การเกิดใหม่ของนางสาวธรรมดา

    1. นี่เธอย้อนเวลามาเหรอ

            "นิด! ตื่นสิลูก อย่าทำแบบนี้กับแม่ นิดจ๋า นิด!!"

            "พี่ว่ารีบหารถพานิดไปโรงพยาบาลดีกว่า"

            เสียงอึกทึกวุ่นวายและเสียงร้องไห้ค่อย ๆ แว่วเข้ามาในหูและเริ่มทวีความดังเข้ามาเรื่อย ๆ เงียบหน่อยได้มั้ย เธอคิดอย่างหงุดหงิด คนพวกนี้ยังไงนะ ไม่เกรงใจกันบ้าง อนงค์กานต์กำลังเดินล่องลอยในความฝัน ไปตามทางสีรุ้งสดใส มีกลิ่นหอมสดชื่นปะทะที่จมูกเป็๲ระยะ ชวนให้สนใจใคร่รู้ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหน้า "ใกล้แล้ว อีกนิด" เธอเอ่ยขึ้นอย่างยินดีเมื่อเห็นประตูสีขาวเปล่งประกายระยิบระยับอยู่เบื้องหน้า

            ฉับพลันเมื่อกำลังเอื้อมมือไปที่ประตู เสียงร้องเรียกและเสียงร้องไห้วุ่นวายก็ปะทะเข้ามาในหู และจู่ ๆ ประตูบานนั้นก็หายวับไปกับตา

            "เสียดาย อีกนิดเดียวเอง" เสียงพึมพำออกมาจากปากของร่างเด็กหญิงที่อายุไม่น่าจะเกินสิบสามปีคนหนึ่ง ซึ่งกำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียง

            "พี่! นงได้ยินเสียงลูก!" อนงค์พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น "นิด ตื่นแล้วใช่มั้ยลูก"

            "ได้ยินจริงใช่มั้ย" กานต์เดินกลับไปที่เตียงและละล่ำละลักถามด้วยความดีใจ พลางลูบใบหน้าเด็กหญิงบนเตียงอย่างอ่อนโยน "นิด ตื่นแล้วใช่มั้ย พูดกับพ่อหน่อยลูก"

            "นงได้ยินจริง ๆ แม้เสียงจะเบามาก แต่เป็๞เสียงพูดของลูกแน่ ๆ" อนงค์ตอบอย่างมั่นใจ

            "เงียบๆ สิ ประตูหายไปแล้วเห็นมั้ย" อนงค์กานต์พึมพำเสียงขุ่น

            สองสามีภรรยาหันมายิ้มให้กันด้วยความดีใจ ก่อนที่อนงค์จะก้มลงลูบศีรษะและเรียกเด็กหญิงด้วยเสียงนุ่มนวล "นิด ตื่นแล้วลืมตาหน่อยลูก หนูนอนไปนานสองวันแล้วนะ ตื่นมาให้แม่ดูหน่อยว่าหนูไม่ได้เป็๞อะไร"

            คนบ้าอะไรจะนอนตั้งสองวัน เธอคิดอย่างโมโห ก่อนจะค่อย ๆ ฝืนลืมตา แสงจ้ากระทบเข้ามาจนต้องกะพริบถี่ ๆ หลายครั้ง เพื่อปรับดวงตาให้คุ้นชิน

            ภาพที่กระทบตรงหน้าจากที่พร่ามัวก็ค่อย ๆ ชัดขึ้น เป็๞ภาพของชายหญิงอายุกว่าสามสิบปีคู่หนึ่ง กำลังมองและยิ้มให้เธออย่างดีใจ ดวงตาของผู้หญิงคนนั้นยังแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เป็๞ชายหญิงที่เธอเคยรู้จักเป็๞อย่างดี เป็๞คนที่เธอรักมากที่สุด พ่อกานต์และแม่อนงค์ที่จากเธอไปแล้วเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

            อนงค์กานต์จ้องสองใบหน้านั้นอย่างตะลึงงัน ความรู้สึกคิดถึง หวนหา ตีตื้นขึ้นมาในใจ ประกายน้ำค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมาในดวงตา

            "พ่อ แม่ รอนิดอยู่จริง ๆ ใช่มั้ย" เธอพูดเสียงสะอื้นและลุกขึ้นนั่งพร้อมโผเข้าซุกที่กลางอกของผู้เป็๞แม่

            "นิด! เป็๲อะไรไปลูก?" อนงค์เอ่ยถามเสียงตระหนก พร้อมกับกอดลูกสาวเข้าแนบอกและลูบหลังปลอบขวัญอย่างอ่อนโยน

            "เจ็บหรือไม่สบายตรงไหนรึเปล่าลูก" อนงค์กานต์หันมาด้านข้างเมื่อได้ยินเสียงที่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างวิตกของพ่อ เธอจึงยิ้มทั้งน้ำตาก่อนคลายอ้อมกอดจากแม่และโผเข้ากอดผู้เป็๞พ่อ "นิดก็คิดถึงพ่อที่สุดเหมือนกัน นิดรักพ่อกับแม่ที่สุดนะ" เธอเอ่ยเสียงเครือ

            "พ่อกับแม่ก็รักนิดที่สุด" กานต์พูดเสียงอ่อนโยนพร้อมยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกสาวอย่างเบามือพลางลอบสบตากับภรรยาอย่างไม่สบายใจ

            "ขอโทษนะที่ให้พ่อแม่รอตั้งสามสิบกว่าปี"

            "ต่อไปนี้พ่อแม่ไปไหน นิดก็จะตามไปด้วยตลอดนะ" อนงค์กานต์ยังพูดต่อไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของพ่อและแม่ที่เริ่มย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ

            "นิด พูดอะไรกันลูก อย่าทำให้แม่กลัวสิ สามสิบปีอะไรกัน ลูกเพิ่งอายุ 12 ปีเองนะ" อนงค์พูดเสียงสั่น ความรู้สึกไม่สบายใจตีขึ้นมาไม่หยุด

            อนงค์กานต์ผละออกจากอ้อมอกของบิดาและยืดตัวนั่งตรงก่อนหันไปยิ้มกับนางอนงค์

            "ก็…"

            ยังไม่ทันได้พูด เธอก็หยุดชะงักเมื่อสายตาไปตกกระทบกับกระจกที่แขวนอยู่ข้างผนังห้อง เธอนั่งจ้องเงาสะท้อนในกระจกอย่างตกตะลึง เงาในกระจกได้สะท้อนภาพของคนสามคน ฝั่งซ้ายและขวาเป็๲ภาพเงาสะท้อนของพ่อและแม่ ส่วนตรงกลาง เป็๲ภาพสะท้อนของเด็กหญิงรูปร่างผอมคนหนึ่ง อายุไม่ถึงสิบสามปี ผิวเหลืองนวล ผมสั้นระดับหู รูปหน้าเรียบพอดูได้ แต่จะเด่นที่ดวงตากลมโตและลักยิ้มสองข้างแก้ม ใบหน้าแบบนี้เป็๲ใบหน้าที่เธอคุ้นตามาทั้งชีวิต เป็๲ใบหน้าของเธอเอง


            นี่เธอย้อนเวลามาได้จริง ๆ ใช่มั้ย??

            อนงค์กานต์นั่งอยู่บนเตียงและมองไปรอบ ๆ ห้องอย่างมึนงง ห้องนี้ยังคงเป็๞ห้องนอนในวัยเด็กที่อยู่ในความทรงจำของเธอตลอดมา ห้องที่มีเตียงไม้สีหม่นขนาดนอนได้คนเดียว เป็๞เตียงไม้แบบประกอบเองไม่ได้มีความสวยงามใด ๆ แต่เป็๞เตียงที่นอนสบายมากในความรู้สึกเธอ ห้องนอนเป็๞ผนังไม้ทั้งสี่ฝั่ง เป็๞ผนังที่มีคราบเปื้อน คราบน้ำต่าง ๆ ปรากฏอยู่ทั่ว บ่งบอกให้เห็นถึงอายุการใช้งานที่มีมากว่าสิบปี

            ในห้อง นอกจากเตียงไม้เล็ก ๆ นี่แล้วก็จะมีเพียงตู้เสื้อผ้าที่เปิดโล่ง ไม่มีประตูปิดใด ๆ ข้างในตู้นอกจากชุดนักเรียนสามชุด ก็มีเพียงเสื้อผ้าใส่อยู่บ้านไม่เกินสิบชิ้น

            หลังจากนั่งมองเงาสะท้อนจากกระจกอยู่ครู่ใหญ่ อนงค์กานต์ก็หันมามองพ่อและแม่ที่ยังนั่งทำสีหน้าวิตกอยู่ด้านข้างอย่างพินิจพิเคราะห์

            ไม่จริงน่า!! มีเงาสะท้อนทั้งสามคน และที่สำคัญภาพในเงาสะท้อนยังเป็๲ภาพของเธอเมื่อตอนยังเด็ก

            เธอยกมือของตัวเองขึ้นจ้อง เห็นมือและแขนเล็กผอม ๵ิ๭๮๞ั๫ยังอ่อนนุ่มไม่เห็นถึงรอยหยาบกร้านหรือรอยกระใด ๆ ที่บ่งบอกถึงวัยใกล้ห้าสิบอย่างที่เคยเป็๞

            จากนั้นก็ค่อย ๆ ยื่นมือไป๼ั๬๶ั๼แขนของพ่อและแม่ ตัวอุ่น ๆ เหมือนคนที่ยังมีเ๣ื๵๪เนื้อ พลางมองหน้าอกขยับขึ้นลงที่แสดงถึงการมีลมหายใจของพ่อแม่ เธอก็ชะงักนิ่งไปชั่วครู่ก่อนผลุนผลันวิ่งเปิดประตูออกไปนอกห้อง ท่ามกลางความตกตะลึงของกานต์และอนงค์ 

            จากนั้นเธอก็วิ่งลงจากบันไดบ้านอย่างเร็วรี่ ก่อนจะหันหลังกลับและเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นบ้านไม้หลังเล็กที่มีใต้ถุนสูง มันคือบ้านที่เธอเคยอยู่กับพ่อแม่เมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา

            เธอรู้สึกถึงความเหนื่อย เธอรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงหลังจากวิ่งลงจากบันได มีรอยแดงช้ำที่แขนซึ่งเกิดจากการที่เธอหยิกตัวเองเมื่อครู่ เธอรู้สึกเจ็บหลังหยิก

            ไม่ใช่ฝัน ไม่ใช่โลกหลังความตาย แต่เธอได้ย้อนกลับมาในร่างตอนเด็ก! เธอย้อนกลับมาตอนที่พ่อแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่!!หลังจากนั้นความตื่นเต้น ความสุขก็เอ่อล้นขึ้นมา และอนงค์กานต์ก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ

            เมื่อหายตกตะลึง กานต์และอนงค์ก็วิ่งลงมาหาบุตรสาวที่กำลังยืนยิ้มกว้างอยู่ตรงลานหน้าบ้าน

            "นิด จู่ ๆ วิ่งพรวดออกมา มีอะไรรึเปล่าลูก?" อนงค์พูดสีหน้าไม่สู้ดีพลางเอามือทาบหน้าผากของบุตรสาว "ปวดหรือไม่สบายตรงไหนบอกแม่ได้ ตัวก็ไม่ร้อน หรือจะเป็๞ไข้ตัวเย็น"

            เมื่อเห็นลูกสาวยังคงยืนเงยหน้ามองบ้านและยิ้มกว้าง ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ ต่อผู้เป็๲แม่ กานต์ก็ใจกระตุก "เดี๋ยวพี่จะไปตามพี่แสง พานิดตรวจไปโรงพยาบาลหน่อยดีกว่า" โดยไม่รอความเห็นของภรรยา กานต์ก็เดินออกจากบ้านเพื่อไปว่าจ้างรถให้ไปส่งโรงพยาบาลในเมือง