คาร์ลเริ่มจะรู้สึกอึดอัดไม่นานนักคอของเขาก็เกิดอาการแสบร้อน เขารู้ทันทีว่ามันคือยาพิษและพยายามบอกแคเรนแต่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกจากลำคอได้เขารีบดึงมือแคเรนให้วิ่งออกจากห้องโถงโดยทิ้งแก้วน้ำองุ่นตกพื้นไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เธอหยิบแก้วเครื่องดื่มอื่นๆ ในงานมาดื่มได้อีก
คาร์ลดึงมือแคเรนเข้ามาในสวนหลังคฤหาสน์โดยไม่พูดไม่จาทำให้แคเรนบ่นพึมพำ
“เ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม”
คาร์ลหยิบดาบสั้นที่ซ่อนอยู่ข้างเอวภายใต้ชุดสูทออกมาปาดที่แขนตนเองทำให้เกิดแผลบางๆเืสีดำไหลซึมออกจากาแก่อนจะหยดลงพื้นหญ้าแคเรนเห็นเข้าก็เบิกตากว้างอย่างใรู้แล้วว่าคาร์ลถูกยาพิษจากแก้วเครื่องดื่มเธอสังเกตเห็นรอยผื่นแดงขึ้นตามแขนมือและใบหน้าของเขา เธอรีบกล่าวอย่างร้อนใจ
“ข้าจะไปเรียกไกอัสกับทากัสให้มาช่วยเ้ารออยู่ที่นี่ก่อน”
คาร์ลได้แต่พยักหน้าปล่อยให้แคเรนวิ่งหายกลับเข้าไปในคฤหาสน์
เมื่อคล้อยหลังแคเรนไปแล้วก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งขึ้นตรงหน้าคาร์ลเงาร่างนั้นเดินมุ่งตรงมาทางเขาอย่างจงใจเพียงแต่คาร์ลไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอจะขัดขืนแล้วสติของเขาเลือนรางเต็มทีก่อนจะสลบไป
แคเรนพาไกอัสและทากัสวิ่งเข้ามาในสวนหลังคฤหาสน์ทว่านอกจากร่องรอยของเืพิษแล้วก็ไม่มีร่องรอยอะไรเหลือทิ้งไว้ให้เห็นที่นี่เลยไกอัสนั่งลงตรงรอยเืก่อนจะเงยหน้าถามแคเรน
“เกิดอะไรขึ้นทำไมคาร์ลถึงถูกพิษ”
“เขาดื่มน้ำองุ่นที่ข้าหยิบมาจากบริกรคนหนึ่งในงานน่ะ”
“หมายความว่าเขาชิมอาหารแทนท่านหญิงหรือ”
“ข้าห้ามเขาแล้วแต่เขาก็ยังดึงดัน แล้วก็เกิดเื่ขึ้นจนได้”
“ถ้าคาร์ลไม่โดนพิษเสียก่อนคนที่ตายอาจเป็ท่านหญิงก็ได้”
คำพูดของไกอัสทำให้แคเรนชะงักพูดไม่ออกไม่นานนักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาในสวน ไกอัส ทากัสและแคเรนหันไปมองทางต้นเสียงพร้อมกันจึงเห็นว่าเป็โครนิคในมือของเขาถือแก้วใส่น้ำองุ่นที่ตกอยู่ในงานมาด้วย
“พวกเ้ารู้มั้ยว่าใครดื่มน้ำในแก้วนี้ไป”โครนิคกล่าวถามก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับรอยเืสีดำคล้ำที่กระจายอยู่บนพื้นหญ้า
“น้ำนั่นมีอะไรใส่อยู่กันแน่”ทากัสถามสวนกลับไป
“เป็ยาสมุนไพรพิษที่ใช้ในฝั่งอาณาจักรริคมาชื่อว่ากรดโลหิตทำให้เืในร่างกายกลายเป็พิษเกิดอาการแสบร้อนทั่วร่างกายบริเวณที่ถูกเืพิษแล่นผ่าน”
“แล้วเป็อันตรายถึงชีวิตมั้ย”
“ขึ้นอยู่กับปริมาณถ้าได้รับน้อยก็อาจจะแค่หมดสติ แต่ถ้าได้รับในปริมาณมาก เือาจออกตามทวารต่างๆจนถึงแก่ชีวิต”
แคเรนยกมือขึ้นปิดปากด้วยความใในใจเป็กังวลหนักขึ้น
“ท่านหญิง”เสียงเรียกของไกอัสดูเหมือนจะไปไม่ถึงหูของแคเรนจนเขาต้องเรียกซ้ำอีกครั้ง“ท่านหญิง ตั้งสติหน่อยครับ”
แคเรนหันมองหน้าไกอัสก่อนจะตอบทั้งที่ในหัวยังตามไม่ทัน“ทำไมหรือ”
“ข้าอยากรู้ว่าอาการของคาร์ลเป็ยังไงบ้างตอนที่ท่านเห็นเขาครั้งสุดท้าย”
แคเรนกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอพยายามตั้งสตินึกย้อนกลับไปก่อนหน้านี้แล้วจึงตอบไกอัส
“เขามีผื่นแดงขึ้นตามมือคอแล้วก็ใบหน้า บ่นแต่ว่าแสบแต่ไม่มีเืออก”
“งั้นก็คงโดนพิษปริมาณน้อยแต่ก็ไม่น่าจะหนีหายไปด้วยตัวเองได้เพราะพิษชนิดนี้แม้จะโดนในปริมาณน้อยก็ทำให้หมดสติได้” โครนิคอธิบาย
“มีคนลักพาตัวคาร์ลไปหรือ”ทากัสกล่าวแทรกขึ้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดลงในขณะที่โครนิคบ่นท่าทางหงุดหงิดไม่สบอารมณ์
“ข้าคงหละหลวมไปไม่คิดว่าจะมีคนกล้าบุกเข้ามาทำร้ายคนในคฤหาสน์ของข้า”
“ก็นั่นน่ะสิว่าจะถามอยู่เลยตระกูลฮาฟก้าสามารถตรวจจับการเข้าออกของคนในเมืองกับคนต่างถิ่นผ่านสายแร่วิสทานัมที่อยู่ใต้ดินได้ทำไมเื่นี้ถึงไม่รู้ได้ล่ะ” ทากัสกล่าวถามโครนิคอย่างสงสัยและไม่พอใจในเวลาเดียวกัน
“วันนี้มีแเื่ทั้งในเมืองและต่างถิ่นเข้ามาร่วมงานเลี้ยงช้าก็เลยไม่ได้เข้มงวดมากนัก”
“แล้วพอจะตรวจดูร่องรอยของคาร์ลได้มั้ยว่าอยู่ที่ไหนของเมืองลูน่า”
“เื่นั้นแหละที่ข้าแปลกใจทั้งร่องรอยของคาร์ลและคนที่ลักพาตัวเขา หายไปอย่างกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ในเมืองลูน่ามาก่อน”
“เป็ไปได้มั้ยว่าคนที่ลักพาตัวเป็คนของอาณาจักรริคมาพิษที่ใช้ก็เป็สมุนไพรของที่นั่นและฝ่ายที่มีอาคมทำให้พลังของตระกูลฮาฟก้าตรวจจับไม่ได้ก็มีแต่คนของอาณาจักรริคมาเท่านั้น”
“เป็ไปได้สูงเลยล่ะ”โครนิคกล่าวพลางใช้ความคิด “แต่ถ้าเป็แบบนั้น ทำไมข้ารู้สึกว่าพวกริคมาเล็งเป้าหมายไปที่คาร์ลล่ะ”
แคเรนแอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ในขณะที่ไกอัสกล่าวแทรกขึ้น
“แต่ถ้าท่านหญิงดื่มน้ำแก้วนั้นก่อนคนที่ถูกฆ่าก็จะเป็ท่านหญิง ข้าว่ายังสรุปไม่ได้หรอกว่าเป้าหมายคือคาร์ล”
“เอาเป็ว่าข้าจะใช้วิธีแบบคนทั่วไปก่อนให้หน่วยกองปราบและทหารช่วยกันตามหาก่อนข้าแน่ใจว่าพวกนั้นยังไม่ข้ามชายแดนไปที่อาณาจักรริคมาแน่”
ในขณะที่ทั้งสี่คนกำลังคุยกันอยู่เสียงพลุก็ดังขึ้นพร้อมๆ กับที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดอกไม้ไฟหลากสีสันก่อนที่พลุไฟอันสุดท้ายจะกระจายออกราวกับกากเพชรสีทองโปรยปรายคู่กับดวงดาวสีเงินนับล้านเป็สัญญาณเริ่มงานเต้นรำในเมืองลูน่าและสิ้นสุดงานเลี้ยงในคฤหาสน์โครนิคหันไปกล่าวกับไกอัส
“เ้าพาท่านหญิงกลับไปพักผ่อนในห้องก่อน”
ไกอัสพยักหน้ารับพลางเดินนำหน้าแคเรนกลับเข้าไปในคฤหาสน์เมื่อเงานร่างของทั้งคู่ลับสายตาไปแล้ว โครนิคก็หันไปคุยกับทากัส
“ส่วนเ้าไปช่วยส่งแขกปิดงานเลี้ยงคฤหาสน์กับข้าก่อน”
“ทำไมต้องเป็ข้า...”ทากัสหันมองซ้ายขวาไม่เหลือใครจึงจำใจเดินตามโครนิคกลับเข้าไปในคฤหาสน์
คาร์ลลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งเพราะแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้าเขาพยายามจะลุกขึ้นนั่งแต่ดูเหมือนอวัยวะทุกส่วนในร่างกายจะหนักอึ้งจนขยับไมได้เขากวาดสายตาทั่วห้องสี่เหลี่ยมซึ่งพื้นและผนังล้วนสร้างจากไม้และไม่กว้างขวางนัก
ไม่นานนักเสียงเปิดประตูห้องก็เรียกความสนใจจากคาร์ลเมื่อเหลือบตามองไปทางต้นเสียงจึงเห็นว่าเป็เด็กสาวผมสีดำขลับยาวถึงกลางหลัง เธออยู่ในชุดกระโปรงยาวถึงเข่าสีฟ้าหม่นกำลังเดินถือถาดวางขวดแก้วขนาดเล็กหลายขวดบรรจุผงต่างสีสันเข้ามาในห้องด้วย
คาร์ลไม่รู้สึกแสบร้อนที่คออีกแล้วเขาคิดว่าพอจะเปล่งเสียงได้จึงร้องถามอีกฝ่ายเด็กสาววางถาดลงบนโต๊ะใกล้กับเตียงนอนก่อนลงนั่งที่เก้าอี้
“ท่านเป็ใคร”เสียงของคาร์ลแหบแห้งและแ่เบา
เด็กสาวหันมาทางเขาทำให้มองเห็นโครงหน้าเรียวเล็กั์ตาสีฟ้าครามกลมโตสดใสราวกับท้องฟ้าในยามเช้าผิวพรรณของเธอขาวใสราวกับไม่เคยออกไปเผชิญโลกภายนอกริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยกำลังตอบคำถามของเขา
“ข้าเป็หมอสมุนไพร”
“หมอสมุนไพรในอาณาจักรลอฟท์เรียมีน้อยมากท่านไม่เหมือนชาวลอฟท์เรีย”
“เ้าน่าจะเดาจากพิษที่ข้าใช้ได้แล้วไม่เห็นต้องถามมากเลย”
“ท่านเป็คนของอาณาจักรริคมา”
“ใช่ข้าตามหาผลงานของอาจารย์ตั้งนาน กว่าจะพบตัวก็ยากเย็นกว่าจะพาตัวมาได้ยิ่งยากกว่า”
“ผลงานอะไรอาจารย์ท่านเป็ใคร”
“คนที่ป้อนยาทำให้ร่างกายของเ้าทนต่อยาพิษได้มากกว่าคนอื่นั้แ่เด็กๆ ไง”
“ท่านจำผิดคนแล้ว”
“จะจำผิดได้ยังไงปริมาณของพิษกรดโลหิตที่เ้าได้รับเมื่อเทียบกับอาการที่ร่างกายของเ้าแสดงออกแล้วมันเบาเกินไปน่ะสิ”
“แล้ว้าอะไรจากข้า”
“ยารักษาไง”เธอกล่าวพลางผสมผงยาจากขวดหนึ่งใส่ลงในอีกขวดหนึ่งท่าทางคล่องแคล่วก่อนจะอธิบาย“เืของเ้าทนยาของอาจารย์ข้าได้ ถึงได้มีความพิเศษเอามาเป็ส่วนประกอบของยารักษาโรคหายากที่ข้ากำลังหาทางรักษาอยู่ได้”
“โรคอะไร”
“พูดไปเ้าก็ไม่รู้จักหรอก”เธอกล่าวก่อนจะหยิบยาขวดหนึ่งขึ้นมาเปิดฝาแล้วทำท่าจะกรอกใส่ปากคาร์ลคาร์ลรีบร้องห้าม
“นั่นยาอะไร”
“ยาที่จะทำให้เืเ้ากลายเป็ยารักษาโดยสมบูรณ์ข้าต้องลองทดสอบผลถึงจะรู้ว่ามันใช้ได้แค่ไหน”
“แล้วถ้าล้มเหลวล่ะ”