บทที่21 เดิมพันชีวิต
กลิ่นของพืชพรรณใบไม้หลากหลายชนิดตามธรรมชาติคละคลุ้งแลแตกต่างกำจายอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณราวกับว่าบริเวณแห่งนั้นนอกจากป่าอันดกครึ้มแล้วก็ไม่มีสิ่งใดปะปนอยู่อีกที่แห่งนั้นเสมอมาดำรงอยู่ในซอกหลืบของเหวลึกจึงไม่แปลกที่จะมีแต่ป่าไม้และใบหญ้า ทว่าบัดนี้กลิ่นของพืชพรรณได้ถูกแซมด้วยกลิ่นคาวเืที่ลอยตามลมเป็ระยะแสดงให้เห็นว่าที่ที่เคยมีแต่ธรรมชาติดำรงอยู่ มิใช่แต่จะมีเพียงธรรมชาติอีกต่อไป
บนสายเถาวัลย์ที่ห้อยระโยงระยางหนาแน่นร่างที่มีกระบี่ปักอกแลโลหิตเปียกชุ่มฟื้นตื่นขึ้นมาด้วยความเ็ปสุดแสนสาหัส โลหิตที่สูญเสียเป็จำนวนมากทำให้ใบหน้าของมันขาวซีดกระบี่แทงทะลุร่างเช่นนี้เพียงพอให้มันตกตาย ทว่ามันกลับยังไม่ตาย
ร่างที่ติดอยู่บนเถาวัลย์นี้ก็คือร่างของฮุ่ยจวินมันไม่บังเกิดความสงสัยต่อโชควาสนาที่ร่วงตกลงมาเกี่ยวพันเข้ากับเครือเถาวัลย์พอดีร่างจึงไม่ตกถึงพื้นจนแหลกเละเบื้องล่างแต่ที่มันกำลังสงสัยก็คือกระบี่ทะลุร่างขนาดนี้ โลหิตสูญเสียไปจำนวนมากเช่นนี้ เหตุใดจึงยังไม่ตายมันที่ศึกษาตำราแพทย์ชั้นสูง หากเป็ร่างกายทั่วไปเพียงไม่เกินครึ่งวันก็ตายไปแล้วแต่สำหรับมันที่สลบเหมือดมาไม่รู้กี่วันแล้ว กลับยังฟื้นคืนสติอยู่ได้
ด้วยความสงสัยมันจึงลองตรวจดูชีพจรชีวิตของตนเองนี่เป็ครั้งแรกนับแต่ที่มันเป็วิชาแพทย์ที่ได้ตรวจร่างของตน กลับพบว่าเส้นชีพจรลมปราณชีวิตของมันดูจะแตกต่างไปจากคนปกติอย่างมากมันมีเส้นชีพจรลมปราณขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปถึงสามเท่า ลักษณะคล้ายตีบตัน แต่แท้จริงมันััได้ถึงการไหลเวียนที่โปร่งโล่งไม่ติดขัดทั้งยังดูเหมือนว่าเส้นชีพจรลมปราณของมันนี้จะให้พลังชีวิตที่เปี่ยมล้น และเพราะความเปี่ยมล้นนี้จึงสามารถประคองให้มันมีชีวิตรอดอยู่ต่อได้นานขึ้นกว่าคนทั่วไป
ไม่รู้ว่านี่ถือเป็วาสนาหรือคราเคราะห์ให้มันได้มีชีวิตอยู่อย่างทรมานเพิ่มขึ้นแม้มันไม่ตายตอนนี้ แต่หากมันไม่รีบรักษาในเร็ววัน อีกไม่กี่เวลาถัดมาก็ต้องตกตายเป็แน่
ฮุ่ยจวินพยายามยื่นมือไปหยิบใบไม้ที่อยู่ใกล้ตัวยกขึ้นมาดมเล็กน้อยก่อนบ้วนน้ำลายใส่ใบไม้ชนิดนั้นพร้อมกับขยี้จนแหลกละเอียดแล้วนำไปกดลงที่าแซึ่งมีกระบี่ปักตรึงอยู่เมื่อห้ามเืเบื้องต้นเสร็จสรรพคนก็พยายามแหวกเถาวัล์ที่พันกายเพื่อลงไปยังพื้นเบื้องล่างซึ่งที่พื้นเบื้องล่างก็มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งนอนกองอยู่ก่อนแล้ว ฮุ่ยจวินั้แ่แรกเริ่มที่มันตกลงมาจากหน้าผาสูงแลค้างอยู่ที่เครือเถาวัลย์มันก็เห็นเงาร่างนี้นอนกองอยู่ั้แ่ต้น มันเห็นก็คิดว่าคงเป็ผู้โชคร้ายที่ร่วงตกลงมาก่อนตนซึ่งจนถึงวันนี้ร่างนั้นก็ยังคงนอนคว่ำอยู่ในท่าเดิม ฮุ่ยจวินจึงคิดว่ามันคงกลายเป็ศพไปแล้วและอีกไม่นานตนก็คงจะกลายเป็ศพเช่นเดียวกับมัน อย่างน้อยก่อนตาย ฟ้ายังส่งเสริมให้มันไม่ตายอย่างโดดเดี่ยวไม่รู้จะนับเป็บุญคุณหรือความบัดซบดี
ฮุ่ยจวินแหวกเครือเถาวัลย์ลงมาได้ในที่สุดแต่ด้วยอาการที่าเ็สาหัสทำให้มันล้มลุกคลุกคลานอยู่ใกล้กับร่างที่กองอยู่บนพื้นตอนนี้มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ายิ่ง ร่างกายก็อ่อนแรงถึงขีดสุด พอชีวิตย่างใกล้เข้าหาความตายความคิดมากมายจึงประเดประดังมาอย่างไม่จบสิ้น ไม่ว่าจะเป็เื่ของฮุ่ยไป๋ที่ตอนนี้มิทราบว่านางเป็ตายร้ายดีไม่รู้ว่านางจะหลบหนีจากเงื้อมมือของสตรีอำมหิตนางนั้นอย่างปลอดภัยหรือไม่ ห่วงท่านลุงที่จะไม่มีใครคอยดูแลยามแก่เฒ่าเสียดายวิชาแพทย์อันเลิศล้ำที่จะมิอาจนำไปใช้ประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เสียดายชีวิตที่ต้องมาจบสิ้นอย่างง่ายดายเช่นนี้อายุของมันเพียงสิบกว่าปี ยังมีอนาคตอีกหลายอย่างที่มันยังไม่เห็น แต่ทว่าต้องมาตกตายไร้ที่กลบฝังไร้ผู้คนรับรู้ในหุบเหวลึกแห่งนี้
คนเราใกล้ตายความคิดด้านลบจากที่ไม่เคยมีก็ถูกขัดเกลาความโกรธแค้นที่ตนต้องตกเป็ปลาเล็กให้ปลาใหญ่กลืนกินก็ผุดขึ้นในหัว หากมันไม่อ่อนแอมันคงไม่ตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้ คนรอบข้างของมันก็จะมิต้องลำบากเช่นนี้ คนชั่วช้าที่เห็นชีวิตผู้อื่นเป็ผักปลาก็จะไม่เหิมเกริมเช่นนี้!
ฮุ่ยจวินกัดฟันกำหมัดแน่นครั้งหนึ่งมันเคยมีความคิดที่จะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกแห่งนี้ แต่เพราะโลกโหดร้ายต่อมันและคนที่มันรักมากจนเกินไปบัดนี้จิตใจในด้านลบจึงก่อเกิดแลฉุดลากมันลงสู่ห้วงแห่งความมืดอย่างลึกล้ำ หากมีโอกาสมีชีวิตรอดมันได้ตั้งปณิธานอย่างหนักแน่นว่า มันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อตนเอง!
ขณะที่กำลังครุ่นคิดร่างที่นอนคว่ำอยู่ซึ่งฮุ่ยจวินคิดว่าคงตายไปแล้วกลับกระอักไอขึ้นมาอย่างรุนแรง เสียงไอนี้ดูแหบแห้งโรยราแต่ก็แสดงให้เห็นว่ามันยังไม่ตาย!
ไม่ชักช้าฮุ่ยจวินได้พลิกร่างที่คว่ำอยู่ของคนผู้นั้นขึ้นเมื่อด้านหน้าเผยออกมาให้เห็น ฮุ่ยจวินก็ต้องขมวดคิ้วจนแทบจรดกัน พร้อมกับคำอุทานที่ดังขึ้นแ่เบา
“เหตุใดจึงเป็นางนางมิใช่ไล่ล่าเรากับไป๋เออร์ในคืนนั้นหรอกหรือ"
ร่างที่สลบอยู่ในหุบเหวนี้ั้แ่แรกกลับเป็สตรีในชุดคลุมดำนางนั้นผู้ที่เป็ผู้นำขบวนกลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลที่มาตามหาเทพดาเร้นกายตั้งซุนหง และเคยจองล้างจองผลาญมันกับฮุ่ยไป๋
ฮุ่ยจวินบังเกิดความแปลกใจสตรีนางนั้นที่พึ่งลืมตาขึ้นมาเมื่อเห็นใบหน้าของฮุ่ยจวินนางก็อดที่จะแปลกใจขึ้นมามิได้เช่นเดียวกันนางกล่าวเสียงแหบแห้ง
“ทำไมเป็เ้าได้เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"
ฮุ่ยจวินไม่กล่าวตอบในใจก็ได้แต่ครุ่นคิดว่าตัวตนที่ทำร้ายมันในคืนนั้นหากไม่ใช่นางแล้วจะเป็ใคร มันก็มิเคยไปตอแยหรือสร้างความแค้นกับใครอีก
สตรีในชุดคลุมดำนางนั้นเป็ใครจะไล่ล่าสังหารมันกับฮุ่ยไป๋เพื่อเหตุใด?
เห็นฮุ่ยจวินไม่กล่าวตอบสตรีนางนั้นจึงเลื่อนสายตาไปจับจ้องกระบี่ที่ปักบนอกของมัน หัวคิ้วของนางก็ขมวดขึ้นอีกคราในสมองก็ครุ่นคิด
“กระบี่ของเรา?”
นางจดจำได้ว่าเมื่อคราก่อนที่บุรุษชุดแพรเงินจะปรากฏออกมานางได้ทำกระบี่ของตนตกไว้ และเพราะจังหวะเวลาจวนตัวเป็เหตุให้นางต้องรีบไล่ติดตามบุรุษชุดแพรเงินผู้นั้นมิได้เก็บกระบี่มาด้วยทว่ากระบี่ที่หายไปไม่คิดว่าจะได้รับคืนกลับมาในลักษณะนี้ ทั้งยังปักอยู่บนร่างของคนที่นาง้าฆ่าอีกด้วย
“เ้าคงไปตอแยสร้างศัตรูมาเพิ่มจึงได้มีสภาพเช่นนี้แต่เ้าก็นับว่าดวงแข็งไม่น้อยที่โดนขนาดนี้แล้วไม่ตาย ทว่าใครใช้เ้าให้โชคร้ายที่บังเอิญมาปรากฏอยู่ต่อหน้าข้าอีก”
จนถึงตอนนี้ฮุ่ยจวินยังคิดไม่ตกแต่ได้ฟังคำกล่าวอันแหบแห้งของนางที่ยังคิดจะสังหารตนอยู่ มันจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอิดโรยว่า
“จนถึงขนาดนี้แล้วท่านยังคิดจะฆ่าจะแกงกันอีกหรือสภาพเราท่านในตอนนี้จะตายวันตายพรุ่งก็มิอาจทราบได้ เหตุใดไม่ร่วมมือกันซักครั้งเพื่อหาทางรอด"
“รอด?...ข้าถูกลอบเล่นงานจนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อย่างไม่รู้ตัว ตะเกียกตะกายหาทางออกจากหุบเหวบ้าแห่งนี้แต่จนถึงบัดนี้ข้าก็ไม่พบเจอหนทางแม้เพียงนิด ขาของข้าก็แทบเดินไม่ได้ เ้ายังกล้ากล่าวคำว่ารอดช่างน่าตลกเสียจริง อย่างไรข้าจะต้องตาย ก่อนตายลากเ้าให้ตกตายไปพร้อมกันก็นับว่าประเสริฐเช่นเดียวกัน!”
สตรีนางนั้นคว้ามือมากุมจับด้ามกระบี่ที่ปักอยู่บนร่างของฮุ่ยจวินส่งให้าแปริแตกมีโลหิตไหลซึมออกมาอีกครั้ง ฮุ่ยจวินเ็ปจนต้องรีบคว้าสองมือกุมกำชับที่ท่อนแขนของนางด้วยอาการาเ็ของทั้งสอง ด้วยอาการเมื่อยล้าอิดโรย ทำให้พวกมันมิสามารถออกแรงมากกว่านี้ได้และจังหวะที่ฮุ่ยจวินกุมข้อมือนาง บังเอิญนิ้วโป้งก็ััถูกจุดชีพจรลมปราณชีวิตของนางพอดี
“หยุดมือก่อนหากข้าทำให้ท่านรอดชีวิตได้ บุญคุณความแค้นของพวกเราให้จบลงที่ตรงนี้ได้หรือไม่"
“เ้ายังจะพูดเื่ไร้สาระเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่อีก"
“หากข้าทำไม่ได้ท่านจะลงมืออย่างไรก็เชิญแต่เมื่อยังมีโอกาสจะมิลองไขว่คว้าดูหน่อยหรือ"
คำกล่าวของฮุ่ยจวินนับว่ามีเหตุผลนางจึงคลายมือจากการกุมจับกระบี่ พร้อมกล่าวเสียงแหบพร่า
“ปล่อยข้า!”
ฮุ่ยจวินไม่ปล่อยมันยังคงจับข้อมือนางอยู่อย่างนั้นแล้วกล่าวว่า
“เส้นชีพจรลมปราณที่ประสาทส่วนปลายของขาข้างซ้ายท่านมีปัญหาเหมือนมีบางอย่างมากดทับเส้นชีพจรลมปราณและเส้นประสาท หากปล่อยไว้นานอาจเป็อันตรายถึงขั้นพิการได้"
สตรีนางนั้นจ้องมองใบหน้าชายหนุ่มด้วยท่าทีที่เคร่งขึมนางร่วงตกจากหน้าผาเพราะถูกลอบเล่นงานจากยอดฝีมือที่มิทราบที่มา โชคดีได้เครือเถาวัลย์ช่วยลดแรงตกกระทบทำให้นางร่างไม่แหลกเละเมื่อตกถึงพื้นแต่กระนั้นอาการาเ็ที่ถูกลอบเล่นงานนับว่าสาหัสเป็อย่างมาก อีกทั้งกระดูกข้อเท้าซ้ายหักจนเดินเหินไม่ได้และนับวันความรู้สึกเ็ปก็เริ่มที่จะหายไปเหมือนนางไม่มีขาข้างซ้ายนี้ดำรงอยู่
“เ้ารู้ได้อย่างไร"
ฮุ่ยจวินไม่กล่าวตอบโดยตรงมันยังจับชีพจรของนางแล้วกล่าวว่า
“เส้นชีพจรตำแหน่งแผ่นหลังด้านซ้ายเองก็ดูจะมีปัญหาทั้งปั่นปวน อุดตัน แลคลุ้มคลั่ง หากปล่อยไว้นานวันต้องส่งผลกระทบไปที่หัวใจ ตอนนี้ท่านคงมีอาการเบื้องต้นคือร่างกายอ่อนล้าคล้ายเืไม่ฉูบฉีด โลหิตไม่หมุนเวียน ทุกหนึ่งวันจะต้องกระอักโลหิตออกมาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองครั้งข้ากล่าวมาถูกต้องหรือไม่”
จนถึงตอนนี้สตรีนางนั้นค่อยพอจะคาดเดาได้ว่าบุรุษผู้นี้เป็วิชาแพทย์ประการสำคัญเพียงหนึ่งการจับจุดชีพจรมันกลับวินิจฉัยอาการออกมาได้แม่นยำราวกับตาเห็นเช่นนั้นวิชาแพทย์ของมันต้องไม่ธรรมดาแล้ว ความคิดท้อถอยและรอความตายก่อนหน้าเหมือนพบทางสว่างอีกครั้งความสงสัยแลโกรธแค้นต่อตัวตนที่ลอบลงมือใส่นางจนมีสภาพเช่นนี้ก็อาจมีโอกาสได้สานต่อนางจึงกล่าวว่า
“ต้องทำเช่นไร"
ฮุ่ยจวินกล่าวตอบอย่างโรยแรง
“ก่อนอื่นต้องหาทางรักษาข้าก่อนข้าจึงจะรักษาท่านได้"
“ข้าไม่เป็วิชาแพทย์"
“ข้าไม่ให้ท่านรักษาข้าเพียงต้องอาศัยความร่วมมือจากท่าน ข้าในตอนนี้ไม่มีแรงแม้แต่จะคืบคลาน เพียงยกมือสองข้างก็ยังยากลำบากท่านที่สาหัสแลขาหักหนึ่งข้างแต่อย่างน้อยก็เคลื่อนไหวได้ ข้าจะให้ท่านเป็มือและเท้าให้แก่ข้า"
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าหากช่วยเ้าแล้วเ้าจะไม่ตุกติกเล่นแง่แลสังหารข้า"
“หากท่านรับปากว่าจะเลิกจองเวรซึ่งกันข้าก็มิใช่คนใจไม้ใส้ระกำหรือโเี้อำมหิตถึงเพียงนั้น"
เห็นแววตาที่จริงจังของชายหนุ่มประการสำคัญนางไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว หากจะลองเสี่ยงดูก็มิใช่จะเสียหายอันใด เช่นนั้นนางจึงผงกศีรษะ
“ก็ได้…จะให้ข้าทำสิ่งใดจงว่ามา"
ฮุ่ยจวินปล่อยมือจากแขนนางคนหลับตาพริ้มสูดอากาศเข้าสู่จมูกอย่างรุนแรง ที่หุบเหวลึกนี้เต็มไปด้วยพืชพรรณมากมายหนึ่งในนั้นย่อมมีพืชจำพวกสมุนไพรมากมายดำรงอยู่ ฮุ่ยจวินที่สูดลมหายใจอย่างแรงก็เพื่อที่จะสูดเอากลิ่นของสมุนไพรแต่ละชนิดในการแยกแยะพร้อมกับค้นหาตำแหน่งทิศที่มันดำรงอยู่ ทำเช่นนี้อยู่เนิ่นนานมันก็บอกกล่าวต่อสตรีนางนั้นมันแจ้งทิศทางให้สตรีนางนั้นไป พร้อมกับอธิบายลักษณะของพืชสมุนไพรเพื่อให้นางเก็บมา
เมื่อบอกข้อมูลจนเสร็จสรรพสตรีนางนั้นก็กัดฟันคืบคลานไปยังทิศตำแหน่งที่ฮุ่ยจวินบอก ฝ่าโขดหิน ดงไม้ กอหญ้า รวมถึงฝืนปีนป่ายขึ้นไปเก็บบนหน้าผาอย่างยากลำบากกว่าจะเก็บได้แต่ละชนิดเล่นเอาเืตาแทบกระเด็น าเ็เพิ่มพูนไปก็หลายรอบ แต่เพราะเหล่านี้คือหนทางที่จะพานางรอดชีวิตนางก็ต้องทนไขว่คว้าจนกว่าร่างจะหาไม่
กว่าจะเก็บพืชสมุนไพรได้ครบตามจำนวนที่ฮุ่ยจวินบอกกล่าวก็กินเวลาไปถึงสองวันเต็มสภาพของสตรีนางนั้นบัดนี้ยิ่งดูอิดโรยแลสาหัสเป็อย่างมาก นางนอนคว่ำหน้าหอบหายใจหนักผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ความผุดผาดงดงามถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นขลิบฝุ่นดินจนหมดสิ้น ฮุ่ยจวินเห็นก็อดที่จะสงสารนางขึ้นมามิได้
“ลำบากท่านแล้ว"
“หากเ้าทำไม่ได้อย่างที่พูดข้าสัญญาว่าจะกรีดร่างเ้าเป็ชิ้นๆ"
เมื่อได้พืชสมุนไพรและของมาครบตาม้าฮุ่ยจวินก็เริ่มอธิบายขั้นตอนต่อไปทันที
“ท่านเห็นสมุนไพรรูปทรงคล้ายหัวใจที่หลังใบมีสีเขียวอ่อนท้องใบมีขนสีขาวเล็กๆ ปกคลุมหรือไม่ ให้ท่านเคี้ยวจนละเอียดแล้วห่อในผ้าสะอาดที่ชุบด้วยน้ำจากเครือเถาวัลย์เตรียมปิดปากแผลทางด้านหลังให้แก่ข้า”
สตรีนางนั้นทำตามจนเสร็จสรรพจากนั้นฮุ่ยจวินก็กล่าวต่อ
“ส่วนพืชห้าแฉกใบเรียวยาวให้นำส่วนใบที่ตากแห้งเมื่อวานบดเป็ผงจนละเอียด ส่วนที่ยังเป็ใบสดขยี้ให้ละเอียดแลคลุกเคล้าเข้ากับท่อนเถาวัลย์ที่ปลอกเปลือกแลตัดพอดีปาก”
เพียงชั่วอึดใจสตรีนางนั้นก็จัดการจนเสร็จสิ้น
“ต้องเตรียมสมุนไพรใดต่อ"
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“พอแล้ว”
ก่อนที่มันจะเหลือบมองกระบี่ที่ยังปักร่างตนอยู่
“ถึงเวลาที่ต้องคืนกระบี่ให้แก่ท่าน"
สตรีนางนั้นจ้องมองมันเห็นาแที่หนักหน่วงขนาดนี้แต่มันยังทนอยู่ได้แสดงให้เห็นว่าร่างกายของมันทรหดอดทนถึงเพียงไหนอาจจะแข็งแกร่งกว่าร่างกายของผู้ฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์อย่างนางด้วยซ้ำ บุรุษหนุ่มผู้นี้แม้มันจะไร้พร์ด้านพลังปาฏิหาริย์แต่หากให้เทียบระหว่างยอดยุทธ์สามัญด้วยกัน มันก็คงเป็หนึ่งไม่เป็สองรองใคร
“หากดึงกระบี่ออกเ้าอาจจะตายได้ทันที"
“หากไม่ดึงตอนนี้วันหน้าก็ต้องตกตาย เตรียมพร้อมขนาดนี้แล้ว ถึงคราวจะเสี่ยงก็ต้องเสี่ยง"
สตรีนางนั้นผงกศีรษะ
“จิตใจเด็ดเดี่ยวดีข้าเริ่มที่จะยอมรับในตัวเ้าแล้ว หากวันนี้รอดตายไปได้ หากวันหน้ามีโอกาสได้ออกไปและหากเ้าไร้ซึ่งหนทาง ก็จงมาติดตามรับใช้ตระกูลของข้า"
“ก่อนจะพูดถึงวันข้างหน้าวันนี้ท่านควรจะดึงกระบี่ได้แล้ว"
สตรีนางนั้นจับลงยังด้ามกระบี่อย่างแ่เบาฮุ่ยจวินก็กล่าวอย่างอิดโรยว่า
“จำไว้องศาของการดึงกระบี่ต้องมิให้แปรเปลี่ยนจากทิศทางเดิม เพราะหากเปลี่ยนแม้เพียงเสี้ยวอาจตัดเฉือนอวัยวะสำคัญของข้าได้"
สตรีนางนั้นผงกศีรษะรับทราบฮุ่ยจวินก็หยิบเถาวัลย์ปลอกเปลือกที่คลุกด้วยตัวยาสมุนไพรขึ้นมากัดไว้ในปาก ก่อนยื่นมือไปกำผงสมุนไพรที่บดจนละเอียดพร้อมกับห่อเข็มเงินมิให้ห่างจากกาย เมื่อเตรียมพร้อม ชายหนุ่มก็ผงกศีรษะคราหนึ่ง แล้วสตรีนางนั้นก็ดึงกระบี่ขึ้นมาจากร่างของมันอย่างรวดเร็ว
ฉุบ!!!
“เอื้อ!!!!”