หรือไม่ก็เข้าข้างแม่ตัวเอง ปล่อยให้ผู้หญิงเสียใจจนหมดสิ้น ค่อยๆ หมดใจไป
เฉินเฉียงไม่คิดว่าแม่จะไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แถมยังทำเกินไปมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเพียงแต่ด่าหลิวกุ้ยหลานก็คงจะแล้วกันไป แต่นี่กลับพาลไปด่าเฉินเหยาเหยาด้วย คราวนี้เฉินเฉียงทนไม่ไหวแล้วจริงๆ “แม่ครับ พอได้แล้วครับ! เหยาเหยาป่วย กุ้ยหลานก็เสียใจพออยู่แล้ว แม่ยังจะมาด่าเธอแบบนี้อีก หรือว่าแม่จะบีบให้กุ้ยหลานตายกันแน่ครับ?”
เมื่อก่อนไม่ว่าคุณย่าจะด่าหลิวกุ้ยหลานอย่างไร จะหาเรื่องเธออย่างไร เฉินเฉียงก็จะนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ด้วยเหตุนี้เธอจึงพอใจในตัวลูกชายคนนี้เป็นพิเศษ ถึงได้ยอมมาอยู่บ้านลูกชายคนนี้ ลูกชายคนอื่นๆ ล้วนแต่ได้เมียลืมแม่กันหมด เอาคำพูดเมียเป็นราชโองการกันทั้งนั้น ไม่คิดว่าวันนี้เฉินเฉียงจะปกป้องหลิวกุ้ยหลานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท้าทายขีดจำกัดความเป็นแม่ของเธอ