ผมมองท้องฟ้าสีโอลด์โรสของบ่ายสี่โมงเย็นอย่างสบายใจ ขณะที่รถกระบะโตโยต้าพาเรากลับมาถึงบ้านเณรโดยสวัสดิภาพเด็กนักเรียนบางคนที่เดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าโรงเรียนพากันะโด้านหลัง บ้างส่งเสียงหัวเราะและร้องเพลงอย่างสนุกสนานขณะรถขับเคลื่อนช้าๆ ไปสู่โรงจอด
เมื่อลงจากรถก็ปะทะกับอากาศร้อนอบอ้าวที่ทำให้คันยุบยิบตามิัเราทั้งคู่เหงื่อซึมจนเสื้อเริ่มเปียกชุ่ม ผมข่มตัวเองไม่ให้มองแผ่นหลังสีเข้มที่แนบติดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวแต่สุดท้ายความพยายามก็สูญเปล่าเมื่อคิมหันต์ปลดกระดุมทีละเม็ดขณะเดินทอดน่องบนถนน
“ร้อนจริง ๆ”เขาว่าพลางกระพือเสื้อ “คืนนี้ฝนตกแน่เลย”
“ฝน” ผมเอ่ยอย่างเลื่อนลอย
เม็ดเหงื่อที่ผุดพราวบนเนินอกของคนข้างๆ ทำให้ผมเสียสมาธิ แทบไม่รู้ตัวเลยว่าพูดอะไรออกไป
“ใช่ ก็อากาศร้อนอบอ้าวขนาดนี้”คิมหันต์ใช้หลังมือปาดเหงื่อใต้คางที่มีตอหนวด
“อืม ร้อนจริงๆ” ผมเออออตาม
ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็ถอดเสื้อออกและเอามาพาดไหล่ผมแทบลืมหายใจเมื่อได้เห็นกายเปลือยเปล่าท่อนบนของคิมหันต์ซึ่งเป็มันวาว มัดกล้ามเนื้อแน่นทำให้ร่างกายของผมร้อนวูบวาบราวกับสัญญาณเตือนภัยอันตราย
“ใส่เสื้อเถอะไม่อายคนอื่นเหรอ” นี่คือความพยายามเฮือกสุดท้ายของผมที่จะสกัดกั้นอารมณ์้าอันฉับพลันเพราะถ้าไม่อาจบังคับตัวเองได้ผมก็ต้องทำให้เขาหยุด
คิมหันต์เลิกคิ้วแล้วจึงเอ่ยด้วยท่าทางไม่ยีระ
“ไม่เห็นมีอะไรต้องอายเลยผู้ชายเหมือนกัน”
จากนั้นก็มองไปรอบๆ เพื่อพิสูจน์คำพูด แม้จะมีผู้คนนั่งในสวนหย่อมทางซ้ายมือ มีพี่ม. 6บางคนช่วยลุงกิตเลื่อยกิ่งไม้และคุณพ่อฟิลิปเพิ่งเดินสวนเราไป แต่ไม่มีใครเลยที่สนใจมองคิมหันต์เป็พิเศษผมจึงตัดสินใจไม่พูดอะไรอีกจนกระทั่งกลับถึงห้อง
แล้วเย็นวันนั้นฝนก็ตกตามที่คิมหันต์ทำนายไว้จริงๆ เราไปไหนไม่ได้จึงใช้เวลาว่างนั่งปั่นรายงานอยู่ที่ห้องโดยมีเสียงเพลงจากเครื่องเล่นโซนี่วอล์คแมนของคิมหันต์เปิดเคล้าคลอช่วยให้ไม่น่าเบื่อเกินไป
อย่างไรก็ตามขณะนั่งเขียนหนังสือเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ภาพงานแต่งงานของพี่เจนก็คอยผุดเข้ามาในหัวจนเริ่มเสียสมาธิไม่เข้าใจว่าทำไมสมองต้องนึกถึงสิ่งที่ตัวเองชอบน้อยที่สุด บางทีอาจเป็เพราะส่วนหนึ่งผมก็ร่วมยินดีไปกับเธอด้วยหรือบางทีอาจเป็เพราะมีเหตุการณ์อื่นทับซ้อนอยู่ในนั้นอีกที
ผมมองแหวนประคำที่นิ้วชี้ขวาและใช้ปลายนิ้วมืออีกข้างลูบมันอย่างแ่เบา
นี่สินะที่ทำให้ผมว้าวุ่นใจ
คิมหันต์คงไม่คิดอะไรมากไปกว่าแค่อยากลองสวมแหวนให้กับผมมันก็แค่การทดลองสินค้าที่ใคร ๆ ต่างก็ทำกัน แต่เขาจะรู้บ้างไหมว่าการกระทำนั้นส่งผลกระทบถาวรต่อความรู้สึกของผมทั้งในแง่ร้ายและดี
ขณะกำลังคิดเป็ตุเป็ตะถึงความหมายที่อาจซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจู่ ๆ ผมก็เกิดความคิดบ้า ๆ ขึ้นมา
หรือว่า...คิมหันต์ก็ชอบผมเช่นกัน
ผมหยุดเขียนทันทีรู้สึกเย็นสันหลังวาบจนขนลุก หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกวินาทีจนคนทั้งโลกอาจได้ยินเสียงที่บ้าคลั่งของมันเพราะถ้าวิเคราะห์จากหลายสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันก็น่าคิดไม่ใช่น้อย
ทำไมคิมหันต์ถึงใส่ใจผมมากขนาดนี้ไม่ว่าจะเป็เื่เล็กหรือเื่ใหญ่
ทำไมเขาถึงไม่โกรธผมเลยทั้งๆ ที่เื่เมื่อคืนนั้นควรจะเป็จุดแตกหักของความเป็เพื่อนเสียด้วยซ้ำ
และทำไมคิมหันต์ถึงกล่าวทักทายผมด้วยคำว่า“เชา” ในยามเช้าของทุก ๆ วันแต่ไม่เคยพูดแบบนี้กับใครเลย
“เชา” ผมพึมพำออกมาเป็ภาษาอิตาลีเบาๆ “เชา อะมอเร่”
ผมเคยได้ยินวลีนี้จากเพลงฝรั่งที่คิมหันต์เปิดมีทั้งที่ผมพอฟังรู้เื่บ้างและไม่รู้เื่เลย แต่กระนั้นเพลงที่มีเนื้อร้องว่า‘เชา อะมอเร่ เชา’ คือเพลงที่คิมหันต์ฟังบ่อยที่สุด และมันก็เป็วลีที่ค้างคาใจผมมากที่สุดณ ตอนนี้
‘เชา’ คำกล่าวทักทายสั้นๆ ที่ใช้ได้ทุกโอกาส
และ
‘เชา อะมอเร่’ ซึ่งแปลว่าสวัสดีจ้ะที่รักหรืออาจหมายความว่าลาก่อนที่รัก
ผมขมวดคิ้ว
เขาพยายามจะสื่ออะไรบางอย่างใช่ไหมนี่คือสัญญาณใช่หรือเปล่า
ความคิดนี้ยิ่งทำให้ผมตื่นตระหนกผมรู้สึกเหมือนเป็คนโง่ในชั่วพริบตาเมื่อคิดว่าทำไมเพิ่งจะสังเกตเห็น จากนั้นก็กลายคนที่ฉลาดที่สุดในโลกหลังตระหนักว่านี่อาจเป็วิธีแสดงออกโดยธรรมชาติของคิมหันต์ที่มีต่อมิตรสหายก็เท่านั้น
ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างใช้ความคิด
ใช่แล้วมันอาจเป็แบบนั้นก็ได้
พ่อขวัญใจมหาชนก็แค่เป็มิตรกับทุกคนผมคิดอย่างเ็ปว่าน่าจะสำเนียกให้เร็วกว่านี้ หยุดฝันเฟื่องและอย่าปล่อยให้ตัวเองถลำลึกมากเกินไป
แต่...
“เชา อะมอเร่”
ผมเม้มปากทันทีแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดที่เผลอหลุดปากพูดออกมาเสียงดัง
คิมหันต์เลียวมามองและยิ้มกริ่ม
“ติดใจแล้วละสิ”เขาว่า
ผมหน้าแดงก่ำและหลบเลี่ยงการมองหน้าอีกฝ่ายในใจอยากตอบว่าทั้ง “ใช่” และ “ไม่ใช่” เพราะไม่มีอันไหนผิดเลย
“เปิดเพลงนี้ให้ฟังหน่อยได้ไหม”ผมแก้ตัวไปตามน้ำ
คิมหันต์ไม่รอช้าและรีบจัดการเปลี่ยนเพลงให้ตามคำขอผมหันกลับไปทำงานต่อและรับฟังบทเพลงที่ลอยอยู่ในบรรยากาศด้วยหัวใจสั่นไหว แล้วเราก็ฟังวนซ้ำไปซ้ำมาราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
เช้าวันหนึ่งในเดือนตุลาคมขณะเพื่อนๆ บางคนวิ่งเล่นและส่งเสียงดังภายในห้องเรียน ผม คิมหันต์และตงเปียนถือโอกาสที่ครูภาษาไทยไม่อยู่เร่งทำรายงานให้เสร็จถึงแม้กำหนดส่งคือก่อนสอบปิดเทอมเล็กแต่ผมก็ไม่อยากให้มีอะไรมากวนใจระหว่างใช้เวลาสนุกกับการเข้าค่าย
“เหลือแค่ภาคผนวคแล้วเว้ย”ผมเอ่ยอย่างดีใจขณะมองดูคิมหันต์กับตงเปียนนั่งเขียนอย่างขะมักเขม้น
“มาช่วยกูเขียนหน่อยเร็ว”ตงเปียนเกลาศีรษะ “ของกูได้ยังไม่ถึงครึ่งเล่มเลย”
“กูก็อยากช่วยนะแต่ว่าการบ้านของใครของมันว่ะ”ผมบอกพลางตรวจสอบเลขหน้าที่หัวมุมขวาบนกระดาษ
ตงเปียนทำหน้าบูดก่อนจะหันไปถามคิมหันต์เพื่อหาแนวร่วมว่าถึงไหนแล้ว
“บรรณานุกรม”คิมหันต์ตอบโดยไม่เงยหน้า
“โหยพวกมึงเขียนกันไวจังวะ รอกูด้วยยยยย!”
ว่าแล้วตงเปียนก็รีบก้มหน้าก้มตาเขียนต่อส่วนผมเร่งมือตัดภาพที่ถ่ายเอกสารมาแปะใส่กระดาษอีกใบ
ผ่านไปสักพักผมก็วางกรรไกรลงเมื่อเจอกับภาพวาดชายคนหนึ่งภาพนั้นแสดงให้เห็นว่าเขากำลังยืนเปลือยกายต่อหน้าทูต์ที่มาประจักษ์ สีหน้าปราศจากความเขินอาย
ผมเพ่งมองบริเวณกลางลำตัว
“ไม่เห็นมีอะไรต้องอายเลย ผู้ชายเหมือนกัน”
ทันใดนั้นประโยคนี้ก็ลอยเข้ามาในหัวเป็ประโยคธรรมดาที่ผู้พูดอาจไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่สำหรับผู้ฟังอย่างผมกลับรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็เพราะนอกจากหัวใจที่เต้นอยู่ในทรวกอก ระหว่างผมกับคิมหันต์ก็ไม่มีอะไรเหมือนกันสักเลยอย่างเราแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในทุกแง่มุม
ผมเงยหน้ามองเ้าของประโยคสลับกับมองรูปภาพพลางคิดว่าถ้าจะมีสิ่งใดที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจนั่นก็คือเนื้อในของเราแต่ละคนรูปลักษณ์ภายนอกเป็แค่เปลือกที่ห่อหุ้มจิติญญาอันซับซ้อน ซึ่งผมพบว่าใช้เวลาก่อนนอนแทบทุกคืนใคร่ครวญถึงอัตลักษณ์แท้จริง
ผมเป็ผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่หรือว่าผมไม่ได้เป็มนุษย์ั้แ่แรกแล้ว
ซึ่งถ้าเป็อย่างหลังก็คงไม่แปลกที่จะไม่สามารถระบุได้ว่าผมคืออะไรกันแน่
ทว่าภายในส่วนลึกอันยุ่งเหยิงผมกลับรู้สึกว่าตนเป็มากกว่าสิ่งมีชีวิตใดในโลกจะเข้าใจแม้ความลึกลับน่าพิศวงนี้จะไม่สามารถอธิบายออกมาเป็คำพูดที่ชัดเจน แต่จิติญญาของผมกลับรับรู้ว่าสิ่งที่เป็นั้นอยู่ระหว่างจุดกึ่งของทั้งสองสิ่งไม่มีนักวิทยาศาสตร์หน้าไหนพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้และพระศาสนจักรก็ไม่มีคำตอบเช่นกัน
แต่ที่แน่ ๆคือทุกครั้งที่อยู่ใกล้คิมหันต์ ยามได้มองลำคอหนาและไหล่กว้างผมค้นพบว่าอยากบรรจงจูบลงบนเส้นเื เส้นเอ็นและชีพจรเต้นตุบมอบััที่ทำให้ช่องท้องของเขากระตุกวูบเหมือนที่ผมเป็เสมอให้มันเย้ายวนมากพอที่คิมหันต์อยากจะจูงมือผมไปยังเตียงนอนถอดเสื้อผ้าของผมออกและโยนทิ้งไปเสีย เพราะไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับร่างกายของผมซึ่งพร้อมสุดขีดให้เขาทำตามอำเภอใจหรือกระทั่งให้เขารุกล้ำสอดใส่เข้ามาอย่างไร้ปรานี
กระนั้นส่วนหนึ่งของความคิดผมเองก็ปรารถนาให้คิมหันต์อยู่ใต้ร่างของผมเช่นกันร้องคราง บิดเร้าและเกร็งหน้าท้องเป็จังหวะเมื่อผมมอบการครอบงำอันนุ่มนวลตรงบริเวณอ่อนไหวทุกส่วนทำให้มันเปียกชุ่มมากพอต่อการสอดใส่ทุกการขยับและการเคลื่อนไหวจะเป็ไปตามที่เขาร้องขอไม่ว่าจะหนักหน่วงพิเศษหรือละมุนละม่อมจนตาลอย ผมสามารถทำให้เขาถึง์โดยไม่จำเป็ต้องใช้มือััเลย
หากที่ว่ามาคือองค์ประกอบของผู้ชายทั่วไปทั้งความปรารถนา การเฝ้ามองและชื่นชมสรีระทรวดทรงในเพศเดียวกันผมก็จะยอมรับว่าระหว่างผมกับคิมหันต์เราเป็ผู้ชายเหมือนกัน แต่ถ้าหากนี่เป็ความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็ย่อมหมายความว่าเราแตกต่างกัน
หลังจากจดจ่ออยู่กับภาคผนวคหลายนาทีในที่สุดผมทำเสร็จเรียบร้อยผมตัดสินใจเดินไปยืดเส้นยืดสายที่หน้าต่างซึ่งอยู่อีกฟากของห้องเรียนทอดมองออกไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าเพื่อให้สมองได้ผ่อนคลายจากความตึงเครียด
แล้วผมก็บังเอิญสบตากับปราการเมื่อหันกลับมาเขากำลังนั่งมองผมจากโต๊ะด้วยสีหน้านิ่งเรียบ ถ้าจะมีสิ่งใดที่ผมไม่อยากเห็นมากที่สุดในตอนนี้ก็คือปราการกับเพื่อนๆ ของเขานั่นเอง เพราะในใจยังคงหวาดกลัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
ทว่าแววตาที่มองมานั้นทำให้ผมสมองตื้อผมไม่แน่ใจว่าแววตาเป็ประกายนั้นมีนัยอย่างอื่นแอบแฝงหรือไม่เพราะดูเหมือนว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอาจเป็ทั้งเื่ดีและร้ายซึ่งผมเองก็ไม่กล้าคาดเดา
แต่ด้วยความสงสัยผมจึงตัดสินใจทำปากขมุบขมิบเป็ประโยคว่า“มีอะไร”
ปราการกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันกลับไป ตอนนี้เขากำลังเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษเอสี่ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็รายงานวิชาศาสนา
“มองหาอะไรครับ”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มของปราการเอ่ยขึ้นอย่างไม่เป็มิตรเขาชื่อว่าธนภูมิ ผู้มีคางแหลมและดวงตากลมโตเหมือนหนูขาดสารอาหาร
ตอนนี้เขาหันไปทางเพื่อนๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ บางคนเช่นชลเทพเงยหน้าขึ้นมองและขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์
“มาเดินละเมออะไรแถวนี้ครับเมียมึงนั่งอยู่ทางโน้นนนนน” ธนภูมิพูดแซะอย่างพออกพอใจ จากนั้นเด็กหนุ่มร่างอวบที่มีชื่อว่าตุลธรก็รีบกล่าวสมทบ
“หน้ามึงเท่ดีนะไปโดนตีนใครมาว้ะ” พูดจบสองคนนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะดังลั่น
ผมซึ่งยืนฟังอยู่ตรงนั้นได้แต่กำหมัดแน่นอารมณ์เดือดพล่านจนตัวสั่นไปหมด พลางมองหน้าแต่ละคนด้วยสายตาเดียดฉันท์
ทำไมสิ่งที่ออกมาจากปากพวกเขาถึงได้เน่าเฟะขนาดนี้กันนะผมควรจะทำอย่างไรดีเพราะขณะนี้ลมหายใจเข้าของผมคือการสาปแช่งให้พวกเขาไปตายซะ ส่วนลมหายใจออกคือผมอยากตะบันหน้าพวกนี้จริงๆ
“ไอ้ชลมึงน่าจะล่อแม้งให้ยับกว่านี้อีกนะจะได้แก้แค้นให้พวกกูด้วย”ธนภูมิหันไปพูดใกล้ ๆ ชลเทพ “เชี่ย ตูดกูยังเป็รอยเขียวอยู่เลย”
“เห้ยพวกมึงเงียบๆ หน่อยได้เปล่าว้ะกูไม่มีสมาธิทำการบ้าน” สุ้มเสียงของปราการทำให้พวกเราหันไปมองอย่างประหลาดใจ
“เป็อะไรของมึงว้ะไอ้การพวกกูก็แค่เล่นขำ ๆ” ตุลธรพูด
“เออมันก็ไม่ได้เสียงดังขนาดนั้นเปล่าว้ะมึงจะซีเรียสทำไมเนี่ย” เด็กหนุ่มหน้าหนูกล่าวสนับสนุน
แล้วปราการก็เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนทั้งสองด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ
“ก็อย่าให้กูเห็นนะว่าพวกมึงสองคนมานั่งปั่นงานหัวฟูตอนใกล้จะส่งขอบอกเลยนะว่ากูจะไม่ช่วยเด็ดขาด” เมื่อกล่าวจบเขาก็กลับไปทำการบ้านต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปล่อยให้ธนภูมิกับตุลธรมองหน้ากันอย่างเหลอหลา
ขณะเดียวกันฝ่ายชลเทพซึ่งไม่เคยพลาดโอกาสที่จะได้ต่อล้อต่อเถียงทว่าตอนนี้กลับเงียบขรึมสีหน้าบึ้งตึงนั้นไม่อาจบอกได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ สักพักก็ก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือต่อไปยิ่งทำให้พวกลิ่วล้องงเป็ไก่ตาแตก
เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะมีเื่อะไรแล้วผมจึงข่มใจเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตามเดิมโดยมีเพื่อนๆ มองดูด้วยสายตาเป็กังวล โดยเฉพาะตงเปียนซึ่งดูเหมือนสับสนและสงสัยเป็พิเศษ
หลังจากวันนั้นคิมหันต์ก็มักถามว่าเมื่อไหร่จะเล่าความจริงให้ตงเปียนฟังสักทีผมยอมรับว่าคิดเื่นี้ตลอดแต่แค่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ซึ่งตอนนี้ตงเปียนก็น่าจะสงสัยแล้วว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเขาต้องได้ยินที่พวกนั้นพูดในห้องเรียนแน่ ๆ ผมหวังว่าจะมีเวลาเหมาะเจาะได้อธิบายทุกอย่างก่อนที่เขาจะปะติดปะต่อเื่ราวได้เอง
หนึ่งวันก่อนออกเดินทางไปเข้าค่าย หลังจากทุ่มเทเวลาว่างตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านในที่สุดตงเปียนก็ทำรายงานเสร็จทันเวลาพอดิบพอดี ฉะนั้น่บ่ายวันพุธสัปดาห์ที่สองของเดือนตุลาคมเราสามคนก็เดินเอางานไปส่งพร้อมกันด้วยความสบายใจ
บรรยากาศในห้องเรียนวันนั้นคึกคักเป็พิเศษพวกเราตื่นเต้นกันมากและคุยกันใหญ่ว่าจะไม่ยอมนั่งที่นั่งตอนท้าย ๆ เพราะไม่อยากลงไปดันรถตอนตกหลุม
“พวกเธอไม่ต้องเถียงกันเพราะเขาเปลี่ยนเป็รถบัสแล้ว”คุณพ่อประเสริฐประกาศให้ได้ยินทั่วทั้งห้องในคาบเรียนวิชาศาสนา “แต่ถ้าใครอยากนั่งสองแถวพ่อก็ไม่ห้ามหรอกนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกเราต่างโห่ร้องไชโยด้วยความดีใจปกติแล้วรถบัสของสังฆมณฑลจะเอาไว้ใช้เฉพาะเมื่อต้องเดินทางข้ามภูมิภาคฉะนั้นรถบัสจึงเป็เหมือนของสูงเกินเอื้อมสำหรับนักเรียนที่นี่เลยก็ว่าได้
“จริงเหรอครับพ่อ!พ่อพูดจริงปะเนี่ย!” เพื่อนคนหนึ่งในห้องร้องถามอย่างดีใจ
“ก็จริงนะสิพ่อโกหกเธอได้เหรอ” คุณพ่อว่าและยิ้มตามไปด้วย
“ทำไมถึงเปลี่ยนละครับ”คิมหันต์ยกมือถาม สีหน้าแอบผิดหวังเล็กน้อย
“รถเขาไม่ว่างพวกพ่อก็เลยต้องโทรไปขอกับทางสังฆมณฑล”
“มึงจะอยากรู้ไปทำไมว้ะไอ้คิมแค่ไม่ต้องนั่งสองแถวก็ดีโคตร ๆ แล้ว” เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหลังร้องบอก
คิมหันต์พยักหน้าแต่ผมรู้ว่าเขาน่าจะยังอยากเดินทางด้วยรถสองแถวมากกว่าอยู่ดี
ตกเย็นหลังจากอาบน้ำเสร็จผมนำเสื้อผ้ามาพับใส่กระเป๋าเป้พร้อมกับฟังเพลงภาษาอิตาลีไปด้วยอารมณ์ดีโดยมีคิมหันต์ร้องคลอตามอย่างสบายใจขณะยืนทาแป้งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า
เมื่อเปิดลิ้นชักเพื่อหากางเกงชั้นในผมจึงนึกขึ้นได้ว่าตากผ้าไว้บนดาดฟ้า
“เดี๋ยวเราขึ้นไปเก็บผ้าก่อนนะ”ผมบอกคิมหันต์
“ไปด้วย ๆ เราก็ตากผ้าไว้เหมือนกัน”
ชายหนุ่มรีบสวมเสื้อฮาวายสีฟ้าสดใสแล้วจึงออกไปหยิบตะกร้าผ้าของเราซึ่งวางอยู่ที่ระเบียงไม่นานเราก็ออกจากห้องและเดินตรงไปยังบันไดขึ้นสู่ชั้นดาดฟ้า
ผมกับคิมหันต์แยกย้ายไปคนละฝั่งเพื่อเก็บเสื้อผ้าแต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ราวตากผ้าของตัวเองสายตาก็เหลียวไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่อยู่เื้ัผ้าปูเตียงจากราวตากข้างๆ ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไรมากจนกระทั่งมันถูกดึงลงและเผยให้เห็นบุคคลที่อยู่ตรงนั้น
ผมตัวแข็งทื่อ ปราการเองก็ชะงักเขายืนถือตะกร้าผ้าด้วยสีหน้าละล่ำละลักขณะจ้องมาที่ผม
“เดี๋ยวก่อน”
เขาพุ่งเข้าคว้าแขนซ้ายของผมเมื่อเห็นว่ากำลังจะเดินจากไปผมหันขวับมามองอย่างไม่พอใจ เขาดูท่าทางทำอ้ำอึ้งเหมือนอยากจะพูดบางอย่าง
“มีอะไร”ผมถามเสียงแข็ง
เขาวางตะกร้าผ้าลง
“เอ่อ...แผลมึงเป็ไงมั้ง”ปราการมองที่คอและปากของผมสลับกัน
ผมนิ่งเงียบรู้สึกประหลาดใจมากที่ได้ยินเช่นนั้น
“เจ็บมากไหม”
“...”ผมขมวดคิ้ว
นี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมจู่ ๆ ปราการถึงนึกสนใจขึ้นมาว่าผมจะรู้สึกอย่างไรในเมื่อเขากับชลเทพร่วมมือกันซ้อมผมเกือบตายคาโรงเก็บของผมคงสะบัดแขนและเดินจากไปอย่างโกรธเคืองถ้าไม่ใช่เพราะประกายวาววับในดวงตาสีเข้มคู่นั้นมันดูเศร้าหมองจนหัวใจของผมเต้นช้าลง
สักพักเขาก็ปล่อยมือจากแขนเมื่อผมออกแรงขยับ
“รันฟังกูก่อนนะ”ปราการขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย หน้าซีดเซียวเหมือนคนจะเป็ลม “กูไม่ได้ตั้งใจ กูไม่คิด...ไม่คิดว่าไอ้ชลมันจะทำขนาดนั้น”
ความสับสนรุมทึ้งสมองของผมอย่างหนักปราการคงรู้ว่าผมไม่เชื่อจึงรีบกล่าวเสริม
“กูรู้ว่ามึงไม่เชื่อแต่กูไม่ได้โกหกนะ กูไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ก...กู...กูขอโทษ”
สิ้นสุดประโยคนั้นผมกับเขาก็เงียบกันไปแม้จะเป็ความเงียบที่สุดแสนจะอึดอัดแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
ผมบีบมือตัวเองแน่นหลุบสายตามองปลายเท้าขณะครุ่นคิดพิจารณาถึงสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
ผมควรรับคำขอโทษจากเขาดีไหมยังมีอะไรที่ผม้ามากไปกว่ามิตรภาพหรือเปล่า
ผมยอมรับว่ายังคงโกรธและผิดหวังในตัวปราการจนไม่อยากมองหน้าเลยด้วยซ้ำแต่การที่เขากล้าเอ่ยคำขอโทษออกมาต่อหน้าก็ทำให้หัวใจของผมอ่อนโยนลง ทิฐิในใจที่เป็เหมือนควันสีดำก็เริ่มเจือจาง
“เออกูเชื่อมึง” ผมบอกพร้อมรีบเก็บผ้าใส่ตะกร้า “งั้นกูไปก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อนสิ”ปราการร้องขึ้นและเข้ามายืนดักหน้า “กูขอถามหน่อยว่า...คือ...มึงไม่ได้เป็คนบอกพ่อพลเื่วันนั้นใช่ไหม”
พูดจบปราการก็กัดริมฝีปากและมองต่ำส่วนผมหน้าชาและเหมือนถูกกระชากกลับไปเมื่อตอนเด็กสมัยที่ยังใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลซึ่งตอนนี้ผมอยากทำแบบนั้นอีกครั้งเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าผมเ็ปแค่ไหนที่เขาไม่เชื่อใจผมแต่สุดท้ายก็ทำได้แค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบอย่างข่มอารมณ์
ผมถอนหายใจและจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาจริงจัง
“มึงกับกูรู้จักกันมาั้แ่เจ็ดขวบนะนานขนาดนี้มึงยังรู้จักกูไม่มากพออีกเหรอ ลืมไปแล้วเหรอว่ากูก็เคยช่วยพูดกับพ่อพลตอนที่ไอ้ชลถูกจับได้ว่าขโมยเงินวัด”ผมพูดอย่างฉุน ๆ โดยไม่สนใจว่าจะมีใครแถวนี้ได้ยิน“ถึงไอ้ชลจะทำตัวเหลวแหลกแต่มันก็เป็เพื่อนกูนะ กูไม่กล้าทำร้ายมันขนาดนั้นหรอกอีกอย่างกูก็สงสารพ่อแม่มันด้วย”
ปราการเงยหน้าขึ้นและเม้มปากเป็เส้นตรงผมสังเกตว่าเขากำลังกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“ทำไมมึงไม่บอกั้แ่แรกทำไมถึงปล่อยให้พวกกูเข้าใจผิด ทำไม--”
“กูมีเหตุผลของกู”ผมรีบพูดตัดบท
ปราการจ้องมองผมดวงตาสีเข้มนั้นแดงก่ำและมีน้ำใสเอ่อคลอ ร่างกายของผมปวดร้าวราวกับกำลังจะปริแตก
“เหตุผลอะไร”ผมถามเสียงแตกพล่า
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ ลังเลที่จะบอกความจริงให้อีกฝ่ายรับรู้เพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดออกมาหรือไม่แต่ว่า...
“ก็กูกลัวพวกมึงจะไปเล่นงานไอ้ตงน่ะสิ!กูปล่อยให้เป็แบบนั้นไม่ได้หรอก!”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูดออกไปปราการก็ขมวดคิ้วและส่ายหน้า
“กูไม่ทำแบบนั้นหรอก”
“ถึงมึงไม่ทำแต่กูจะรู้ได้ไงว่าไอ้ชลจะคิดเหมือนกับมึง”
“...”เขานิ่งเงียบ น้ำตาไหลรินอาบแก้ม
ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความทรมานแสนสาหัสไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเห็นปราการร้องไห้ แต่แค่ไม่คิดว่าเขาจะดูเปราะบางราวกับคนหัวใจสลายเช่นนี้เป็มุมมองใหม่ที่ผมเพิ่งจะเคยเห็นเป็ครั้งแรกในชีวิต ปราการคงเสียใจมากจริง ๆ จนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
แม้จะไม่เื่ถนัดแต่ผมก็ยื่นมือขวาไปจับไหล่เขาไว้เพื่อช่วยปลอบใจ
“ไม่เป็ไรนะอย่าร้องเลย” ผมบอกอย่างอ่อนโยน “เื่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะคิดมากไปก็เท่านั้น”
ชายหนุ่มสะอื้นไห้จนไหล่สั่นผมถึงขนาดต้องกัดริมฝีปากเพื่อสะกดกั้นอารมณ์อ่อนไหวภายในทรวงอกสักพักเขาก็พยักหน้าและรีบซับน้ำตาด้วยแขนเสื้อ
“มึงยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่ากูมียานะ” ปราการถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้ทว่าสีหน้าดูสดใสขึ้นมาเท่าตัว
“กูไม่เป็ไรแผลกูใกล้หายดีแล้ว” ผมตอบยิ้ม ๆ รู้สึกดีที่อย่างน้อยเขาก็แสดงความรับผิดชอบบ้าง
ขณะที่เราเก้กังว่าจะพูดอะไรต่อคิมหันต์ก็เดินเข้ามาพอดีเขามองผมกับปราการด้วยท่าทีของคนที่กำลังสงสัย จากนั้นก็วางตะกร้าลงข้าง ๆ
“มีอะไรกันหรือเปล่า”เขาถามลอย ๆ แบบไม่เจาะจง
ผมกับปราการมองตากันเพราะไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไรและแล้วปราการก็เอ่ยขึ้น
“คิม มึงรู้ความจริงทั้งหมดนี่ใช่ไหมทำไมมึงถึงไม่บอกพวกกูว้ะ”
คิมหันต์เหลือบผมเป็เชิงขอคำอธิบายสีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เข้าใจกับสถานการณ์นี้
“มึงไม่ต้องไปว่าเพื่อนหรอกเพราะกูเป็คนขอร้องคิมมันเอง”ผมบอก “ก็อยากที่บอกไปนั่นแหละ กูทำไปเพราะไม่อยากให้ไอ้ตงมันเดือดร้อน”
ปราการมองผมกับคิมหันต์อย่างหนักใจ
“แต่มึงก็น่าจะบอกอะไรพวกกูบ้าง”
“กูขอโทษ” คิมหันต์กล่าวอย่างลำบากใจไม่แพ้กัน“กูก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอกแต่กูสัญญากับรันเอาไว้”
ปราการส่ายหน้า
“พวกมึงไม่ผิดหรอกกูต่างหากที่ต้องขอโทษ ถ้ากูคิดจะห้ามไอ้ชลเอาไว้เื่บ้า ๆแบบนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น” เขาชำเลืองมาทางผม “ไอ้รัน ไอ้คิม ยกโทษให้กูด้วยนะหรือจะให้กูไปเล่าความจริงกับพ่อพลก็ยอม”
คิมหันต์กับผมสบตากัน
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็ไรมึงหยุดคิดมากได้แล้ว” ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่มึงต้องสัญญากับกูว่าจะไม่ช่วยไอ้ชลทำเื่เหลวไหลอีกเข้าใจไหม”
แม้จะไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นไหมแต่ ณ ตอนนี้ผมพร้อมแล้วที่จะให้โอกาสปราการได้แก้ตัวอีกครั้ง เพราะส่วนหนึ่งของใจยังคงโหยหาชิ้นส่วนมิตรภาพที่สูญหายไปนั้นตลอดเวลา
ปราการพยักหน้าและยิ้มให้แทนคำตอบ
แล้วจากนั้นเราทั้งสามก็ย้ายไปนั่งปรับความเข้าใจที่ริมระเบียงซึ่งมีเก้าอี้วางเรียงไว้โดยมีสายลมเอื่อยเฉื่อยพัดผ่านขณะทอดมองพระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยต่ำอย่างโล่งใจขอบคุณพระเ้าที่ทรงเมตตาประทานความเข้าใจอันแสนอบอุ่นดังเช่นแสงตะวันแก่พวกเรา
ชั่วขณะหนึ่งผมอยากถามปราการว่าอะไรคือเหตุผลที่เขาย้ายห้องและตีตัวออกห่างจากผมแต่ผมก็ตัดสินใจเก็บคำถามนั้นเอาไว้และคิดว่าจะเป็การดีกว่าถ้ารอไว้ถามในโอกาสหน้า