
....เสียงระฆังยามฉู่แรกดังกังวานเหนือยอดเขาอวิ๋นหลิน ก้องสะท้อนระหว่างหน้าผาสูงราวกับเสียง์ปลุกหมู่เมฆให้ลอยต่ำลงมาคลุมพื้นดิน หมอกเช้าขาวโพลนหนาแน่นแทรกผ่านยอดสนสูง ทิ้งละอองเย็นเฉียบเกาะบนเสื้อผ้าผู้คน
จากเรือนพักไม้ชั้นเดียว แสงตะเกียงยังคงริบหรี่ สายลมหนาวพัดกลิ่นสนผสมกลิ่นรากสมุนไพรที่ตากไว้เมื่อคืน เสียงเคาะประตู “ก๊อก ก๊อก” ดังขึ้นสองครั้ง ตามด้วยเสียงที่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็ใคร
“โอ้ย! เ้าเต่าขี้เซา! จะให้อาจารย์มาปลุกเองเลยไหม?” น้ำเสียงเจี้ยงหยวนเต็มไปด้วยความกวนประสาทปนขี้เล่น เหมือนจะเรียกให้ตื่น แต่ก็เหมือนตั้งใจปลุกให้หงุดหงิดมากกว่า
หานเหวินลืมตาอย่างงัวเงีย ดวงตายังพร่ามัวจากการนอนดึก “ศิษย์พี่ ท่านนี่ถึกดั่งควายจริงๆ ทั้งๆที่เมื่อคืนอยู่ช่วยข้าวิเคราะห์ตำราหมึกซีดนั้นจนดึกแท้ๆ”
“เฮอะ! งานหนักคือบททดสอบชั้นดี” เจี้ยงหยวนหัวเราะพลางเอามือไขว้หลัง “สุภาษิตว่าไว้ หยกไม่ขัดเกลา ย่อมไม่เป็เครื่องประดับงดงาม เ้ายังไม่อยากเป็หยกงามหรือไง?”
หานเหวินถอนหายใจแต่ก็ลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุม “งั้นก็หวังว่าข้าจะไม่กลายเป็ก้อนหินแตกก่อนเถอะ”
ทั้งสองเดินออกจากเรือนพัก ทางเดินแคบคดเคี้ยวเลียบสันเขา หมอกหนาปกคลุมจนมองเห็นเพียงไม่กี่ก้าวข้างหน้า เงาต้นสนสูงซ้อนทับกันราวภาพหมึกจีน เสียงน้ำหยดจากยอดไม้ตกกระทบโขดหินเป็จังหวะเนิบ ลมเย็นแ่พาไอหมอกซึมเข้าสู่ผิวจนรู้สึกชื้นเย็น
เจี้ยงหยวนก้าวไปข้างหน้าด้วยท่าทางเรื่อยเปื่อย เสื้อคลุมของเขาเปิดชายหลุดรุ่ย ข้อมือเสื้อพับลวก ๆ ผมยาวถูกมัดแบบลวก ๆ จนบางเส้นหลุดมาปิดใบหน้า แต่ฝีเท้ากลับมั่นคงและเงียบกว่าศิษย์ทั่วไปอย่างน่าประหลาด
“ศิษย์พี่ วันนี้พวกเราต้องแข่งกับศิษย์คนอื่นด้วยหรือ?” หานเหวินถาม พลางกวาดตามองไปตามเส้นทางที่เริ่มมีเสียงฝีเท้าคนอื่น ๆ แว่วมา
“ใช่สิ แล้วทำหน้าเหมือนลูกหมากลัวฟ้าร้องทำไม” เขาหันมายิ้มมุมปาก “จำไว้นะ สมุนไพรทุกต้นมี ลมหายใจของมัน ฟังให้เป็ แล้วค่อยทำให้มันยอมอยู่ในมือเ้า ที่เหลือก็แค่… อาศัยโชคกับฝีปาก”
“ฟังเหมือนท่านพูดเล่น”
“ข้าไม่เคยพูดเล่น” เจี้ยงหยวนยักไหล่ “แค่บางทีความจริงมันฟังเหมือนล้อเล่นก็เท่านั้น ‘รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง’ เ้าจะชนะทั้งต้นไม้และคน ก็ต้องรู้ทั้งคู่”
เสียงกลองไม้สามครั้งดังขึ้นในลานฝึก หมอกเช้าลอยอ้อยอิ่งเหนือพื้นราวกับกำลังสังเกตการสอบด้วย ผู้าุโซูยืนบนแท่นไม้กลางลาน ใบหน้าย่นแต่ดวงตาคมราวเหยี่ยว “การทดสอบวันนี้มีเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป จัดการสมุนไพรของเ้าให้เสร็จสิ้นทั้งการตระเตรียมและต้มยา ห้ามยืมของผู้อื่น… เว้นแต่เ้าจะมีปากและฝีมือพอจะทำให้เขายอม”
เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังในหมู่ศิษย์ หลายคนขยับตัวเหมือนจะลองท้าทายกติกานี้ บางคนเหลือบมองคู่แข่งราวกับตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่ม “เจรจา” กับใครก่อน
บนโต๊ะยาวตรงหน้ามีสมุนไพรหลากชนิด ทั้งรากกู่หลันขาวนวล ดอกแก้วขาว รากขมิ้น และใบชิงฝูที่มีกลิ่นหอมขม ไฟถ่านในเตาหม้อทองเหลืองลุกสีนวล ราวรอคอยจะได้แผดความร้อนสู่สมุนไพร
หานเหวินก้มลงตัดรากกู่หลัน แต่เพราะไอน้ำหมอกเกาะปลายมีดทำให้ลื่น รากที่ตัดกลิ้งตกโต๊ะ เขารีบคว้าแต่ไม่ทันดินชื้นบนพื้นได้เลอะเนื้อสมุนไพรไปแล้ว
“โอ้โห… ทำไมมือเ้าสั่นเหมือนคนเพิ่งหนีเสือมา?” เสียงเจี้ยงหยวนดังขึ้นข้าง ๆ พร้อมรอยยิ้มยียวน “จะให้ข้าสอนวิธีจับมีดแบบไม่ฆ่าตัวเองไปด้วยเลยไหม?”
หานเหวินขมวดคิ้ว “นี่มันไม่ใช่เวลาล้อเล่น”
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น… แค่ว่า.... ” เขาหยิบรากกู่หลันของตัวเองขึ้นมา กรีดมีดเพียงครั้งเดียว เนื้อรากขาดเรียบเนียนราวใช้ใบมีดิญญา จากนั้นก็วางมันลงตรงหน้าหานเหวิน “เอ้า ถือว่าข้าใจดี”
“แต่ห้ามยืมของคนอื่น”
“ใครว่าข้าให้ยืม? ข้าแค่ ‘ทำตก’ ใส่มือเ้า” เขากะพริบตาใส่ราวกับเป็เื่ธรรมดา
รอบลาน ศิษย์หลายคนทำงานคล่องแคล่ว เสียงสับสมุนไพรดังรัว บางคนใช้พลังปราณช่วยตัดให้เร็วขึ้น ไฟถ่านใต้หม้อบางเตาสว่างวาบราวถูกควบคุมอย่างประณีต กลิ่นสมุนไพรหลากชนิดผสมปนกันจนกลายเป็กลิ่นขมฝาดแต่ชวนตื่นตัว
อาจารย์หลิว หนึ่งในกรรมการคุมสอบ เดินช้า ๆ ตรวจดูงานของศิษย์ ใบหน้าท่าทางเคร่งครัด สายตาคมเหมือนจะอ่านทุกความคิดที่เกิดขึ้นในลาน “อย่าลืมว่าไฟร้อนเกินไปจะเผาทิ้งทั้งสรรพคุณ” เขาพูดกับศิษย์ที่กำลังเร่งจนไฟสว่างเกินพอดี
หานเหวินเริ่มต้มยาของตัวเอง แต่ควบคุมเปลวไฟไม่ได้ ไฟสว่างแรงเกินจนไอน้ำพวยพุ่ง เจี้ยงหยวนเอียงตัวมากระซิบ “เฮ้… เ้าจะต้มน้ำลวกเกี๊ยวให้ข้ากินหรือไง? จับข้อมือให้มั่น ฟังเสียงฟู่ของน้ำไฟ แล้วลดลมปราณลงครึ่งหนึ่ง”
หานเหวินทำตาม ไฟเริ่มนิ่ง แต่เปลวกลับแกว่งอีกครั้งเมื่อเขาสูญสมาธิ เจี้ยงหยวนถอนหายใจ “ดูข้าทำ” จากนั้นก็วางมือทับข้อมือหานเหวิน ส่งกระแสลมปราณบางเบาไหลผ่าน ปลายเปลวไฟสั่นเบา ๆ แล้วคงที่พอดีราวกับมีคนบังคับด้วยด้ายมองไม่เห็น
จากฝั่งตรงข้าม ศิษย์คนหนึ่งชื่อเซี่ยงอู่หันมามองแวบหนึ่ง เหมือนจะรู้ว่าเจี้ยงหยวนลักไก่ช่วย แต่เมื่อสบตาเจี้ยงหยวนก็เหมือนถูกมองทะลุจนต้องหันกลับไปทำงานต่อ
กลิ่นยาที่ต้มเริ่มเปลี่ยนจากหอมขมเป็หวานอ่อน ๆ บ่งบอกว่าสมุนไพรเริ่มหลอมรวมกัน อาจารย์หลิวเดินผ่านมา ยกฝาหม้อหานเหวินขึ้น กลิ่นพุ่งกระทบจมูก เขาชะงักเล็กน้อย “กลิ่นนี้… แปลกจากตำรา แต่ไม่ได้แย่”
เจี้ยงหยวนยิ้มพูดว่า “บางทีของดี… ก็ไม่จำเป็ต้องทำตามตำราเป๊ะ ๆ เสมอไป” พร้อมยักคิ้วให้อาจารย์หลิว
อาจารย์หลิวเหลือบมองเขาและชินชากับความกวนบาทาของเจี้ยงหยวน ถอนหายใจ แแล้วก็เดินต่อโดยไม่พูดอะไร
รอบลาน เสียงเคาะกลองครั้งสุดท้ายดังขึ้น ศิษย์หลายคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ บางคนยิ้ม บางคนสีหน้าซีดเพราะหม้อไหม้ไปแล้ว ส่วนหานเหวินมองหม้อของตัวเองแล้วรู้สึกเหมือนรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด… ส่วนหนึ่งก็เพราะคู่หูขี้กวนที่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ นี่เอง
หลังการสอบรอบที่ 1 ทั้งคู่เดินออกจากลานฝึก ลมเช้าเย็นพัดโชย เสียงนกร้องประสานกับเสียงน้ำไหล เจี้ยงหยวนยกมือไพล่หลัง พูดเสียงเนือยแต่แฝงรอยยิ้ม “เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าการสอบนี่ง่ายจะตาย… แค่รู้จักใช้สมองและคนข้าง ๆ ให้ถูก”
หานเหวินมองเขาแล้วส่ายหัว “ท่านนี่… เหมือนจะสอน แต่ก็เหมือนไม่ได้สอน”
เจี้ยงหยวนหัวเราะ “ก็เพราะบางบทเรียน… ต้องเรียนรู้ระหว่างบรรทัดไงน้อง”
เขาหยุด เดินไปยืนบนโขดหินริมลำธาร หันมามองหานเหวิน “และจำไว้อีกอย่าง ‘ในหมู่เมฆ… มีทั้งฝนชุ่มและพายุร้าย’ อย่าเพิ่งคิดว่าทุกคนในสำนักนี้เป็อย่างที่ตาเ้าเห็น”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจหานเหวินสะดุดจังหวะหนึ่ง ราวกับหมอกยามเช้าเริ่มหนาขึ้นรอบตัวอีกครั้ง…