ตอนที่ 7 ดาบไซเล้นท์วินด์
เื่ที่หน่วยนายน้อยหลีมีความสามารถทางด้านร่างกายและการต่อสู้เพิ่มขึ้นนั้น มันไม่พ้นสายตาของผู้บัญชาการเขตป้องกันตนเอง ไม่นานเสี่ยวลู่ก็ถูกเรียกตัวเข้าไปพบ แน่นอนว่าเสี่ยวลู่ได้เล่าถึงการค้นพบว่าพืชบางชนิดมีการปลดปล่อยพลังงานบางอย่างออกมา และมันส่งผลให้คนที่ดูดซับพลังงานเหล่านี้ไปมีความแข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้เสี่ยวลู่ได้ส่งคลิปวิดีโอสอนการโคจรพลังชี่ในรูปแบบการรำมวยท่าร่างโคจรให้กับผู้บัญชาการเขตฯ แต่เสี่ยวลู่ไม่ได้บอกถึงรายละเอียดระดับพลังหรือที่มาของวิชาพวกนี้ เพียงบอกไปแค่ว่ายิ่งฝึกก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้น ส่วนวิชายุทธอย่างหมัดัถล่มปฐีนั้นเขาไม่ได้ให้ไป เพียงบอกว่าเวลาต่อสู้ให้โคจรพลังชี่ไปด้วยจะทำให้เกิดความรุ่นแรงขึ้น เพราะอย่างไรพวกทหารก็ต้องฝึกศิลปะการต่อสู้มาอยู่แล้วและพวกมันก็สามารถใช้ด้วยกันได้กับพลังชี่ หลังจากที่เสี่ยวลู่ได้ส่งมอบองค์ความรู้เหล่านี้ พวกทหารและบุคคลสำคัญก็เริ่มทำการฝึกท่าร่างโคจรพลังกันทันที เพียงไม่ถึงเดือนผลการฝึกฝนก็เริ่มแสดงผลออกมาตามข้อมูลที่เสี่ยวลู่ให้เอาไว้ ด้วยเหตุนี้ข้อมูลการบ่มเพาะที่จะสามารถช่วยพัฒนาประเทศชาติ จึงถูกส่งต่อไปทั่วประเทศและเขตต่าง ๆ โดยมีผู้บัญชาการเขตฯ E08 เป็คนออกหน้ารับชื่อเสียงแทนเสี่ยวลู่ เพราะในเวลานี้เสี่ยวลู่ยังไม่พร้อมเปิดเผยตัวเองมากเกินไป แน่นอนเวลานี้ระดับบนของรัฐบาลเริ่มรู้จักเสี่ยวลู่มากขึ้นแล้ว
ไม่ใช่แค่ทหารหรือบุคลากรของภาครัฐเท่านั้นที่เริ่มฝึกฝนการรำมวยท่าร่างโคจร ข้อมูลชุดนี้ยังถูกถ่ายทอดสู่สาธารณชนด้วย ส่งผลให้การรำมวยแพร่หลายไปทั่วทั้งค่ายอพยพโดยมีเขต E08 เป็ที่แรกที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็ทางการ เพื่อเป็กรณีศึกษาเก็บข้อมูลถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางบวกและทางลบ เมื่อได้ผลสรุปที่น่าพอใจแล้วถึงจะประกาศอย่างเป็ทางการและให้คนทั่วไปได้ฝึกฝนการรำมวยท่าร่างโคจรนี้ แต่โดยพื้นฐานแล้วทางเขตไม่มีนโยบาลส่งพลเมืองออกไปจัดการซอมบี้ แต่เป็การส่งเสริมทางด้านสุขภาพเป็หลัก เพราะด้วยอะไรหลายอย่างสภาพร่างกายและจิตใจของผู้คนนั้นนับว่าไม่สู้ดีเท่าที่ควร แต่เมื่อโครงการรำมวยท่าร่างโคจรเหล่านี้ได้ทำการเผยแพร่ออกไป ในเวลาเพียงหนึ่งเดือนก็พบว่าสุขภาพของพลเมืองในเขตอพยพดีขึ้นอย่างมาก ทั้งทางด้านร่างกายกายและสุขภาพจิตใจ อีกทั้งยังเป็การช่วยลดการใช้ทรัพยากรของทางเขตลงอย่างเห็นได้ชัด โดยรวมแล้วมีผลทางบวกมากกว่าผลทางลบ ในเวลานี้ผู้เฒ่าผู้แก่ลูกเด็กเล็กแดงไม่มีใครไม่ฝึกรำมวย ทั้งเขตต่างบ้ารำมวยไปหมดเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้ในประเทศจินหลิงที่เสี่ยวลู่อยู่เริ่มมีการค้นพบซอมบี้กลายพันธุ์บ้างแล้ว พวกนี้ต้องใช้อาวุธหนักพอสมควรถึงจะกำจัดได้ ต่างไปจากพวกซอมบี้ธรรมดาปกติที่ใช้ไม้หรือท่อเหล็กจัดการได้ ใน่แรกทหารและกองกำลังต่าง ๆ จำต้องใช้อาวุธหนักในการกำจัดและปราบปรามพวกซอมบี้กลายพันธุ์ ทว่าเมื่อทหารและกองกำลังที่ผ่านการฝึกฝนการบ่มเพาะพลังชี่จนสำเร็จขั้นที่ 1 ของระดับก่อเกิดกายาแล้วนั้น กลับสามารถจัดการซอมบี้กลายพันธุ์เ่าั้ได้ไม่แตกต่างไปจากที่จัดการกับซอมบี้ทั่วไป มันจึงยิ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของมนุษยชาติ ที่สามารถพัฒนาตนเองจนรับมือเภทภัยในครั้งนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ทั้งประเทศจินหลิงจึงเริ่มบ่มเพาะกันอย่างจริงจัง
“พี่หลินรบกวนรับงานนี้แทนผมทีครับ”เสี่ยวลู่ส่งเอกสารจากผู้บัญชาการเขตฯ ให้หลินต้วนปิงอ่าน
เอกสารฉบับนี้มีใจความหลักคือการขอให้เสี่ยวลู่ส่งคนในหน่วยนายน้อยหลีไปฝึกทหารของเขตป้องกันตนเอง โดยได้ร้องขอวิชาหมัดัถล่มปฐีให้ทหารของเขตได้ฝึก อาจดูเหมือนเป็การเอาเปรียบเสี่ยวลู่ แต่ถ้ามองในมุมกว้างแล้วนั้นเสี่ยวลู่แทบไม่เสียอะไรเลยด้วยซ้ำกลับกันเสี่ยวลู่ได้อะไรหลายอย่างตอบแทนจากทางเขตเช่นกัน ในเวลานี้คนในหน่วยนายน้อยหลีเองระดับพลังได้เพิ่มขึ้นมาถึงก่อเกิดกายาขั้น 2 ถึงขั้น 3 หลายคนแล้ว เสี่ยวลู่จึงคิดจะสอนวิชาอื่น ๆ ให้คนในหน่วยแทนวิชาก่อนหน้า ส่วนวิชาหมัดัถล่มปฐีถือว่าเป็วิชาระดับต่ำสุดของสายมือเปล่าที่เสี่ยวลู่มีเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเขาไม่ถึงกับเสียเปรียบให้ใครแต่อย่างใด สู้ส่งต่อให้ทหารไปฝึกจึงเป็การดีต่อการป้องกันเขตฯ อีกทั้งผลประโยชน์ค่าตอบแทนที่ท่านผู้บัญชาการให้มานั้นก็เป็สิ่งที่เสี่ยวลู่้าพอดี อีกทั้งบุญคุณในครั้งนี้มันยอมส่งผลในระยะยาวต่ออนาคตของเขาและน้องสาว
“ไม่มีปัญหาสบายมาก ว่าแต่นายน้อยจะออกไปลาดตระเวนกับพวกผมด้วยหรือครับ” หลินต้วนปิงถามด้วยความเป็ห่วง
เพราะในสายตาของเขาเสี่ยวลู่ยังเด็กเกินไป ถึงจะมีความรู้ความสามารถเกินเด็กไปไกลแล้วก็ตาม ยิ่งเขารู้จักเสี่ยวลู่นานเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งนับถือเสี่ยวลู่มากขึ้นเท่านั้น ในเวลานี้ภายในใจของหลินต้วนปิงเคารพเสี่ยวลู่มากกว่าต้วนอี้ชิงที่เป็เ้านายจริง ๆ ของเขาเสียอีก
“แน่นอนที่ผมอยากออกไปด้วยเพราะว่าผมอยากเห็นด้วยตาตัวเอง ว่าใน 1 ปีที่ผ่านมาข้างนอกเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว อีกอย่างผมอยากลองต่อสู้กับพวกซอมบี้ดูเหมือนกัน อย่างไรเสียผมก็่อยู่ก่อเกิดกายาขั้นที่ 3 เหมือนพี่หลินนะ” เสี่ยวลู่พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนพร้อมส่งสายตาเว้าวอน พอหลินต้วนปิงเห็นสายตาเช่นนี้ ก็ได้แต่ยอมแพ้ใจนายน้อยตัวเอง ไม่รู้ไปหัดเล่นหูเล่นตาแบบนี้มาจากไหน ทั้งที่เมื่อก่อนก็ยังไม่เป็เช่นนี้
“ก็ได้ครับ ว่าแต่นายน้อยจะใช้อะไรไปสู้ ผมไม่เคยเห็นนายน้อยฝึกยิงปืนเลยนะครับ” หลินต้วนปิงถาม พร้อมคิดว่าเสี่ยวลู่คงไม่ลงไปต่อยกับซอมบี้ใกล้ ๆ เพราะอย่างไรนายน้อยของเขาก็ยังเป็เด็ก อายุ 13 ปี ที่ตัวเล็กเหมือนเด็กอายุ 10 ขวบ
“เื่นั้นไม่ต้องเป็ห่วงครับ คุณนายหลินออกไปรับอาวุธที่ผมสั่งทำไว้แล้ว” เสี่ยวลู่ตอบด้วยรอยยิ้ม
ไม่นานหลินชิงเหมยก็กลับมาพร้อมกล่องเหล็กสีดำขนาดกว้าง 30 เิเ ยาว 150 เิเ โดยประมาณ ในครั้งแรกทุกคนที่เห็นก็นึกถึงกล่องใส่ปืนอานุภาพสูงทันที แต่เมื่อเสี่ยวลู่เปิดกล่องออกมาก็พบว่ามันเป็ดาบเหล็ก ซึ่งมีขนาดใหญ่ยาวพอกันกับกล่องที่มันอยู่ ใบดาบหนาดูแข็งแรงทั้งชิ้นมีสีดำอมเงินและเป็ดาบสองคม ถ้าให้คนปกติถือจำเป็ต้องถือด้วยสองมือและน้ำหนักคงไม่ต่ำกว่า 30 กิโลกรัม แค่จะยกฟันก็ยากแล้ว คนในกองกำลังอารักขาต่างประเมินด้วยสายตา นี่เป็หนึ่งในค่าตอบแทนของข้อตกกับผู้บัญชาการในการส่งมอบวิชาหมัดมวย ในเวลานี้เสี่ยวลู่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีของกองทัพได้แล้ว ต่อแต่นี้ไปเขาสามารถขอให้ทางกองทัพเขตพัฒนาอาวุธหรือซื้อวัสดุอุปกรณ์จากแผนกนี้ได้โดยตรง โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือผ่านคนกลาง
“ดาบใหญ่ 2 คมหรือครับ มันไม่ใหญ่เกินตัวนายน้อยไปหรือครับ” หลินต้วนปิงใเมื่อเห็นขนาดของดาบใหญ่ในกล่อง แต่ไม่กี่ลมหายใจต่อมาเสี่ยวลู่ก็ยกมันขึ้นราวกลับว่ามันเป็ดาบพลาสติกที่ยกเล่นได้ด้วยมือข้างเดียว
“ไม่ใหญ่เกินไปหรอกครับกำลังถนัดมือเลย ยิ่งยาวใหญ่แบบนี้มันสร้างแรงโมเมนตัมตอนฟันได้สูงดี จะได้ตัดซอมบี้ขาดได้ในฉับเดียว นอกจากนั้นดาบเล่มนี้ทำขึ้นจากทังสเตนผสมเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ ที่หลอมขึ้นรูปด้วยกระบวนการพิเศษของทางทหารที่ผ่านการวิจัยจนได้สุดยอดโลหะที่มีความแข็งและยืดหยุ่นเหมาะแก่การทำดาบหรือมีด อีกทั้งยังทนต่อการกัดกร่อนของเืซอมบี้ที่มีความเป็กรดสูง” เสี่ยวลู่ร่ายยาว พร้อมกับออกไปลานฝึกที่มีหุ่นไม้ไว้ซ้อมมวยอยู่
พอไปถึงเสี่ยวลู่เพียงยกมือที่ถือดาบสูงเอียงทำมุมองศา ก่อนจะฟันฉับใส่หุ่นไม้ มันไวเสียจนมองแทบไม่เห็นว่าฟันใส่ยังไง เมื่อเห็นอีกทีปลายดาบก็อยู่ด้านล่างของหุ่นไม้แล้ว ในตอนนี้ทุกคนเห็นเพียงหุ่นไม้ยังตั้งอยู่เช่นเดิม แต่อึดใจต่อมามันก็ขาดตามองศาดาบที่เคยฟาดฟันผ่านไป เกิดความเงียบขึ้นทันทีขนาดลมหายใจก็แทบไม่ได้ยิน ไม่นานทุกคนก็พ่นลมหายใจออกมาแทบจะพร้อมกันจนเกิดเสียง พร้อมกับในหัวใจที่สั่นไหวด้วยความตื่นเต้น พวกเขาไม่คิดว่าภาพแบบนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง ๆ นึกว่าจะมีแต่ในหนังภาพยนต์ที่เคยดูกันมา
“คุ้มค่าเงินและทรัพยากรที่จ่ายไปจริง ๆ” เสี่ยวลู่ยกดาบในมือมาดูความคม ก่อนจะใช้อีกนิ้วดีดใส่ใบดาบจนเกิดเสียงก้องใสดังกังวานราวกับระฆัง “เป็เสียงที่ดี” จากนั้นเด็กชายยกยิ้มอย่างพอใจ
“นี่มันสุดยอดมากเลยนายน้อย” หลินต้วนปิงหลังหายใก็อดชื่นชมดาบเล่มนี้ไม่ได้
“ใช่มะ พวกเรามาตั้งชื่อดาบกัน คนไหนตั้งชื่อถูกใจผมมากที่สุด ผมมีรางวัลให้”
“รางวัลคืออะไรหรือครับ” หนึ่งในกองกำลังอารักขาถามขึ้นมา
“แน่นอนว่าเป็อาวุธที่ทำขึ้นจากโหละแบบที่ผมใช้อยู่ไง อยากได้อะไรผมจะสั่งทำให้เป็พิเศษแบบเป็อาวุธส่วนตัวที่ไม่เหมือนใครก็ได้นะ ไม่ว่าจะเป็ ดาบ กระบี่ ค้อน มีด หอก ขวาน หรืออะไรก็บอกมาผมจะสั่งทำให้เป็รางวัล”
จากนั้นก็เหมือนเสี่ยวลู่โยนะเิใส่กลางบ้าน ทุกคนแทบระดมสมองคิดเพื่อตั้งชื่อที่ตัวเองว่าเหมาะสมที่สุดที่จะเป็ชื่อดาบสีดำอมเงินเล่มนี้ เพราะทุกคนเองก็อยากได้รับอาวุธเท่ ๆ ราคาแพงมาพกติดตัวไว้อวดชาวบ้าน จนในที่สุดเสี่ยวลู่ก็ถูกใจชื่อ ที่หลินชิงเหมยตั้งให้ มันมีชื่อว่า ‘ไซเล้นท์วินด์’