เพราะได้สำนักเป่าฮวู่เข้าคุ้มครองขบวนเดินทางและจัดการโจรระหว่างเส้นทางมุ่งหน้าขึ้นเหนือไม่รู้ว่าเป็นเพราะการมาถึงของสำนักเป่าฮวู่ทำให้ขบวนของเขาใหญ่ขึ้นจนพวกโจรป่าล่าถอยไปหรือเป็นเพราะโดนกลุ่มสำนักเป่าฮวู่ล่วงหน้าไปจัดการเส้นทางให้พวกเขา
แต่หลังจากการมาถึงของสำนักเป่าฮวู่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกองโจรหรือพวกนักฆ่าจากสำนักมังกรโลหิตก็ราวกับหายไปจนไม่เห็นวี่แววทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น
พวกเขามาสมทบกับจ้าวเฉินกงที่ศาลาพักม้าแห่งหนึ่งระหว่างเส้นทางไปยังเมืองเป่ยซาน
จ้าวเฉินกงนำกองทัพเกราะดำในสังกัดของเขาติดตามมาด้วยกว่าห้าสิบนายหยุดยืนอยู่ท่ามกลางฝนที่ตกหนักเพื่อรอการมาถึงของคณะเดินทางของจ้าวห่าวหลิน
เมื่อมองเห็นกลุ่มของหวงหยุนซานที่เคลื่อนตัวเข้ามาเขาก็แย้มยิ้มทักทาย
“คารวะท่านแม่ทัพจ้าว”พวกหวงหยุนซานกระโดดลงจากหลังม้าทำความเคารพจ้าวเฉินกง
จ้าวเฉินกงพยักหน้ารับรู้กวาดมองไปยังรถม้าด้านหลัง“อาหลินเล่า?”
“อาการของท่านอ๋องไม่สู้ดีนักตอนนี้พระชายากำลังช่วยดูแลอาการไม่ห่างขอรับ”หวงหยุนซานตอบเสียงดังท่ามกลางฝนที่เทลงมา
จ้าวเฉินกงตบบ่าของเขา“ไป เข้าไปคุยกันที่ศาลาพักม้า”
ภายในศาลาพักม้าจ้าวเฉินกงได้ล่วงหน้ามาที่นี่ก่อนแล้วเขาได้สั่งการให้ผู้ดูแลศาลาพักม้าที่นี่เตรียมอาหารห้องพักจุดเตาไฟใต้พื้นและติดตั้งโคมไฟเรียบร้อยแล้วทำให้ทั่วศาลาพักม้าอุ่นสบายและสว่างไสว
เมื่อรถม้าเข้าจอดเทียบหลงลิ่วเย่ก็ส่งร่มกระดาษน้ำมันให้ชุนเชียงคันหนึ่งเพื่อคอยรับเจ้านายทั้งสอง
จ้าวเฉินกงมองหญิงสาวหน้าตางดงามหมดจดท่าทางเฉลียวฉลาดและมาดมั่นประคองหลานชายของเขาเดินลงมาจากรถม้าด้วยสีหน้าพึงพอใจ
หลานชายของเขาคนนี้ช่างสายตาเฉียบคมยิ่งนัก
เมื่อเข้ามาในศาลาพักม้าจ้าวห่าวหลินก็เห็นจ้าวเฉินกงที่ยืนรออยู่แล้ว เขาแย้มยิ้มก่อนจะเอ่ยเสียงแหบพร่า“ท่านอาจ้าว”
หลี่เจี่ยหลิงมองคนที่ถูกเรียกด้วยความสนใจเขาดูเป็นชายวัยกลางคนที่ดูเรียบง่ายแต่กลิ่นอายของนักรบที่ปลดปล่อยออกมาอย่างไม่รู้ตัวกับรูปร่างกำยำของเขาทำให้รู้ว่าชายตรงหน้าต้องเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วเป็นแน่
จ้าวเฉินกงมองสีหน้าซีดเซียวและร่างกายที่ซูบผอมของหลานชายแล้วรู้สึกไม่สบายใจนักเขาตบบ่าจ้าวห่าวหลิน “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” ก่อนจะเงยหน้ามองหลานสะใภ้“นี่คงเป็นหลานสะใภ้ของข้าใช่หรือไม่?”
จ้าวห่าวหลินยิ้มอ่อนแรงตบมือของหลี่เจี่ยหลิง “หลี่เจี่ยหลิง นี่ท่านอาจ้าวจ้าวเฉินกงเป็นแม่ทัพใหญ่คู่กายของท่านลุงหลี่ของข้า”
“เจี่ยหลิงคารวะท่านอาจ้าว”ในเมื่อชายหนุ่มเรียกอีกฝ่ายว่าท่านอา นางก็ย่อมต้องเรียกเช่นเดียวกัน
จ้าวเฉินกงหัวเราะชอบใจล้วงเอากำไรหยกที่มีลวดลายวิจิตรออกมาวงหนึ่ง “พบหน้าหลานสะใภ้ครั้งแรกข้ามอบให้เจ้า”
“ขอบใจเจ้าค่ะท่านอา”
ยิ่งมองเขาก็ยิ่งชมชอบหลานสะใภ้คนนี้เขาเดินไปหยุดหันหลังให้หลานชายแล้วยกตัวชายหนุ่มขึ้นแบกบนหลังเหมือนชายหนุ่มเป็นเพียงเด็กน้อยในวันวาน
“ท่านอาข้าไม่ใช่เด็กแล้ว” เสียงของเขาหงุดหงิดเล็กน้อย
จ้าวเฉินกงหัวเราะอย่างไม่ถือสา“ชายาของเจ้าดูแลเจ้ามาหลายวันแล้ว นางย่อมเหนื่อยล้าแล้วให้อาของเจ้าคนนี้ได้ดูแลเจ้าบ้างเถอะ ไป อาจะพาเจ้าไปพักผ่อนในห้อง”เขาพูดไปก็ออกเดินไปด้วย “ข้าให้คนเตรียมของหวานที่เจ้าชอบ แล้วก็จุดเตาใต้พื้นให้เจ้าเตรียมไว้แล้วรับรองว่าห้องเจ้าต้องอบอุ่นยิ่งนัก”
หลี่เจี่ยหลิงมองตามหลังอาหลานทั้งสองคนหนึ่งพูดจ้อไม่หยุดปากอีกคนก็ราวกับเด็กน้อยที่เกาะอยู่บนหลังอาตัวเองเงียบ ๆและดื้อรั้นเล็ก ๆ ทำให้นางรู้สึกอดขบขันไม่ได้
นางเป็นหมอประจำตัวและคอยเฝ้าดูอาการของเขาอย่างใกล้ชิดย่อมรู้ดีว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมาเขาต้องทนทรมานมากมายเพียงใดแต่ไม่ว่าจะทรมานเพียงใดเขาก็ไม่คิดจะเผยออกมาให้ผู้อื่นรับรู้และบางครั้งก็ปลอบนางเสียเอง
เขาไม่รู้เลยว่าท่าทางเช่นนั้นของเขาช่างทำให้คนรู้สึกปวดใจนัก
วันนี้ได้เห็นท่าทางเหมือนเด็กน้อยของเขามันทำให้ใจของนางผ่อนคลายลง
“เขาเป็นเชื้อพระวงศ์ด้วยหรือ”ชุนเชียงมองจ้าวเฉินกงอย่างสงสัย พรางเอ่ยกระซิบถามหลี่เจี่ยหลิง
“เขาไม่ใช่เชื้อพระวงศ์”อี้โยวที่เดินเอื่อยเชื่อยได้ยินเขาจึงเอ่ยตอบ
“แล้วทำไมท่านเขยเรียกท่านอาเล่า?”ชุนเชียงไม่ค่อยเข้าใจนัก หากเรียกท่านอาก็ควรจะเป็นญาติเป็นญาติก็ควรเป็นเชื้อพระวงศ์ไม่ใช่หรอกหรือ?
อี้โยวอยู่กับชุนเชียงมาหลายวันแล้วย่อมรู้ว่าสาวน้อยคนนี้บางครั้งก็ซื่อบื้อบางครั้งก็โง่งมเขาจึงไม่ได้คิดมากและเอ่ยตอบตามตรง “จ้าวเฉินกงเป็นแม่ทัพข้างกายของเป่ยเฉิงโหวเป่ยเฉิงโหวเลี้ยงดูห่าวหลินตั้งแต่เด็กพวกแม่ทัพใหญ่ทั้งหลายเองก็ช่วยเลี้ยงดูด้วยจึงรู้สึกเหมือนเขาเป็นหลานชายคนหนึ่ง”
ชุนเชียงเกาหัวอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก“แสดงว่าสนิทมาก”
อี้โยวมองแผ่นหลังของจ้าวห่าวหลิน“เด็กนั่นนะโดนทำร้ายมามาก เขาไม่เปิดใจให้กับใคร จะบอกว่าสนิทก็ไม่ใช่”
หลี่เจี่ยหลิงเม้มปากเข้าใจจ้าวห่าวหลินรู้สึกราวกับตัวเองโดนครอบครัวทรยศหักหลังและขับไล่ออกจากตระกูลอีกทั้งโดนลอบฆ่าแทบเอาชีวิตไม่รอด การที่เขาจะหวาดระแวงไม่เปิดใจให้ใครนับว่าเป็นเรื่องปกติ
อี้โยวหันมองหลี่เจี่ยหลิง“บางที หากไม่ใช่เจ้า เขาคงไม่คิดเปิดใจให้ใคร”ประโยคต่อมาเขาพูดเบามากจนแทบไม่ได้ยินหากไม่ใช่เพราะว่าหลี่เจี่ยหลิงมีวรยุทธสูงส่งนางเองก็คงไม่ได้ยินเช่นกัน “ขอบใจ”
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มหยอกเย้าเขาชายหัวล้านมาดเยอะแยกตัวกระโดดออกไปนั่งดื่มที่ศาลาด้านหนึ่งของศาลาพักม้าอย่างว่องไวนางหัวเราะก่อนจะเดินตามสองอาหลานไป
ภายในห้องอบอุ่นและสว่างสไวราวกับรุ่งอรุณยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิตามที่จ้าวเฉินกงกล่าวอ้าง
บนโต๊ะแปดเซียนมีอาหารมากมายวางเตรียมพร้อมไว้แล้วพร้อมกับชุดน้ำชาและเตาขนาดเล็กที่เตรียมเอาไว้อุ่นน้ำชาต้มน้ำ
หลี่เจี่ยหลิงกวาดสายตามองก็รู้ว่าส่วนใหญ่เป็นอาหารที่จ้าวห่าวหลินชอบและมีอาหารอีกหลายอย่างที่เป็นอาหารบำรุงร่างกายเหมาะกับเขา
จ้าวห่าวหลินมองอาหารบนโต๊ะแล้วก็แย้มยิ้มอ่อน“ลำบากท่านอาแล้ว”
“อาหลานกันมีอะไรต้องคิดให้มากความ” เขามองสองคนตรงหน้าก่อนจะแย้มยิ้มให้หลานสะใภ้คนนี้อย่างพึงพอใจ“พวกเจ้าเดินทางมาเหนื่อยแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่หลังจากนี้อาจะคอยดูแลความปลอดภัยให้พวกเจ้าเอง ไม่ต้องห่วงหากใครกล้าบุกเข้ามาก็อย่าหาว่ากระบี่ของข้าไม่เกรงใจเล่า”
ก่อนจะออกไปเขาไม่วายพูดปิดท้ายกับหลี่เจี่ยหลิง“หลานสะใภ้ลำบากเจ้าแล้ว”
หลี่เจี่ยหลิงมองจ้าวห่าวหลินแย้มยิ้มหวานอ่อนละมุน“หากเพื่อเขา ข้ายินดีลำบากเจ้าค่ะ”
“ดีเป็นคำตอบที่ดี ข้าชอบเจ้า ฮ่าๆๆๆ”
หลี่เจี่ยหลิงมองแผ่นหลังของเขาที่ออกไปก่อนจะหันมองจ้าวห่าวหลินที่นั่งลงทานอาหาร“เขาชอบคนง่ายเช่นนี้เสมอหรือ?”
ตอนแรกนางก็เตรียมใจแล้วด้วยฐานะของนางที่เป็นเพียงหมอในยุทธภพจะคู่ควรกับท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไรตระกูลใหญ่มีเกณฑ์การคัดเลือกลูกสะใภ้มากมายวุ่นวายแม้ว่าจ้าวห่าวหลินจะบอกว่าสิทธิ์ในการเลือกพระชายาเป็นของเขาแต่นางก็เคยคิดว่าเป่ยเฉิงโหวคงไม่ยินยอมต้อนรับนางเป็นแน่
แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะยอมรับนางได้ง่ายดายเพียงนี้ไม่ว่าจะเป็นพวกหยุนซานหรืออี้โยว ก็ราวกับยอมรับนางตั้งแต่แรกเจอ
“เจ้ากังวลว่าท่านลุงหลี่จะไม่ยินดีที่ข้าเลือกเจ้าเป็นพระชายาอย่างนั้นใช่หรือไม่?”เขาดึงมือหญิงสาวให้มานั่งร่วมโต๊ะด้วยกัน ก่อนจะมองสบตาหญิงสาว“เจ้ากังวลเกินไปแล้ว พวกเขาจะต้องชอบเจ้า”
หลี่เจี่ยหลิงมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ“เหตุใดเจ้าถึงได้มั่นใจนัก”
“เพราะว่าข้าชอบเจ้าแค่นี้ไม่พอหรือ?”
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มพึงพอใจกับคำตอบของเขาแต่ก็เอ่ยต่อ “ข้าเป็นเพียงหมอหญิงในยุทธภพ ไม่มีตระกูลหนุนหลังไม่ใช่คุณหนูในห้องหอ ชาติกำเนิดต่ำต้อยจะเหมาะสมกับท่านอ๋องได้อย่างไรเล่าเพคะ?”
“หลิงเอ๋อร์”แววตาของจ้าวห่าวหลินมีประกายกรุ่นโกรธเขาไม่ชอบที่หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยราวกับตัวเองต่ำต้อยเช่นนี้“เจ้าคือคนที่ช่วยชีวิตข้า วิชาแพทย์สูงส่ง จิตใจดีงาม เฉลียวฉลาดไม่เกรงกลัวอันตราย และพร้อมเคียงข้างข้า บางทีเป็นข้าเองที่ไม่เหมาะสมกับเจ้า”
หลี่เจี่ยหลิงใจตกวูบประคองใบหน้าของเขาเข้ามาจูบแผ่วเบาเอาหน้าผากแนบหน้าผาก “อย่าพูดเช่นนั้น เจ้าดีที่สุดแล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าอย่าได้เอ่ยราวกับต้องการจากข้าไปอีก รู้หรือไม่ว่าข้าเจ็บปวดใจ”
“เข้าใจแล้วข้าจะไม่พูด”
จ้าวห่าวหลินกุมมือนางแล้วผละถอยออกมา“กินข้าวเถอะ”
ทางด้านจ้าวห่าวหลินตอนนี้ขบวนของเขามีทั้งสำนักคุ้มภัยและกองทัพคอยติดตามปกป้องการเดินทางย่อมเป็นไปได้อย่างราบรื่น ส่วนทางเมืองหลวงเพราะระยะทางที่ห่างไกลนกพิราบสื่อสารที่บินกลับมาถึงตำหนักไท่จื่อล่าช้าไปเกือบหนึ่งเดือน
รวมไปถึงนักฆ่าของสำนักมังกรโลหิตที่ถูกส่งมาโจมตีขบวนรถม้าล้วนแต่ถูกฆ่าและเผาจนหมดไม่เหลือซากให้เก็บกวาดทำให้การข่าวของทางนักฆ่ามังกรโลหิตและไท่จื่อสะดุดลงในที่สุด
กระดาษที่ถูกส่งถึงมือของไท่จื่อมีเนื้อความว่าแผนการลอบสังหารล้มเหลว คนที่ส่งไปหายสาญสูญทั้งหมดไม่เหลือรอดกลับมาแม้แต่คนเดียวจ้าวห่าวหลินหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ชายหนุ่มวัยสามสิบสามผู้นี้คือจ้าวเฟยเทียนไท่จื่อแห่งต้าโจว ผู้อยู่ใต้บัลลังก์มังกรเพียงแค่ก้าวเดียวแต่เพียงก้าวเดียวนี้ช่างห่างไกลยิ่งนักสิบกว่าปีแล้วที่เขาได้รับตำแหน่งนี้มาครองแต่ไม่อาจเอื้อมขึ้นไปถึง
น้องชายชั่วช้าของเขาจ้าวตงหยาง องค์ชายสี่เองก็จ้องแต่จะลากเขาลงจากตำแหน่งและแม้ว่าเสด็จพ่อและไทเฮาจะแสร้งทำตัวเหินห่างเพียงใดแต่เขารู้ดีว่าพระทัยของพวกท่านต่างทุ่มเทให้กับน้องชายผู้นั้นที่ห่างออกไปหลายพันลี้แห่งดินแดนตอนเหนือจ้าวห่าวหลิน
เด็กบ้านั่นสมควรตายนัก...เหตุใดถึงไม่ตายๆ ไปเสีย
บัดซบที่สุด...
แม้ว่าจ้าวห่าวหลินจะเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งที่ไร้พิษสงและใกล้จะตายแต่สิ่งที่เขาระแวงก็คือกองทัพเป่ยเฉิงที่อยู่ภายใต้กำมือของเป่ยเฉิงโหวเทพสงครามคนนั้นต่างหาก
ใครก็ต่างรู้ดีว่าตระกูลหลี่นั่นภักดีและสนิทสนมกับหมิงกุ้ยเฟยและตอนนี้ยังสนับสนุนและคอยอยู่เคียงข้างรุ่ยอ๋อง หากมีรุ่ยอ๋องอยู่เขาก็ไม่รู้ว่าวันไหนกองทัพเป่ยเฉิงที่ยิ่งใหญ่จะหันหัวเคลื่อนขบวนมาสมทบกับเจ้าสี่เพื่อล้มล้างบัลลังก์ของเขาลง
แต่หากว่าจ้าวห่าวหลินที่สมควรตายตายไปเสีย เขาจะได้มีโอกาสเอาเจ้าห้า น้องชายแท้ ๆของตัวเองเข้าไปแทนที่ตำแหน่งนั้นเสียเพียงเท่านี้เขาก็ไม่ต้องคอยหวาดระแวงเป่ยเฉิงแล้ว
น่าเสียดายนักที่แผนการครั้งแล้วครั้งเล่าของเขาเสียเปล่า น้องชายของเขาคนนี้ราวกับนรกไม่ยินยอมรับตัวลงไปปรโลกอย่างไรอย่างนั้นบัดซบที่สุด!
“บอกข้ามาสิเทียนเฉิน ข้าจะต้องทำอย่างไรต่อไป”เสียงเข้มเต็มไปด้วยโทสะหันมามองกุนซือข้างกายของเขา จิ่วเทียนเฉิน
จิ่วเทียนเฉินติดตามอยู่ข้างกายจ้าวเฟยเทียนตั้งแต่เยาว์วัยมีหรือจะไม่รู้นิสัยเจ้าอารมณ์และชอบใช้กำลังของเขาหากไม่ใช่เพราะแม่ของเขามีหรือที่ชายโง่เขลาผู้นี้จะได้ครองตำแหน่งนี้ได้อย่างยาวนานเพียงนี้
“ตอนนี้น้องชายของพระองค์หายตัวไปไม่ใช่ว่าควรเป็นเวลาที่จะแสดงความเมตตาและความห่วงหาอาทรณ์ของพี่ชายหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจะไปห่วงมันทำซากอะไรมันไม่ตายก็ทำให้ข้าปวดหัวจะตายอยู่แล้ว พูดบ้าอะไรคิดบ้างหรือไม่?”
จิ่วเทียนเฉินสะกดกลั้นอารมณ์อยากสบถด่าชายตรงหน้าและเอ่ยอย่างนอบน้อม“ตอนนี้รุ่ยอ๋องหายสาญสูญไปแล้วไม่รู้เป็นตายอย่างไรแต่เป่ยเฉิงโหวไม่รายงานราชสำนักเช่นนี้มีเจตนาแอบแฝงกระหม่อมคิดว่าพระองค์ควรกราบทูลเรื่องนี้แก่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่ๆ ตาแก่ตายยากนั่นขัดขวางข้าดีนัก ถูกต้อง” เขาพยักหน้ารัว ๆ “ข้าจะเข้าวัง เด็กๆ”
จิ่วเทียนเฉินลอบถอนหายใจอย่างน้อยชายผู้นี้ก็ไม่ได้โง่เขลาจนเกินเยียวยา
จ้าวเฟยเทียนแต่งตัวอย่างรีบเร่งควบม้ามุ่งตรงไปยังพระราชวังอย่างเร่งด่วนแม้ว่าตอนนี้เขาจะได้ตำแหน่งไท่จื่อแต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ประจำอยู่ในตำหนักบูรพาแต่อยู่ในตำหนักของตัวเองนอกวังแค่เรื่องนี้เขาก็กลายเป็นที่ขบขันของเหล่าขุนนางยิ่งแล้ว นี่หมายความว่าอย่างไรหมายความว่าเสด็จพ่อไม่เคยต้องการให้เขาขึ้นตำแหน่งนี้เลยอย่างไงเล่า
เสด็จพ่อช่างลำเอียงและกลั่นแกล้งกันเกินไปแล้ว
ขณะเดียวกันในห้องทรงอักษรของฮ่องเต้แคว้นต้าโจว
องค์ชายสี่จ้าวตงหยางกำลังเล่นหมากล้อมกับฮ่องเต้กันสองต่อสอง
“เรียนฝ่าบาทไท่จื่อต้องการเข้าเฝ้าพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” หลิวกงกง ขันทีชราประจำกายของจ้าวชุ่ยฮ่องเต้แห่งต้าโจวเดินย่องเข้ามารายงานต่อหน้าพระพักต์ด้วยท่าทางสงบนิ่ง
เขารู้ดีว่าฮ่องเต้ไม่พึงพอใจไท่จื่อพระองค์นี้ยิ่งแต่เพราะโดนบีบคั้นจึงต้องจำใจยกตำแหน่งไท่จื่อให้ด้วยความจำใจ
จ้าวชุ่ยทำสีหน้าเหม็นเบื่อเขากระแทกหมากสีดำลงก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ “เกิดอะไรขึ้นอีกเล่า?”
“เรียนฝ่าบาทไท่จื่อกล่าวว่าได้ข่าวว่ารุ่ยอ๋องประสบเคราะห์ร้ายตอนนี้หายตัวไปไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร จึงมาเรียนให้พระองค์ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวตงหยางหัวเราะขบขัน“พี่ชายของข้าผู้นี้ช่างหูตากว้างไกลยิ่งนัก น้องชายของข้าอยู่ห่างไกลหลายพันลี้แต่เขาสามารถรู้ข่าวได้เร็วเสียยิ่งกว่าข้าผู้เป็นพี่ชายร่วมอุทรดูท่าลูกจะต้องคิดปรับปรุงตัวเองเสียแล้วไม่เช่นนั้นคงถูกผู้คนกล่าวหาว่าลูกไร้หัวใจไม่เห็นแก่พี่น้อง”
จ้าวชุ่ยได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็หันไปมองเขาเป็นการหยั่งเชิง“เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเช่นไร?”
จ้าวตงหยางยังคงสงบวางหมากสีขาวลงบนกระดานอย่างใจเย็น“ลูกคิดว่ายามนี้ท่านลุงหลี่ไม่ส่งข่าวแจ้งราชสำนักเพราะเห็นว่าเรื่องราวไม่ได้ร้ายแรงอะไรหรือไม่ก็ควบคุมสถานการณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่ส่งข่าวไปสอบถามท่านลุงหลี่ก็คงจะทราบเรื่องในเร็ววันพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม...ลุงหลี่ของเจ้าทำการรอบคอบ เป่ยเฉิงเองก็อยู่ในเขตปกครองของเขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้หลินเอ๋อร์เป็นอะไรง่ายดายเพียงนั้น หึ!ดูท่าเจ้าลูกเวรของข้าคนนี้ตั้งใจจะยั่วยุให้ข้าทำโทษลุงหลี่ของเจ้าเสียมากกว่า”
“เสด็จพ่อเสด็จพี่แค่เป็นห่วงหลินเอ๋อร์จนเลอะเลือนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เหอะ...ห่วยแตกแหกคอก คิดว่าข้าไม่รู้อย่างนั้นหรือว่าเจ้าบ้านี่ทำอะไรไว้ลับหลังข้าบ้างหากไม่ใช่ว่ามันเป็นลูกข้า ข้าคงสั่งประหารตัดหัวเสียบหน้าประตูเมืองไปนานแล้วยังไม่รู้สำนึกอีก”
“เสด็จพ่อโปรดเย็นพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวตงหยางรินน้ำชาส่งให้
จ้าวชุ่ยคว้าถ้วยชาขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดก่อนจะหันไปหาหลิวกงกง“ไป ไปบอกเจ้าลูกเวรนั่นว่า หากมันกังวลนัก หากมันยังไม่ไสหัวกลับไปข้าจะมัดมันส่งไปประจำการที่เป่ยเฉิงแทนหลินเอ๋อร์แล้วรับหลินเอ๋อร์กลับมาแทน”
จ้าวตงหยางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบแต่ไม่ได้พูดอะไรแววตาของเขาคู่นั้นเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความสะใจดังจิ้งจอกน้อยแสนซน