บทที่ 20 หวงเซีย : ข้าสติฟั่นเฟือนไปแล้ว!
จวนฉู่หยางจวิน เมื่อมองแวบแรกจวนแห่งนี้... มีเอกลักษณ์เป็อย่างยิ่ง เรียกได้ว่านำเอาความ ‘กลัวตาย’ ของสยงอู่เหลียงมาใช้จนถึงขีดสุด
ไม่เพียงกำแพงจะสูงลิบลิ่ว แต่บนกำแพงยังมีทหารคนสนิทคอยเดินตรวจตราเพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด หัวหน้าทหารองครักษ์นำทุกคนมาถึงหน้าประตู และกำลังจะก้าวเข้าไปแจ้งความประสงค์ ทว่าหวงเซียกลับะโลงจากรถม้า แล้วออกคำสั่งกับทหารยามที่หน้าประตูอย่างไม่เกรงใจว่า
"สยงอู่เหลียงอยู่ในจวนหรือไม่? รีบสั่งให้เขาออกมาสารภาพผิดเดี๋ยวนี้!"
ทหารยามหน้าประตูหันมามองหน้ากันและรู้สึกขบขันเป็อย่างยิ่ง เด็กแสบคนนี้มาจากไหนกัน ถึงกล้ามาอาละวาดที่หน้าจวนท่านเ้าเมือง? ในขณะนั้นเอง หมี่เหิงก็เดินลงมาจากรถม้าเช่นกัน เขาปรายตามองหวงเซียด้วยความไม่พอใจ
ความจริงแล้วในยามปกติคุณชายหวงผู้นี้มีกิริยามารยาทแบบชนชั้นสูงอย่างยิ่ง! สงสัยว่าวันนี้เด็กคนนี้คงจะถูกกระตุ้นมากเกินไป... อีกทั้งยังเยาว์วัย จึงเริ่มจะมีอาการสติฟั่นเฟือนเสียแล้ว
หมี่เหิงจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยและกำลังจะแจ้งฐานะของตนให้ทหารยามทราบ ทว่าในตอนนั้นเอง เขากลับเห็นทหารยามสองคนหันมามองหน้ากัน พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ดูประหลาดออกมา…
"ตกลง วางอาวุธทั้งหมดไว้ที่หน้าประตู แล้วพวกท่านก็เข้าไปตามหาท่านเ้าเมืองของข้าเอาเองเถอะ"
อ้าว... ง่ายดายขนาดนี้เลยหรือ? อย่างไรนี่ก็คือจวนของขุนนางชั้นสูง แต่ทหารยามหน้าประตูกลับไม่แม้แต่จะถามถึงฐานะของผู้มาเยือน แล้วปล่อยให้เข้าไปง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือ? หมี่เหิงขมวดคิ้วพร้อมรู้สึกไม่พอใจในตัวทหารคนสนิทของน้องชายร่วมตระกูลผู้นี้เป็อย่างมาก
รัชทายาทสะบัดแขนเสื้อแล้วสั่งการว่า "พวกเ้าจงรออยู่ด้านนอกจวนและอย่าก่อเื่ หวงเซีย แม่ทัพจิ้น พวกเ้าสองคนตามข้าเข้าไป"
ผู้ที่ถูกเรียกว่าแม่ทัพจิ้นก็คือหัวหน้าทหารองครักษ์ข้างกายหมี่เหิงนั่นเอง ทั้งสองขานรับพร้อมกันแล้วเดินตามหลังหมี่เหิงเข้าไปในจวนที่ภายนอกดูมีการป้องกันอย่างแ่า แต่ทหารยามหน้าประตูกลับดูเหมือนจะละเลยหน้าที่อย่างยิ่ง...
ทหารยามสองคนหน้าประตูหันมามองหน้ากัน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเ้าเล่ห์
"สาม"
"สอง"
"หนึ่ง"
ทันใดนั้นภายในจวนก็มีเสียงโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวจนฟ้าดินะเื สลับกับเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดหลายครั้ง แว่วมาว่าเสียงของหวงเซียน้อยถึงกับเปลี่ยนไป... ไม่สิ ต้องบอกว่าเสียงหลงเลยทีเดียว ทหารยามสองคนหัวเราะจนตัวงอ! ทั่วเมืองฉู่หยางใครบ้างจะไม่รู้ว่าท่านเ้าเมืองน้อยของพวกตนเลี้ยงสุนัขดุร้ายไว้ตัวหนึ่ง?
ภายในประตูใหญ่ เห็นสุนัขสีเหลืองตัวมหึมาตัวหนึ่งเห่ากรรโชกเสียงดัง แล้วพุ่งเข้าใส่ราวกับสายฟ้า แม่ทัพจิ้นใจนหน้าถอดสี แล้วมือเอื้อมไปแตะที่เอวตามสัญชาตญาณ แต่กลับไม่พบกระบี่ จึงเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อครู่ได้ฝากกระบี่เอาไว้กับทหารยามที่หน้าประตูแล้ว
แม่ทัพจิ้นไม่มีเวลาคิดมาก เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ชักมีดสั้นยาวสามชุ่นออกมาจากรองเท้า แล้วพุ่งตัวขวางหน้าเพื่อปกป้องรัชทายาทหมี่เหิงไว้ทันที
สุนัขสีเหลืองตัวนั้นดูเหมือนจะฉลาดหลักแหลม มันรับรู้ได้ทันทีว่าแม่ทัพจิ้นไม่ใช่คนที่ควรไปยุ่งด้วย จึงหันหัวขวับแล้วพุ่งตรงไปยังหวงเซียที่ไม่มีใครปกป้องอยู่ข้าง ๆ!
จากนั้นมันก็ชนหวงเซียจนหงายหลังล้มลง อีกทั้งยังกลิ้งหลุน ๆ ไปบนพื้นหลายตลบจนดินเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว
"วั่งไฉ!" ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากในห้องแล้วตวาดเสียงดัง "ห้ามเสียมารยาท!"
สุนัขสีเหลืองตัวนั้นรีบวิ่งไปหลบด้านหลังชายผู้นั้นทันที พร้อมกับเอียงคอเล็กน้อยและแลบลิ้นออกมาจากปาก ทำท่าทางว่านอนสอนง่ายราวกับโลกนี้มีแต่ความสงบสุข ชายผู้นั้นกล่าวขออภัยว่า
"ทำให้ทุกท่านต้องใแล้ว เ้าหมาเหลืองตัวนี้แม้รูปลักษณ์จะดูดุร้ายแต่ไม่เคยทำร้ายใคร มันแค่ชอบเล่นซนเท่านั้นขอรับ"
หวงเซียผู้เยาว์วัยนั่งอยู่บนพื้นจนอึ้งไปหมด และถึงกับ... เผลอร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว... ในใจคิดว่าเลี้ยงหมาไม่ผูกโซ่ก็เท่ากับให้หมาเลี้ยงหมา รู้หรือไม่? หวงเซียรู้สึกอับอายขายหน้าเป็ที่สุด เขากัดฟันกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถ พลางลุกขึ้นนั่งและปัดฝุ่นดินออกจากตัว
รัชทายาทหมี่เหิงเองก็ใกับวั่งไฉอยู่พักหนึ่งกว่าจะตั้งสติได้ แล้วจึงมองไปยังชายผู้นั้น "จง... จงหัว?"
สยงเวยและฉู่หวยหวางมีความสัมพันธ์พี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกัน ในปีนั้นจงหัวเคยติดตามสยงเวยเข้าออกวังหลวงหลายครั้ง ดังนั้นรัชทายาทจึงจำคนสนิทผู้จงรักภักดีข้างกายสยงเวยผู้นี้ได้
จงหัวเพ่งมองดู... ถึงกับิญญาหลุดลอย! ์ นี่มันรัชทายาทไม่ใช่หรือ? จงหัวทราบว่า่นี้รัชทายาทจะเดินทางมาที่อำเภอฉู่หยาง แต่ไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้!
จงหัวคุกเข่าลงกับพื้นทันทีแล้วก้มศีรษะขอขมา "กระหม่อมจงหัวดูแลสุนัขไม่ดี ทำให้ไท่จื่อต้องใ สมควรตายนับหมื่นครั้ง! แต่หวังว่าพระองค์จะไม่ถือโทษโกรธเคืองท่านเ้าเมืองของกระหม่อมนะพ่ะย่ะค่ะ"
หมี่เหิงตั้งสติได้ "ไม่เป็ไร... แล้วฉู่หยางจวินอยู่ที่ใด?"
หวงเซียน้อยที่อยู่ข้าง ๆ แทบจะโกรธจนสติหลุด ในใจคิดว่ามีแม่ทัพจิ้นคอยปกป้อง ท่านก็เลยไม่เป็ไรน่ะสิ ลองหันมามองข้าบ้าง!
จงหัวประสานมือและกล่าวว่า "ทูลไท่จื่อ ท่านเ้าเมืองเพิ่งจะจัดการราชการเสร็จ ขณะนี้กำลังพักผ่อนอยู่ในห้องนอน เชิญไท่จื่อรอที่ห้องหนังสือสักครู่ กระหม่อมจะไปเชิญท่านเ้าเมืองมาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ"
รัชทายาทพยักหน้า "รบกวนด้วย"
จงหัวประสานมือรับคำสั่ง จากนั้นปรายตามองหวงเซียที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยดิน แล้วเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่า "เ้าหนู อยากไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องข้าง ๆ ก่อนหรือไม่?"
หวงเซียหน้าแดงก่ำ ในใจคิดว่าให้ตายเถอะ เ้าต่างหากที่เป็เ้าหนู ทั้งบ้านเ้าเลยนั่นแหละที่เป็เ้าหนู!
ภายในห้องหนังสือ กลิ่นหอมของชาอบอวล รัชทายาทหมี่เหิงไพล่มือไว้ข้างหลังอย่างผ่อนคลาย พร้อมมองแผนที่หนังแกะผืนใหญ่ที่สยงเวยทิ้งไว้บนผนัง ครูต่อมามีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากนอกประตู
สยงอู่เหลียงที่ยังมีท่าทางงัวเงียเดินก้าวยาว ๆ เข้ามา แล้วประสานมือให้หมี่เหิง "หมี่เหลียงถวายพระพรไท่จื่อพ่ะย่ะค่ะ"
ยังไม่ทันที่รัชทายาทจะเอ่ยสิ่งใด หวงเซียที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็าว่า "นี่เที่ยงวันแล้วกลับยังอยู่บนเตียงนอน ท่านเกียจคร้านถึงเพียงนี้ ชาวฉู่หยางช่างมีวาสนาจริง ๆ เลยนะ"
หมี่เหลียงชะงักไป ในใจลอบคิดว่าเด็กตรงหน้าผู้นี้ดูแล้วเพิ่งจะอายุสิบขวบ แต่เหตุใดคำพูดถึงดูแก่แดดนัก อีกทั้งยังดูเหมือนจะมีท่าทีเป็ศัตรูกับตนด้วย ข้าจะนอนถึงกี่โมงมันเกี่ยวอะไรกับเ้า อย่างไรก็ไม่ได้นอนบนเตียงเ้าสักหน่อย
"ท่านจิ๊วเคยกล่าวเอาไว้ว่า เที่ยงไม่นอน บ่ายจะพัง เ้าเข้าใจหรือไม่?" สยงอู่เหลียงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
หวงเซียถึงกับอึ้งไปเลย! ท่าน ‘จิ๊ว’ คนไหนกล่าว? ขงจื๊อ? เมิ่งจื๊อ? เหล่าจื๊อ? ม่อจื๊อ? ข้าอ่านตำรามามากมาย เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินประโยคเช่นนี้มาก่อน? หวงเซียครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกัดฟันถามว่า
"ขอถามฉู่หยางจวิน ประโยคนี้อ้างอิงมาจากตำราเล่มใด?"
หมี่เหลียงยิ้มบาง ๆ "เ้าหนูอย่ารีบร้อน เมื่อครู่ข้าเพิ่งแต่งขึ้นมาเอง"
หวงเซีย : ...
รัชทายาทหมี่เหิงหัวเราะร่า แล้วกล่าวกับสยงอู่เหลียงว่า "ข้าจะแนะนำพวกเ้าให้รู้จักกัน คนผู้นี้คือน้องชายร่วมตระกูลของข้า ฉู่หยางจวินหมี่เหลียง ส่วนผู้ที่อยู่ข้างข้านี้คืออัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอิ่งโตว หวงเซีย"
สยงอู่เหลียงชะงักและรีบก้มลงมองอีกฝ่ายให้ชัด ๆ หวงเซีย? หนึ่งในสี่คุณชายแห่งยุคเลียดก๊ก ชุนเซินจวินหวงเซียในอนาคตอย่างนั้นหรือ?
คนรุ่นหลังอย่างเจี่ยอี้*[1] เคยประเมินไว้ว่าหวงเซียนั้น ‘ฉลาดหลักแหลม ซื่อสัตย์ และไว้ใจได้ อีกทั้งยังโอบอ้อมอารีและรักผู้คน ให้เกียรติผู้มีความรู้ และเห็นความสำคัญของบัณฑิต’ ทว่าหวงเซียฉบับเด็กน้อยตรงหน้านี้...
สยงอู่เหลียงโน้มตัวลงมาแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า "หวงเซียน้อย เหตุใดบนตัวเ้าถึงมีดินเยอะขนาดนี้ล่ะ? และทำไมถึงดูสะบักสะบอมแบบนี้ล่ะ? เด็กน้อยต้องรักษาความสะอาดนะ รู้หรือไม่?"
หวงเซียโกรธจนตัวสั่น ในใจลอบครางว่าเ้ายังกล้าถามอีกหรือ? เลี้ยงหมาไม่ผูกโซ่ก็เท่ากับให้หมาเลี้ยงหมา! แล้วลองดูชื่อที่เ้าตั้งให้เ้าหมาเหลืองบ้านั่นสิ ถึงกับตั้งชื่อว่า ‘วั่งไฉ*[2]’ ช่างสามัญเกินไป! สามัญเกินไปแล้ว! สมกับเป็คนบ้านนอกจริง ๆ ไม่คู่ควรที่จะเป็ขุนนางร่วมราชสำนักกับเขาเลย!
หวงเซียทำแก้มป่องแล้วสะบัดหน้าหนีไม่ยอมพูดจาด้วยอีก สยงอู่เหลียงไม่รู้สาเหตุทว่าเมื่อเห็นหวงเซียน้อยไม่ยอมคุยด้วย ก็ทำได้เพียงยิ้มแห้ง ๆ แล้วหันไปเชิญรัชทายาทให้นั่งลง พร้อมกับรินชาให้ด้วยตนเอง
รัชทายาทหมี่เหิงหัวเราะลั่นอยู่ในใจ แต่ใบหน้าต้องพยายามข่มกลั้นไว้อย่างยากลำบาก "หนึ่งปีที่ไม่ได้พบกัน น้องชายของข้ายังคงสง่างามเหมือนเดิมเลยนะ! ตลอดทางที่เดินทางมา อำเภอฉู่หยางของเ้านั้นทำให้พี่ชายคนนี้ได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ!"
[1] เจี่ยอี้ นักปราชญ์ชื่อดังแห่งราชวงศ์ฮั่น
[2] วั่งไฉ หมายถึง ร่ำรวยเงินทอง