ตอนที่ 6: เสียงตอบรับและคลื่นใต้น้ำ
วันจันทร์มาถึงพร้อมกับความเงียบ...
ป้าย ‘รับชำระค่าบริการ’ ที่ติดอยู่หน้าร้านโดดเด่นสะดุดตา ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างเหลียวมองด้วยความสนใจ บางคนหยุดอ่านข้อความบนป้ายด้วยความสงสัย แต่แล้วก็เดินจากไป ไม่มีใครก้าวเข้ามาในร้านเพื่อใช้บริการใหม่นี้เลยแม้แต่คนเดียว
คอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ที่มุมเคาน์เตอร์ยังคงเงียบสนิทราวกับเป็เพียงของประดับร้านชิ้นใหม่
“ดูท่าจะไม่มีใครมาใช้หรอก” พ่อเปรยขึ้นมาลอยๆ ใน่บ่าย ขณะที่กำลังจัดเรียงกระป๋องนมข้นหวานขึ้นชั้นวาง แม้จะไม่ได้มองหน้า แต่เตชินท์ก็รับรู้ได้ถึงความกังวลในน้ำเสียงนั้น
“ใจเย็นๆ สิพ่อ ของใหม่ก็แบบนี้แหละ ต้องให้เวลามันหน่อย” เตชินท์ตอบกลับไปอย่างใจเย็น ขณะเช็ดทำความสะอาดชั้นวางของ เขาไม่ได้รู้สึกกระวนกระวายเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีกว่าใครว่า ‘การตลาดแบบปากต่อปาก’ ในชุมชนเล็กๆ นั้นต้องใช้เวลาในการซึมซับ
แม่ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ลอบมองไปยังมุมคอมพิวเตอร์นั้นเป็ระยะๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังระคนกับความกังวลไม่ต่างจากพ่อ
วันแรกผ่านไป... ไม่มีลูกค้ามาใช้บริการเลยสักคน วันที่สองผ่านไป... ก็ยังคงเหมือนเดิม
ความอึดอัดเริ่มก่อตัวขึ้นในบรรยากาศของร้านรุ่งอรุณ พ่อเริ่มถอนหายใจบ่อยขึ้น ส่วนแม่ก็เริ่มถามคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ “แน่ใจนะลูกว่ามันใช้ได้จริงๆ”
จนกระทั่งบ่ายวันที่สาม... ขณะที่เตชินท์กำลังจะหมดหวังและคิดว่าเขาอาจจะประเมินสถานการณ์ผิดไป ประตูร้านก็ถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างของหญิงชราคนหนึ่ง
“ยายสมร!” แม่ร้องทักขึ้นด้วยความคุ้นเคย “ลมอะไรหอบมาถึงนี่ได้จ๊ะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”
ยายสมรเป็หญิงชราที่อาศัยอยู่ท้ายซอย ปกติท่านไม่ค่อยได้ออกจากบ้านไปไหนไกลนักเพราะอาการปวดเข่า
“โอ๊ย... ก็ไอ้บิลค่าไฟนี่แหละแม่รุ่ง” ยายสมรพูดพลางยื่นบิลค่าไฟฟ้าที่อยู่ในมือให้ดู “มันจะหมดเขตวันนี้แล้ว จะให้ลูกหลานไปจ่ายให้มันก็ทำงานกันหมด จะให้นั่งรถไปการไฟฟ้าเองก็ปวดเข่าเหลือเกิน... พอดีเมื่อเช้าได้ยินคนเขาพูดกันว่าที่ร้านเรารับจ่ายบิลได้แล้วเหรอ เลยลองเดินมาดู”
หัวใจของเตชินท์เต้นรัวขึ้นมาทันที! ‘ลูกค้าคนแรก!’
“ได้จ้ะยาย! ได้เลย!” แม่รีบตอบรับอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะหันมาสะกิดลูกชายที่ยืนอยู่ข้างๆ “ตาชิน... ลูกค้ามาแล้วลูก”
เตชินท์พยักหน้ารับ เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นเต้น แล้วเดินไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทีที่สุขุมที่สุด เขาเปิดโปรแกรมขึ้นมาอย่างคล่องแคล่วราวกับทำมาแล้วนับร้อยครั้ง
“ขอบิลหน่อยครับคุณยาย” เขารับบิลมาแล้วเริ่มคีย์ตัวเลขรหัสลูกค้าและจำนวนเงินลงไปในระบบอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
พ่อแอบเดินมายืนดูอยู่ข้างหลังเงียบๆ
หลังจากตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อย เตชินท์ก็กดปุ่ม Enter เพื่อยืนยันการชำระเงิน
เสียง “แกรกกก... ซี่ดดดด... แกรกกก... ซี่ดดดดดด!” ของเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง ทำลายความเงียบของร้านในยามบ่าย ยายสมรถึงกับสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความใ
เตชินท์ฉีกใบเสร็จรับเงินที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยออกจากเครื่องพิมพ์ แล้วประทับตราร้าน ‘รุ่งอรุณ’ ลงไปอย่างสวยงาม ก่อนจะยื่นให้ยายสมรพร้อมกับเงินทอน
“เรียบร้อยแล้วครับคุณยาย ค่าบริการ 10 บาทครับ”
ยายสมรรับใบเสร็จไปดูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่ง “โอ้โห... เร็วจริงๆ ไม่ต้องไปรอคิวนานๆ เลย ดีจริงๆ” ท่านพูดพลางยิ้มจนเห็นฟันฟางที่เหลืออยู่ไม่กี่ซี่ “สะดวกแบบนี้ ต่อไปนี้ยายมาจ่ายที่นี่ทุกเดือนเลยดีกว่า”
“ได้เลยครับคุณยาย” เตชินท์ยิ้มรับ
“เอ้อ... แล้วไหนๆ ก็มาแล้ว... ขอน้ำปลาขวดนึง กับไข่ไก่แผงนึงด้วยสิแม่รุ่ง ี้เีเดินหลายรอบ”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนเสียงระฆังแห่งชัยชนะที่ดังก้องอยู่ในใจของเตชินท์!
ทฤษฎี ‘การซื้อของพ่วง’ ของเขาได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็ความจริง!
หลังจากยายสมรเดินออกจากร้านไปพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ แม่ก็หันมามองหน้าเตชินท์ด้วยแววตาที่เป็ประกาย “เก่งมากลูกแม่! เห็นไหมพี่... ฉันบอกแล้วว่ามันต้องได้ผล”
พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่ท่านก็เดินกลับไปทำงานต่อด้วยสีหน้าที่ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด กำแพงน้ำแข็งแห่งความไม่เชื่อใจได้เริ่มละลายลงแล้ว
ข่าวการให้บริการรับชำระบิลที่ร้านรุ่งอรุณแพร่สะพัดไปทั่วทั้งซอยอย่างรวดเร็วผ่านเครือข่ายที่ทรงพลังที่สุดในโลก... นั่นคือ ‘เครือข่ายแม่บ้านและผู้สูงอายุ’
จากหนึ่งคน กลายเป็สองคน... จากสองคน กลายเป็สิบคน...
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ มุมคอมพิวเตอร์ของเตชินท์ก็ไม่เคยเงียบเหงาอีกต่อไป ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาใช้บริการตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะ่เช้าก่อนไปทำงานและ่เย็นหลังเลิกงาน พ่อกับแม่ที่ตอนแรกยังใช้เครื่องไม่คล่อง ก็เริ่มเรียนรู้และใช้งานมันได้อย่างมั่นใจมากขึ้นภายใต้การสอนของเตชินท์
และที่สำคัญที่สุด... ยอดขายโดยรวมของร้านก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน จากเดิมที่เคยขายได้วันละไม่กี่พันบาท ตอนนี้ยอดขายกลับเพิ่มขึ้นมาอีก 15-20% อย่างสม่ำเสมอ คนที่มาจ่ายบิลมักจะซื้อน้ำอัดลม, ขนม, บุหรี่, หรือของใช้เล็กๆ น้อยๆ ติดมือกลับไปเสมอ ทำให้เงินในลิ้นชักเพิ่มพูนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ความสำเร็จเล็กๆ นี้ได้เปลี่ยนแปลงบรรยากาศในบ้านไปโดยสิ้นเชิง เสียงถอนหายใจของพ่อหายไป กลายเป็เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็กันเอง ส่วนแม่ก็ดูมีความสุขและกระฉับกระเฉงขึ้นมาก
แต่ในขณะที่ร้านรุ่งอรุณกำลังเบ่งบาน... ร้านโชห่วยอีกร้านหนึ่งที่อยู่ถัดไปสองซอยก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
เจ๊มณี เ้าของร้าน ‘มณีทรัพย์’ นั่งตบยุงอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยสีหน้าหงุดหงิด ปกติแล้ว่บ่ายๆ แบบนี้จะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาซื้อของไม่ขาดสาย แต่หลายวันนี้มานี้ ร้านของเธอกลับเงียบเหงาผิดปกติ
“แปลก... คนมันหายไปไหนกันหมดวะ” เจ๊มณีบ่นกับตัวเอง
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็น ‘ป้าอิ่ม’ ลูกค้าประจำที่ปกติจะต้องแวะมาซื้อยาหม่องที่ร้านเธอทุกสัปดาห์ กำลังเดินหิ้วถุงพลาสติกมาจากทางร้านรุ่งอรุณ
“อ้าว ป้าอิ่ม! ไปไหนมาจ๊ะ ไม่แวะเข้าร้านมณีทรัพย์เลยนะ” เจ๊มณีแกล้งะโทักไปอย่างเป็มิตร
ป้าอิ่มหันมายิ้มแห้งๆ “อ๋อ... พอดีไปจ่ายค่าไฟที่ร้านไอ้รุ่งมันมาน่ะเจ๊ สะดวกดี ไม่ต้องไปไกล”
คำตอบนั้นทำให้เจ๊มณีถึงกับหูผึ่ง “จ่ายค่าไฟ? ร้านนั้นมันรับจ่ายบิลได้ด้วยเหรอ?”
“ใช่สิจ๊ะ! ไม่ใช่แค่ค่าไฟนะ ค่าน้ำค่าโทรศัพท์ก็ได้หมดเลย ไวด้วยนะเจ๊ ไม่ต้องรอคิวเลย” ป้าอิ่มพูดจบก็ขอตัวกลับบ้าน ทิ้งให้เจ๊มณียืนขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจระคนกับความรู้สึกไม่พอใจ
‘ร้านไอ้รุ่งเนี่ยนะ...’ เจ๊มณีนึกในใจ ‘นังรุ่งกับผัวมันจะไปมีความสามารถอะไรทำเื่ไฮเทคแบบนั้นได้... ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ’
คลื่นใต้น้ำแห่งการแข่งขัน... กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ โดยที่เตชินท์ยังไม่รู้ตัว