2
คนทรยศ
ณ พระราชวังแห่งไมนีเซีย ดินแดนมนุษย์
“เ้าเอาร่างของมันไปทิ้งที่กลางป่านั่นแล้วใช่ไหม” ชายวัยกลางคนจิบไวน์หลังจากเอ่ยถามมือขวาของตน
“พ่ะย่ะค่ะ องค์าา” ด้านมือขวาเมื่อเห็นว่าผู้เป็นายพยักหน้าอย่างพอใจ เขาก็โค้งคำนับก่อนปลีกตัวออกจากห้องศิโรราบไป ด้วยรู้ว่าเมื่อใดที่มาร์คัสอยู่ห้องนี้ คนนอกไม่ควรยุ่มย่ามนานนัก ไม่เช่นนั้นคงถูกลงโทษโดยไม่รู้ตัว
มาร์คัส กีรินด์ ยิ้มชั่วร้ายก่อนเหลือบมองของที่สะสมมารุ่นต่อรุ่น ปีกสีทองที่าาแฟรี่ยอมมอบให้เขา เขี้ยวสีเงินจากดินแดนมนุษย์หมาป่าห้อยเรียงราย ขวานสีทองจากเผ่าพันธุ์คนแคระ และดาบสีดำของาาแห่งแดนปีศาจ ทุกอย่างเป็สิ่งที่บรรพบุรุษภาคภูมิใจมารุ่นต่อรุ่น เป็เวลาห้าร้อยปีมาแล้วที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดของมหาทวีปเพนทาเนีย ต้องขอบคุณบรรพบุรุษที่แย่งชิงดวงใจัมาจากพวกปีศาจได้
เขายืนมองัสีแดงที่กำลังกัดกินชิ้นเนื้ออย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในลานกว้างของปราสาท เกล็ดสีแดงของมันสะท้อนกับแสงจันทร์เป็คลื่นน้ำทะเลสีเื ดวงตาสีเพลิงที่กำลังลุกโชนราวกับรอให้ไฟบรรลัยกัลป์ที่คุกครุ่นอยู่ะเิออกมา
ที่ไมนีเซียหรือดินแดนมนุษย์แห่งนี้เป็ที่รู้กันดีว่าเกลียดชังปีศาจมากเพียงใด เมื่อหลายพันปีก่อนเหล่ามนุษย์ต้องได้รับความสูญเสียจากบรรดาสัตว์ประหลาดที่บุกรุกข้ามขุนเขามา พวกโลหิตสีดำจงใจทำเช่นนั้น เพราะเห็นว่าเหล่ามนุษย์ไม่มีพลังพิเศษเหมือนเผ่าพันธุ์อื่นๆ จึงย่ามใจที่จะกระทำสิ่งใดก็ได้ ซ้ำร้ายยังนำเอาัมาเป็ทาสของตนเพื่อแสดงอำนาจในมหาทวีปอีกด้วย
เป็ธรรมดาที่ฝ่ายชนะย่อมเยาะเย้ยอย่างเสียไม่ได้ ในเมื่อดวงใจัได้ตกเป็ของมนุษย์ที่เคยเป็ฝ่ายถูกกระทำแล้ว ฝ่ายปีศาจที่เคยกระทำพวกเขาก่อนก็ต้องรับผลกรรมนั้นคืน
ในจารึกทั้งหลายเขียนว่าพวกมันทั้งข่มขู่และหยิ่งยโสต่อเผ่าพันธุ์โลหิตสีแดง ซึ่งมาร์คัสก็ประจักษ์มาแล้ว เชอร์แมน สตอร์ม าาแห่งดินแดนปีศาจผู้มอดไหม้ได้ตายไปพร้อมกับความโอหังของตน
เสียงเคาะประตูทำให้มาร์คัสละสายตาจากัตัวใหญ่ ก่อนเอ่ยปากอนุญาตให้คนยามวิกาลเข้ามาได้
“ท่านพ่อ” หญิงสาวเรือนผมสีทองเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าร้อนใจ ดวงตาสีไพลินเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา “ข้าทำอะไรลงไป เราควรทำอย่างนั้นจริงๆ หรือคะ” บุตรสาวเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น
“แมรี่ เ้าร้องไห้มาสองวันแล้วนะ” มาร์คัสถอนหายใจก่อนจะวางแก้วไวน์สีทองลงบนโต๊ะ เขาเดินไปหาบุตรสาวและลูบหัวปลอบโยน มองเปลือกตาสีแดงช้ำของแมรี่อย่างเวทนา “พ่อจำเป็ต้องทำ และเ้าก็ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”
“แต่เขาเคยเป็คนรักของข้า ข้าโกหกเขา”
“ฟังพ่อนะ เ้าอย่าอาลัยอาวรณ์พวกวิปริตเช่นนั้นเลย เ้าคงไม่อยากเห็นปีศาจข้ามดินแดนของเราและมาเดินเพ่นพ่านหรอกใช่ไหม” หญิงสาวส่ายหน้าพลางเช็ดน้ำตาออกจากแก้ม มาร์คัสถอนหายใจ “เ้าจะพูดเื่นี้เป็ครั้งสุดท้าย หากพูดเื่อคีล่า ฟอลคอนอีก พ่อจะต้องลงโทษเ้า เข้าใจหรือไม่ แมรี่”
“...ข้าจะไม่พูดอีกแล้วค่ะ ท่านพ่อ” แมรี่รับปากบิดาก่อนจะกลับห้องนอนไปด้วยแววตาที่เศร้าหมอง พลางคิดว่าท่านพ่อคงคร้านจะปลอบนางเสียแล้ว
มาร์คัสละสายตาจากบุตรสาว นั่งลงบนเก้าอี้ประดับทอง ทอดมองัตัวโตนอกหน้าต่างอีกครั้ง
การมีคนเกลียดบางสิ่งก็ย่อมต้องมีคนชื่นชอบสิ่งนั้น าามนุษย์เข้าใจดี แต่หากความชื่นชมในปีศาจนั้นเป็เื่ที่ไม่ควรเป็อย่างยิ่ง แต่ก็มีคนไม่เกรงกลัวในสิ่งที่เขาห้าม เฮนรี่ ฟอลคอน คือบุคคลที่คล้ายจะเสียสติ เพราะั้แ่ภรรยาตายก็เอาแต่ปลุกปั่นให้เหล่ามนุษย์ชื่นชอบในพวกปีศาจ ทีแรกเขาก็นับถือในความพยายามของเฮนรี่และมองข้ามว่ามันเป็เื่น่าขันที่ไร้สาระ ทว่าต่อมาคนที่คิดอยากให้สองดินแดนปรองดองกันก็มีเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ มาร์คัสต้องเก็บความกรุ่นโกรธเอาไว้ เพราะตระกูลฟอลคอนมีที่ดินเกษตรกรรมมากมาย และตระกูลที่ปกครองตามเมืองต่างๆ ก็ยัง้าข้าวและพืชผล
เขายังอุตส่าห์คิดว่าเคยเป็สหายกันมาก่อน จึงเพียงส่งคนไปว่ากล่าวตักเตือน แต่หลายครั้งหลายหนเฮนรี่ก็ไม่ลดราวาศอก
ท้ายที่สุดเขาก็ไม่อาจมองข้ามได้ เขาจึงตัดสินให้เฮนรี่ ฟอลคอนได้รับโทษปะาชีวิต แต่บุตรชายคนเดียวของมันก็เข้ามาขัดขวางพิธีปะาและอ้อนวอนต่อหน้าพระผู้เป็เ้าว่าขอประลองแลกชีวิตบิดาโดยไม่เห็นหัวผู้เป็าา
และทั้งบิดาและบุตรชายจึงต้องตายตามกันไป หัวของเฮนรี่ก็ถูกเสียบประจานที่ประตูพระราชวังเพื่อเป็ตัวอย่างให้แด่คนที่คิดอยากผูกมิตรกับปีศาจ
....ว่าอย่าได้ขัดพระประสงค์ขององค์าาอีกเป็อันขาด
แมรี่เดินกลับมาในห้องนอนของตนด้วยสีหน้าที่อิดโรย นางข่มตาไม่ลงมาเกือบสองวันแล้ว ภาพของอคีล่าที่ล้มลงและสิ้นใจต่อหน้ายังติดตาทุกครั้งที่หัวลงหมอน
“ข้าเอายาเพิ่มพละกำลังมาให้เ้า” นางยื่นขวดยาเล็กๆ ให้ชายหนุ่มด้วยท่าทีที่เป็ห่วง เพื่อที่เขาจะได้ไม่ผิดสังเกต “ดื่มเถอะนะ ข้ากลัวเ้าทำไม่ได้”
“ข้าไม่เคยใช้…” เขาจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของเธอ เขาก็รับไปและดื่มจนหมด นางโผกอดเขาแน่นอยู่ครู่ใหญ่ก่อนผละออกไป
“ข้าขอโทษ ขอโทษที่ช่วยอะไรเ้าไม่ได้เลย”
อคีล่าปาดน้ำตาออกจากแก้มใสอย่างเบามือ เขามองมาด้วยแววตาอันอบอุ่น มันเป็แววตาที่นางตกหลุมรักเมื่อสองปีก่อน “ไม่เป็ไร แมรี่ แล้วข้าจะกลับมา”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เขาเอ่ย แมรี่เดินไปที่ระเบียงห้องและมองออกไปด้านนอก นึกถึงวันเก่าๆ ที่อคีล่าลอบมาหายามค่ำคืน นางคิดถึงเขาเหลือเกิน แต่ความรู้สึกผิดที่เชื่อฟังคำสั่งท่านพ่อยิ่งทำให้นางเ็ปจนไม่อยากนึกถึงวันเวลาเ่าั้ ข้าขอโทษ องค์หญิงแห่งไมนีเซียกล่าวซ้ำๆ ในใจ
“ข้ารู้สึกเสียใจที่เ้าอาลัยอาวรณ์มันถึงขนาดนี้” ชายหนุ่มปริศนาโผล่ขึ้นด้านหลังของแมรี่ แต่แทนที่นางจะใ หญิงสาวกลับกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย นางเช็ดน้ำตาออกจากแก้มและยืนกอดอกนิ่งโดยไม่หันไปมองฝ่ายชาย “ข้าจำเป็ต้องทำ เ้าจะโกรธข้าไม่ได้นะ” เขากำลังจะแตะไหล่ของแมรี่ ทว่าก็ได้รับสายตาที่เกรี้ยวโกรธแทน ชายหนุ่มได้แต่แค่นหัวเราะ “เ้าชื่นชอบบุตรชายของคนที่อยากผูกมิตรกับปีศาจมากขนาดนี้เชียวรึ มันมีอะไรดีนักหนา” ชายผู้มีนามว่า อาเธอร์ แองเกอร์ เริ่มพูดเสียงดังขึ้น
“อย่าคิดว่าเป็คู่หมั้นข้าแล้วจะขึ้นเสียงกับข้าได้นะ” องค์หญิงแดนมนุษย์เสียงแข็ง เธอสวยงามและน่าทะนุถนอม แต่ท่าทางที่ทรงอำนาจอย่างเป็ธรรมชาตินั้นได้รับจากบิดามาทั้งสิ้น
“ข้าขอโทษ แต่จะให้ข้าทำยังไง เ้าเองก็เป็คนวางยามันเองจะมาโกรธข้าเพื่ออะไร” อาเธอร์เสียงอ่อนลง “เ้าจะเอาความรู้สึกผิดมาเปลี่ยนเป็ความโกรธใส่ข้าทุกครั้งอย่างนี้ไม่ได้ และเ้าไม่ควรรู้สึกผิดต่อพวกที่สนับสนุนสิ่งชั่วร้ายด้วย”
“เ้าไม่ต้องมาสั่งสอนข้า และอย่าพูดถึงอคีล่าเช่นนั้น” เธอสะบัดตัวเดินกลับไปในห้องนอน อาเธอร์หัวเสียแต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ “สมใจเ้าแล้วสิ ได้เป็หัวหน้าอัศวินัหน่วยที่หนึ่งแล้วนี่” แมรี่จุดเทียนพลางพูดจาถากถาง
“ถ้าข้าบอกดีใจเ้าจะโกรธข้ามากขึ้นไหมล่ะ” อาเธอร์สวมกอดคู่หมั้นของตนเบาๆ แต่เธอก็สะบัดตัวออกอีกครั้ง
“กลับไปที่ของเ้าซะ คืนนี้ข้าจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น” แมรี่บอกเสียงแข็ง อาเธอร์รู้ดีว่านั่นไม่ใช่คำขอ และดูเหมือนเธอจะไม่สบอารมณ์อยู่มาก เขาจึงออกจากห้องไปแต่โดยดี
อาเธอร์คือความลับที่อคีล่าไม่รู้ เพราะท่านพ่อชื่นชอบที่ตระกูลแองเกอร์ผลิตอาวุธได้ดีเยี่ยม พวกเขาจึงให้อาเธอร์มาเป็คู่หมั้นของเธออย่างเงียบๆ ถึงแม้อาเธอร์จะสู้อคีล่าไม่ได้ แต่หน้าตาก็ไม่ได้แย่กว่านัก ซ้ำตระกูลก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน แมรี่พยายามคิดให้ตนเองหายเศร้าให้เร็วที่สุด แต่จิตใจก็ยังคิดถึงคำพูดของอดีตคนรัก “ไม่เป็ไร แมรี่ แล้วข้าจะกลับมา”
“ลูกแตกต่างจากคนทั่วไปนะ อคีล่า” ท่านแม่ลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยน ดวงตาสีเขียวอำพันทอดมองเขาอย่างอบอุ่น นี่เป็เวลาที่ต้องนอน แต่เด็กน้อยนอนไม่หลับจึงชวนมารดาคุยเจื้อยแจ้ว
อคีล่าน้อยในวัยสี่ขวบซุกตัวอยู่ในอ้อมกออดของมารดาก่อนเงยหน้าถามอย่างไร้เดียงสา “ลูกแตกต่างยังไงหรือครับ” ดวงตาสีมรกตใสแจ๋วจ้องมองใบหน้าของผู้เป็แม่ “ลูกจะเป็ัหรือเปล่า”
ท่านแม่หัวเราะเบาๆ สีหน้าของเธออิดโรย “ลูกไม่ใช่ั ดวงใจของแม่”
“ปีศาจหรือเปล่าครับ” ท่านแม่รีบมือปิดปากเล็กๆ ที่ช่างพูดของลูกชาย
“สักวันลูกจะรู้เองจ้ะ” นางเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากของเด็กน้อย “นี่เป็ความลับระหว่างเรา อย่าบอกใครเชียวนะ” เด็กชายพยักหน้าอย่างรู้ความก่อนล้มตัวลงนอน
“ตื่นได้แล้ว อคีล่า” ท่านแม่ปลุกเขา “ถึงเวลาแล้ว”
“เวลาอะไรครับ ท่านแม่” เสียงของเขาไม่ใช่เสียงเด็กชายวัยสี่ขวบ และท่านแม่ก็ไม่ได้นอนอยู่บนเตียง นางยืนเผชิญหน้ากับเขาท่ามกลางดินแดนอันแห้งแล้ง
“ยื่นมือมาให้แม่สิ” นางยิ้มให้เขาเหมือนภาพในความทรงจำวัยเด็ก อคีล่ายื่นมือขวาให้เธอ ดวงตาสีอำพันตวัดมองเขาแน่นิ่ง ในมือของนางถือมีดเล่มสั้น แต่ก่อนที่เขาจะรู้ตัว ท่านแม่ก็ดึงเขาเข้าหาตัวและเสียบมีดนั้นเข้ากลางท้องของเขาอย่างรวดเร็ว นางชักมีดออกและก้มมองเืสีดำที่กำลังไหลออกมา ก่อนยิ้มด้วยสีหน้ายินดี
“ท่านแม่...ทำอะไรข้า...” อคีล่ากุมแผลด้วยความเ็ป ท่านแม่ยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิม
“ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง” เธอยื่นมีดให้เขาดู โลหิตสีดำเปรอะเปื้อนตามคมมีด “วันที่ตัวตนที่แท้จริงของลูกจะตื่นขึ้น แม่คิดว่าเ้าจะไม่มีสายเืของแม่เสียแล้ว”
“ข้า...ไม่เข้าใจ” ทันใด มีดเล่มนั้นปักลงที่อกข้างซ้ายของเขาอย่างรุนแรง ลมหายใจของเขาเริ่มขาดห้วง แต่แทนที่มารดาจะห่วงใย นางกลับลูบหัวเขาด้วยสีหน้ายินดี
“ไม่เป็ไร เ้าจะไม่เป็ไร”
“เฮ้ย ตื่นได้แล้ว” เสียงชายหนุ่มปริศนาปลุกให้เขารู้สึกตัวจากฝันร้าย อคีล่าลืมตาช้าๆ ลมหายใจของเขายังคงถี่กระชั้น ความรู้สึกโล่งสบายถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดจากพันธนาการของเชือกที่กำลังพันรอบตัวเขาอย่างแ่า ดวงอาทิตย์ยามบ่ายเจิดจรัสแยงตาจนทำให้เขาต้องซุกหน้าเข้าที่ร่ม ซึ่งที่กำบังก็มีลักษณะคล้ายกับพุ่มไม้ขนาดย่อมอยู่เหนือหัว
เสียงเดินตึงตังที่สั่นะเืทำให้เขาใตาโต และเมื่อมองลงไปยังเบื้องล่างก็พบกับฝ่าเท้าอันใหญ่โตที่มีสีน้ำตาลของสัตว์ประหลาด ที่กำลังเดินเหยียบย่ำลงบนกลุ่มหินแหลมคมสีส้มอิฐจนฝุ่นควันฟุ้งกระจาย ที่น่าใไปกว่านั้นก็คือตัวเขากำลังถูกเถาวัลย์มัดติดอยู่กับตัวของเ้าสัตว์ประหลาดตนนั้น
“ได้สติสักทีสินะ ข้ากำลังอยากฟังเื่ของเ้าอยู่พอดี เล่ามาให้หมดล่ะ เราจะได้รีบพาเ้าไปหาองค์าาและหารือเื่การลงโทษ ตอนนี้พวกเราตากแดดกันจนดำไหม้หมดแล้ว” ชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนทักทายอยู่บนหัวเขา โดยที่มือกำลังถือเถาวัลย์เหนี่ยวรั้งตนเองเอาไว้ ที่เยื้องอยู่สูงไปอีกคือหญิงสาวที่มีผ้าคลุมสีส้มอิฐปิดบังใบหน้า ปอยผมสีดำของนางปลิวไสว เมื่อมองเห็นดวงตาสีม่วงของนาง เขารู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก และยิ่งเบนสายตาไปหาชายหนุ่มอีกคน เขาก็ยิ่งรู้สึกมวนท้องไส้มากขึ้น
“เ้า...เป็ใคร”
“เ้าไม่รู้จักข้ารึ” ไมเคิลหัวเราะเล็กน้อย “ข้าคือนักรบลำดับที่สี่แห่งแวนเดีย ไมเคิล เซเคิล รู้จักบ้างหรือยัง”
“อะไรนะ” อคีล่าอุทานเสียงเบาอย่างไม่เชื่อหูของตัวเอง นี่เขาหลับไปกี่ตื่นก็ยังมีสติไม่ครบถ้วนอย่างนั้นหรือ
“หูเ้าน่าจะมีปัญหา ข้าว่าข้าพูดเสียงดังพอสมควรนะ” ไมเคิลเงียบไปสักพัก “ไหนลองบอกมาซิ เ้ามาป้วนเปี้ยนแถวป่าปีศาจทำไม แล้วได้เจอพวกมนุษย์หรือเปล่า เืสีแดงที่เปื้อนเสื้อเป็ของสัตว์หรือคน”
ชายหนุ่มที่ถูกมัดตรึงกำลังพยายามเรียกสติของตนเองอย่างสุดความสามารถ หากสิ่งที่เ้าคนที่ชื่อไมเคิลพูดมาเป็ความจริง ตอนนี้เขาคงกำลังอยู่ที่ดินแดนปีศาจ เพราะดินแดนที่ดินแตกระแหงถึงเพียงนี้มีอยู่ที่เดียว แม้ว่าเขาจะไม่เคยเยือนดินแดนแห่งนี้ แต่เื่ที่ร่ำเรียนมาก็ยังคงอยู่ในความทรงจำ “เ้าพูดอะไร ข้าเป็มนุษย์ และเ้าก็ควรจะปล่อยข้าได้แล้ว เพราะข้ากำลังเสียเวลา”
“พูดจาไม่เจียมตัวเอาเสียเลย” ไมเคิลแค่นหัวเราะ “เลิกเล่นและบอกข้ามาได้แล้ว” แขนของสัตว์ประหลาดที่เต็มไปด้วยพืชพรรณยกขึ้นมาตั้งฉาก และปีศาจตนนั้นก็ะโลงมายืนจ้องมองเขา ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นแม้จะดูไม่มีพิษภัย แต่ความรู้สึกมันบอกเขาว่ามันอันตราย
“ข้าคือหัวหน้าอัศวินัหน่วยที่หนึ่ง จงรีบปล่อยข้าก่อนที่ดินแดนของเ้าจะมอดไหม้ เ้าปีศาจ” เขาเปล่งเสียงและวางอำนาจอย่างที่เคยทำ ทว่าปีศาจตรงหน้ากลับนิ่งเฉยก่อนะเิเสียงหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่
“องค์หญิงได้ยินหรือเปล่า” ปีศาจตนนั้นคุยกับปีศาจอีกตนที่อยู่้าด้วยเสียงหัวเราะร่วน “เ้านี่มันเสียสติไปแล้วจริงๆ”
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น หากไม่ปล่อยข้าพวกเ้าได้ตายกันหมดแน่”
“ตายยังไงรึ” เสียงหญิงสาวดังมาจาก้า อคีล่ารู้สึกกลัวมากขึ้นไปอีก บางอย่างจากเธอคนนั้นมันมากเสียจนเขากลัวอย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อน “ฝันอะไรอยู่ถึงได้แช่งให้ดินแดนของเราต้องมอดไหม้”
“องค์หญิงแห่งแวนเดียกำลังพูดกับเ้า ไม่ใช่สิ องค์หญิงแห่งแดนปีศาจกำลังพูดกับเ้า”
อคีล่ากลืนน้ำลายพลางพยายามข่มกลั้นความกลัว นี่คงจะเป็สิ่งที่พวกอัศวินที่เคยมาเยือนแดนปีศาจเล่าให้ฟังเป็แน่ ความกลัวที่เกาะกุมจิตใจโดยไม่มีเหตุผลเป็อย่างนี้นี่เอง “ข้ามีนามว่าอคีล่า ฟอลคอน ข้ามีภารกิจที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดจนทำให้หมดสติที่ป่าปีศาจ พวกเ้าช่วยปล่อยข้ากลับแดนมนุษย์ด้วยเถอะ” เขาโยนความกลัวทิ้งไปและเอ่ยปากร้องขอแทน
“คราวนี้มีชื่อด้วยแฮะ” ไมเคิลยืนกอดอกและนิ่งคิดท่ามกลางเสียงสั่นะเืของต้นไม้ั์ที่กำลังเคลื่อนที่เสียงดัง “รู้หรือเปล่าว่าเรากำลังอยู่บนตัวอะไร” เขาทำสีหน้าจริงจัง อคีล่าที่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเวทมนตร์ในแดนปีศาจได้แต่นิ่งเงียบ
“ข้าไม่รู้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น”
“มันคือโกเล็มพฤกษา” ไมเคิลตอบอย่างเ็า
“ชายหนุ่มที่มีสภาพใกล้ตายเมื่อคืน อ้างตัวว่ามาจากตระกูลฟอลคอนงั้นรึ” เสียงคนที่ถูกเรียกว่าองค์หญิงดังขึ้นอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้นกับตระกูลฟอลคอน ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย ถ้าหากมีเหตุผลพอข้าอาจเชื่อเ้าก็ได้”
อคีล่ากัดฟันอย่างเจ็บใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เ่าั้ ที่นำพาให้เขาต้องมาอยู่ตรงนี้กับปีศาจพวกนี้
**ไม่ซีเื่าาศัพท์นะคะ มันจะทำให้เื่น่าเบื่อเกินไป