ฟ่านเสวี่ยหลีเดินไปที่เตาไฟนั้นโดยไม่สนใจอิงเทาสักนิด
ด้วยระดับของเขา กล่าวได้ว่าเตาไฟทั้งหมดที่อยู่ตรงนี้ล้วนไม่เข้าตาแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ลวดลายค่ายกลที่อยู่บนเตาไฟเก่านี้กลับดึงดูดความสนใจของเขาเป็พิเศษ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่ข้างเตาไฟอันนี้ พร้อมกับดวงตาที่เปล่งประกาย
“อย่างนี้นี่เอง เตาไฟนี่ซ่อนค่ายกลเจ็ดดาราไว้ภายในซึ่งสอดคล้องกับดวงดาวฟ้าดิน แต่ค่ายกลนี้ค่อนข้างเก่าโทรมและถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นผงมีเพียงผู้ที่เข้าใจค่ายกลอย่างลึกซึ้งเท่านั้นถึงสามารถดึงพลังปราณโอสถทั้งหมดของเตาไฟนี้ออกมาได้”ฟ่านเสวี่ยหลีพึมพำเบาๆ เขารู้ว่าค่ายกลมีความสำคัญต่อการหลอมโอสถมาก เฉกเช่นค่ายกลดาราของอาจารย์ฟางที่สามารถเพิ่มพูนฤทธิ์ยาซึ่งไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
เตาไฟนี่ถือว่าเพียงพอต่อความ้าในก้าวแรกของเขา
ในขณะนั้น เขามองเห็นสายตาเย้ยหยั่นของหงอีฟานที่อยู่ห่างออกไป แต่เขาก็พูดกับอิงเทาโดยไม่ได้สนใจว่า“ข้าจะเอาอันนี้”
อิงเทาคาดไม่ถึงว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะเลือกเตาไฟนี้แต่เมื่อเห็นการตัดสินใจอันแน่วแน่ของฟ่านเสวี่ยหลีก็รู้ว่าเขาคงมีเหตุผลของตัวเอง
จากนั้นอิงเทาก็พูดกับหญิงสาวชุดเหลืองที่อยู่ไม่ไกลว่า“ช่วยนำสิ่งนี้ไปไว้ในรถม้าของจวนเ้าเมืองด้วย”
เขายื่นตั๋วเงินปึกหนึ่งให้หญิงสาวชุดเหลืองอย่างไม่ลังเลเตาไฟนี้ไม่ราคาแพง แค่หนึ่งพันตำลึงเงินเท่านั้น จึงอาสาจ่ายให้ฟ่านเสวี่ยหลี
เขาไม่ได้หลับมาทั้งคืน เช้าวันนี้ ในที่สุดเขาถึงคิดตกว่าตนไม่้าเป็สวะในสายตาใครอีกต่อไปและไม่อยากพึ่งพาอยู่ใต้ปีกพี่สาวไปตลอดทั้งชีวิต
แม้จะมีโอกาสเพียงหนึ่งในหมื่นก็จะลองเสี่ยงดู เขาอยากรู้วิธีปรับปรุงร่างกายจากปากของฟ่านเสวี่ยหลี
หญิงสาวชุดเหลืองพยักหน้าอย่างเคารพและรับตั๋วเงินของอิงเทาเอาไว้จากนั้นก็สั่งให้องครักษ์ที่อยู่ด้านข้างช่วยคลุมเตาไฟนี้
“ฮ่าๆ คาดไม่ถึงว่าคุณชายรองสกุลอิงจะเลือกเตาไฟที่ราคาถูกเช่นนี้ช่างเกินคาดเสียจริง”หงอีฟานหัวเราะเสียงดังและจงใจส่ายหน้าอย่างดูถูกแล้วเดินเข้ามา“ไม่รู้มาก่อนว่าคุณชายรองสกุลอิงหลอมโอสถเป็ด้วย่นี้รู้สึกสนใจขึ้นมาอย่างนั้นหรือ ข้าพอรู้จักนักปรุงยาอยู่บ้างให้ข้าช่วยแนะนำให้ไหม”
เขาจงใจพูดเสียงดัง อยากให้อิงเทาอับอาย
“เ้า...” อิงเทาเกรี้ยวโกรธ ด้วยนิสัยของเขาแล้ว ปกติหากได้ยินคำพูดเสียดสีทิ่มแทงเช่นนี้เกรงว่าต้องเข้าไปต่อยอีกฝ่ายจนหัวแตกแล้วแน่นอน
แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ฟ่านเสวี่ยหลีสามารถควบคุมปีศาจตะพาบั์ได้ดังใจเขาก็สั่นกลัวขึ้นมาในทันที เมื่อเทียบกันแล้วคนแบบนี้สามารถสังหารเขาได้หลายหมื่นครั้งในชั่วพริบตาเดียว และเมื่อเห็นท่าทางอันแน่นิ่งไม่สนใจของฟ่านเสวี่ยหลีในเวลานี้เขาก็ตั้งสติได้ทันที
ดังนั้นเขาจึงทำเพียงเหลือบมองหงอีฟานอย่างเ็าแล้วเดินตามหลังฟ่านเสวี่ยหลีไป
“เอ๋?”หงอีฟานแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเขายังเป็คุณชายรองสกุลอิงคนเดิมที่จะเสียสติเมื่อถูกยั่วยุอยู่หรือไม่
ขณะที่เขากำลังสงสัย ทันใดนั้นหอสมบัติโอสถก็มีเสียงระฆังดังขึ้นราวกับระฆังรุ่งสางกลองพลบค่ำที่กระตุ้นจิติญญา
ตอนนี้แขกเกือบทุกคนเดินไปที่ชั้นหนึ่งด้วยท่าทางเร่งรีบงานประมูลที่จัดขึ้นสิบวันครั้งกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
หงอีฟานไม่สนใจอิงเทาอีกต่อไปและลงไปที่ชั้นล่าง มันคือวัตถุประสงค์ที่เขามาหอสมบัติโอสถ
อิงเทาขอความคิดเห็นจากฟ่านเสวี่ยหลีอย่างแ่เบาว่า “อาจารย์ฟ่านลองไปดูงานประมูลสักหน่อยไหม”
แต่ไหนแต่ไร งานประมูลเหมือนกับการร่อนทองกล่าวกันว่ามีผู้คนนับไม่ถ้วนร่อนทองในน้ำแล้วเจอสมบัติที่ผู้อื่นทำหายการซื้อด้วยราคาที่ต่ำจึงกลายเป็เื่น่าชื่นชมของผู้คนนับไม่ถ้วน
ฟ่านเสวี่ยหลีพยักหน้า ถึงแม้เตาไฟที่เพิ่งซื้อมาจะพอใช้ได้แต่ถ้าได้เจอเตาไฟที่ดีกว่าจากงานประมูลก็จะยิ่งดีอีกทั้งเขายังอยากประมูลวัตถุสำหรับการหลอมเนื้อกายให้กับาาบัลลังก์ทมิฬด้วย
เขากับอิงเทาจึงเดินไปยังลานประมูลตรงชั้นหนึ่ง
ตอนนี้ในตู้จัดแสดงสีทองบนลานประมูลวางเต็ฒไปด้วยสมบัติชนิดต่างๆหลายร้อยชิ้น ทั้งหมดล้วนมีกลิ่นอายอันเก่าแก่
ผู้คนมากมายกำลังรายล้อมตู้จัดแสดง จ้องมองและเลือกสมบัติเ่าั้อย่างไม่หยุดหย่อนด้วยท่าทางกระตือรือร้น
อิงเทาอธิบายอย่างแ่เบา“ที่นี่เป็สถานที่อุ่นเครื่องสำหรับการประมูล สมบัติที่นักประเมินมองว่ายังไม่ผ่านเกณฑ์จะถูกวางให้ผู้คนเลือกซื้อตรงนี้”
ขณะที่อิงเทากำลังพูดอย่างแ่เบา ก็พบว่าฟ่านเสวี่ยหลีหันไปสนใจเตาไฟสำริดที่อยู่ตรงกลางสุด
เตาไฟสำริดนั้นดูโบราณและเรียบง่ายอย่างยิ่งอีกทั้งยังส่องประกายแสงสีเขียว ซึ่งแตกต่างจากเตาไฟเก่าโทรมที่ฟ่านเสวี่ยหลีเลือกเมื่อครู่นี้แต่ที่ประหลาดคือเตาไฟสำริดนี้มีขนาดเพียงครึ่งเดียวของเตาไฟปกติ
โครงสร้างของเตาไฟผ่านการสรุปจากนักปรุงยามาหลายร้อยปี ปรับปรุงจนได้โครงสร้างที่มาตรฐานที่สุดค่ายกลและวิชาการควบคุมแรงไฟที่นักปรุงยาศึกษาล้วนพัฒนามาจากสิ่งนี้ ดังนั้นเตาไฟที่มีขนาดแตกต่างมากขนาดนี้จึงไม่มีใครเลือกซื้อ
แต่สายตาของฟ่านเสวี่ยหลีในตอนนี้กลับประกายด้วยเปลวเพลิงอันลุกโชนกระทั่งยังสติหลุดเล็กน้อยเขาพยักหน้าให้อิงเทาท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
อิงเทาถึงกับตะลึง ฟ่านเสวี่ยหลีสีหน้าสงบนิ่งมาั้แ่เมื่อวานจนถึงตอนนี้นี่เป็ครั้งแรกที่เขาแสดงสีหน้าเช่นนี้ออกมา หัวใจของเขาพลันเต้นแรงขึ้น
วัตถุชิ้นนี้ต้องล้ำค่ามากแน่นอน!
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องนำสิ่งนี้มาให้ฟ่านเสวี่ยหลีให้ได้
เขาเดินไปตรงหน้าเตาไฟและแสร้งทำสีหน้าไม่รู้เื่รู้ราว จากนั้นก็เสนอราคาทั่วไปไว้ตรงหน้าห่วงแสงสีทองด้านข้างเตาไฟ
ภายในเวลาหนึ่งถ้วยชาหากไม่มีใครเสนอราคาที่สูงกว่า เตาไฟนี้จะตกเป็ของเขา
ทันใดนั้นก็มีเสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากด้านหลังของอิงเทา“คาดไม่ถึงว่าจะซื้อเตาเพิ่มอีกหนึ่งอัน อันก่อนเก่าโทรมตอนนี้กลับเลือกเตาไฟที่โครงสร้างไม่ได้มาตรฐานคุณชายรองช่างมีสายตาที่ไม่เหมือนใคร ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าช่วยเพิ่มราคาให้เ้าเสียหน่อยก็แล้วกัน”
มันคือเสียงของหงอีฟาน
เมื่อหงอีฟานเห็นอิงเทาเลือกเตาไฟอีกอัน จึงอดพูดเหน็บแนมไม่ได้จากนั้นก็เสนอราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
อิงเทาเป็คนแรกที่เสนอราคาเตานี้ ตอนแรกการริเริ่มเสนออราคาของเขาได้ดึงดูดความสนใจจากผู้อื่นแต่เมื่อเป็เช่นนี้ คนอื่นๆ ก็ส่ายหน้าแล้วซุบซิบนินทา“ที่แท้ก็คุณชายรองจอมเสเพลของจวนเ้าเมือง!”
“เขามาใช้เงินฟุ่มเฟือยอีกแล้ว! ตบะของเขาแย่ นิสัยก็แย่เช่นเดียวกันไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดผู้เที่ยงตรงอย่างเ้าเมืองถึงอดกลั้นต่อคนที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียเช่นนี้”
เมื่ออิงเทาได้ยินเช่นนี้ก็แดงก่ำไปทั้งใบหน้าตอนนี้ความโกรธของเขาใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว อีกไม่นานก็จะเสียการควบคุม
เขาคาดไม่ถึงว่าหงอีฟานจะเข้ามาทำเสียเื่ในเวลาสำคัญเช่นนี้
“หุบปาก!”ทันใดนั้นก็มีเสียงอันเ็าดังขึ้นท่ามกลางผู้นี้ ซึ่งเป็เสียงของฟ่านเสวี่ยหลี
เสียงนี้พุ่งตรงไปที่หงอีฟาน มันมีพลังที่สามารถทำให้หูดับซึ่งเป็การปลดปล่อยลมปราณอันเป็ความสามารถพิเศษของเนื้อกายขั้นสี่แปลงเสียงเป็พลังแล้วสั่นคลอนแก้วหูของหงอีฟาน
ตอนนี้หงอีฟานรู้สึกหัวแทบะเิ ปวดหัวอย่างยิ่ง!
เดิมทีหงอีฟานก็มีเนื้อกายขั้นสี่ แต่เขาคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะสามารถใช้วิชาปลดปล่อยลมปราณอีกทั้งยังสามารถแปลงเสียงเป็พลังแล้วโจมตีได้
เขารู้สึกงุนงงและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
ใบหน้าเขาพลันแดงก่ำและจ้องมองฟ่านเสวี่ยหลีอย่างเกรี้ยวโกรธ!
ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างเฉยเมยว่า“คุณชายรองสกุลอิงเป็ถึงบุตรเ้าเมือง พวกเ้านินทาว่าร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร”
แม้เสียงจะเบา แต่มันกลับมีพลังสามารถทำให้หูดับ
ผู้คนต่างตกตะลึง ตอนนี้พวกเขาถึงนึกขึ้นได้ว่านี่เป็เื่ส่วนตัวของเ้าเมืองท้ายที่สุดอิงเทาก็เป็ลูกชายคนรองของเ้าเมืองสักวันหนึ่งอาจได้สืบทอดตำแหน่งเ้าเมืองก็เป็ได้
พวกเขานิ่งเงียบในทันที
หงอีฟานโกรธจนหน้าเปลี่ยนสีแต่ทำได้เพียงจ้องมองฟ่านเสวี่ยหลีด้วยสายตาโกรธแค้น
เมื่ออิงเทาเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกสดชื่นอย่างยิ่งราวกับได้ระบายความโกรธทั้งหมดออกมา จากนั้นเขาก็เสนอราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและเหลือบมองหงอีฟานด้วยสายตาภาคภูมิใจ