“บังอาจนัก นี่เจ้ากล้าไปคบค้ากับพวกโจฬะทมิฬมาหรือ”พระเจ้าฤทธิเทวากริ้วทันทีที่ทรงสดับฟังเรื่องราว
“บอกความจริงมา ว่าเจ้าไปได้วิชานี้มาอย่างไร ไม่อย่างนั้นเราจะให้คนนำเจ้าไปประหารทิ้งเสีย” ฝ่ายขุนพลบิดาคาดคั้นพร้อมคาดโทษรุนแรง
สิงขรถึงกับตัวสั่นเทา ละล่ำละลักว่า
“ข้าพเจ้าสำนึกผิดแล้วขอท่านพ่อยกโทษให้ลูกด้วย”
องค์ชายอัศวเมฆพลันรับสั่งขึ้นว่า
“สิงขร ท่านก็เล่าความจริงออกมาเถิดถ้าเจตนาของท่านดี การจะเอาผิดเอาโทษท่านก็คงพอจะละเว้นได้”
นับว่าองค์ชายอัศวเมฆทรงรักษาสัจจะวาจาถึงกับรับสั่งเป็นนัยหาทางพ้นภัยให้สิงขร ราชองครักษ์หนุ่มสบสายเนตร จึงค่อยมั่นใจกล่าวขึ้นว่า
“ท่านพ่อเรื่องที่เกิดขึ้นใช่ว่าบุตรจะคิดคดทรยศแผ่นดินเกิดก็หาไม่เพียงแต่ถ้าลูกไม่เรียนรู้วิชาเกรงว่าหากแม้นได้เป็นขุนพลฉลูนักษัตรจะไม่สามารถเอาชนะตัวแทนเมืองไทรบุรีขึ้นเป็นราชาสิบสองนักษัตรเพื่อประโยชน์ของเมืองเราได้..”
จากนั้นจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ๒ ปีก่อนให้ฟัง...
“...ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังด่านข้ามแดนไทรบุรีพบชายผู้หนึ่งเข้ามาก่อกวนหาเรื่อง จึงเกิดการท้าทายต่อสู้กัน แต่ข้าพเจ้ากลับพ่ายแพ้..จากนั้นเขาจึงเปิดเผยตัวว่าชื่อ “กัมพะทมิฬ” เป็นนักรบชาวโจฬะทมิฬผู้มุ่งมั่นจะเข้าประลองชิงตำแหน่งราชาสิบสองนักษัตรในฐานะตัวแทนเมืองไทรบุรี..
เขาบอกว่าอีก ๒ ปีให้มาต่อสู้กันใหม่ในพิธีประลองทั้งบอกว่าจุดอ่อนของฝีมือข้าพเจ้าคือความเร็ว.. แล้วจึงเสนอแลกเปลี่ยนวิชากันต่างคนต่างเอาไปฝึกฝนพัฒนาตนเองแล้วนำมาใช้สู้กัน.. ข้าพเจ้าเห็นว่าหากไม่มีวิชาเร่งปราณเปลี่ยนมิติคงไม่สามารถชิงชัยขึ้นเป็นราชาสิบสองนักษัตรให้เมืองปตานีได้จึงยอมตกลงแลกวิชาฝีมือกัน อีกทั้งเขาขอแค่เพียง ๑ กระบวนเพลงดาบ”
“เจ้า..เอาวิชาอะไรแลกเปลี่ยน”
“...กระบวนเพลงดาบ.. นารายณ์อวตาร”บุตรชายตอบด้วยใจหวาดหวั่น
“หึ เรื่องวิวาทที่เกิดขึ้นเป็นมันจงใจเพื่อหาเรื่องต่อสู้ชนะเจ้าใช่ไหม”
“...บุตร มาล่วงรู้ในภายหลังเป็นเช่นนั้นจริงๆ” พูดไป น้ำเสียงก็ค่อยเบาลงไปด้วยทั้งละอาย ด้วยเกรงพระอาญา
“เจ้าคงคิดว่า.. เสียไปเพียง ๑ กระบวนเพลงดาบแต่ได้วิชาปราณเปลี่ยนมิติมาคงคุ้มค่ายิ่งนัก จึงยอมแลกเปลี่ยน” ผู้เป็นบิดากัดฟันกล่าวคำ
“ตอนนั้น.. บุตรคิดเช่นนั้นวิชาที่แลกเปลี่ยนถ่ายทอดกันก็ทะยอยแลกเปลี่ยนทะยอยฝึกฝนจนกระจ่างได้ผลระดับหนึ่งจนรู้ว่าเป็นเคล็ดวิชาที่แท้จริงไม่ได้บิดพลิ้วปิดบัง”
ด้วยระดับฝีมือของบุคคลทั้งสองหากแม้นำวิชาอันเป็นเท็จหลอกลวงกัน อีกฝ่ายย่อมรับรู้ได้
“มิน่าเมื่อสองปีก่อนเจ้าจึงอ้างปัญหาที่ชายแดน และไปประจำอยู่เป็นเดือน”
สิงขรได้แต่นิ่งกลัวอยู่ในใจมิได้กล่าวกระไรอีก จนขุนพลผู้บิดาตวาดขึ้นด้วยโทสะ
“เจ้านี่มันช่างโง่บัดซบรู้ไหมว่าสิ่งที่เจ้าให้เขาไปมันมีค่ามากแค่ไหนเจ้าเพียงแต่คิดว่าเป็นวิชาเพลงดาบกระบวนเดียว แต่หากมันนำไปตีความดูความแปรเปลี่ยนสัมพันธ์ในแต่ละท่าจู่โจมจะเข้าใจวิถีของเพลงอาวุธพระมหาเถระทันที”
“บุตร ผิดไปจริงๆ เรื่องนี้”
ขณะที่ขุนพลผู้พ่อโกรธจนแทบจะทำร้ายบุตรของตนองค์ชายอัศวเมฆพลันรับสั่งถามขัดขึ้น
“ท่านขุนพลมีเรื่องหนึ่งที่เราไม่เข้าใจ ในเมื่อเจ้าทิพฝึกจนถึงขั้นที่ ๙ จึงเข้าสู่ปิดปราณเปลี่ยนมิติได้แต่ทำไมสิงขรซึ่งอยู่ระดับขั้นที่ ๘ จึงเข้าสู่เร่งปราณเปลี่ยนมิติได้เช่นกัน”
ขุนพลสิงหลที่ประดังด้วยอารมณ์โกรธในตัวบุตรชายอดชำเลืองดูองค์ชายหนุ่มมิได้ แล้วก็ต้องสะกดข่มอารมณ์ ทูลตอบว่า
“วิชาของศรีวิชัยและลังกาสุกะอยู่ในแนวสว่างจะยกจิตบังคับธาตุต้องใช้ฌานในระดับภวังค์สำนึก หรือระดับขั้นที่ ๙ เป็นต้นไป..ส่วนของโจฬะทมิฬอยู่ในแนวมืด สามารถบรรลุขั้นบังคับธาตุได้ในระดับที่ต่ำกว่าคือระดับขั้นที่ ๗ เป็นต้นไป.. ที่ว่าเป็นแนวมืดเพราะฝึกฝนสำเร็จได้เร็วแต่เกิดข้อเสียต่อสภาพร่างกายดังนั้นการเร่งปราณเปลี่ยนมิติของโจฬะทมิฬจะทอดระยะอยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆกว่าการปิดปราณเปลี่ยนมิติของศรีวิชัยมากนัก”
“อืม นับว่าข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว..อย่างไรเสียบุตรชายของท่านก็กระทำไปด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เจตนานั้นก็หวังให้เกิดประโยชน์ต่อปตานี..ท่านลองคิดดู หากทราบว่าตนถูกเคี่ยวกรำเพื่อเป็นตัวแทนของเมืองเข้าชิงชัยแต่ในการต่อสู้โดยบังเอิญกลับพ่ายแพ้คู่แข่งราบคาบ ครั้นพบว่ามีหนทางจะเอาชนะได้มีหรือจะไม่ทำ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของใคร.. ถ้าไม่ใช่เพื่อบ้านเมือง”
ขุนพลใหญ่แห่งปตานีแม้เห็นว่าองค์ชายกับบุตรของตนจะสนิทสนมกันบ้างด้วยเล่าเรียนเพลงอาวุธมาด้วยกัน แต่ก็ไม่คิดว่าองค์ชายจะทรงออกรับปกป้องสิงขรถึงขนาดนี้
ทันใดนั้น ก็ได้ยินมหาอำมาตย์วาสุธีกล่าวว่า
“เรื่องการลงทัณฑ์สิงขรคงต้องกระทำแต่เรื่องสำคัญที่ข้าอยากรู้ตอนนี้คือ.. ถ้าเทียบฝีมือระหว่างกัมพะทมิฬกับเจ้าทิพใครมีเปรียบกว่ากัน”
เป็นคำถามที่แม้แต่พระเจ้าฤทธิเทวาเองก็ทรงใคร่รับทราบยิ่งนัก..
บุตรของขุนพลนิ่งด้วยพิเคราะห์ก่อนตอบว่า
“ด้านความแข็งแกร่งอาจสูสีเสมอกันแต่ความเร็วเป็นรองอย่างเห็นได้ชัดส่วนจังหวะนั้นถ้ากัมพะทมิฬตีความแนววิชาของพระมหาเถระได้แม้จะไม่สามารถหักล้างวิชาอาวุธที่พลิกแพลงลึกซึ้งนี้ แต่ก็คงหาช่องหลบเลี่ยงอันตรายจากท่าจู่โจมต่างๆได้บ้าง”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าทิพก็เสียเปรียบไม่มาก”มหาอำมาตย์กล่าวเป็นเชิงสรุป
“ไม่ใช่ ท่านลุง..ที่ข้าเปรียบเทียบคือเจ้าทิพในวันนี้กับฝีมือของกัมพะทมิฬเมื่อสองปีก่อน”
สิ้นคำทุกคนถึงกับตกตะลึงในระดับความแตกต่างของยอดฝีมือผู้จะเป็นตัวแทนของสองเมือง
--------------------------------------------------