ควันสีดำกำลังลอยขึ้นหนาสูงบดบังทุกสิ่งตรงหน้า
เสียงลมกรีดแก้วหูดังก้องจนมิอาจได้ยินหรือรับรู้สิ่งใดได้
ดวงตามืดบอดพร่ามัวเพราะแสงที่เจิดจ้าซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
สายลมอันรุนแรงพัดโบกกระหน่ำราวกับพายุ
เป็ประสบการณ์ที่เลวร้ายเหนือจินตนาการอย่างที่ไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อนในชีวิต
"ก่--"
ได้ยินเสียง…
แต่เป็เสียงที่ขาด่จนไม่อาจจับใจความได้
ภาพตรงหน้ายังคงพร่ามัวจนไม่อาจรับรู้ได้คนที่พยายามพูดอยู่นั้นคือใครกัน
"เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น…"
ผมพยายามลุกขึ้นมายืนพร้อมกับตบหน้าตัวเองเพื่อดึงสติ
แต่ขากลับอ่อนแรงจนทำได้แค่ลุกขึ้นมานั่งเท่านั้น
"ท่านแบไรต์! ยังปลอดภัยดีนะครับ! "
ผมใช้เวลากว่าห้านาทีถึงจะเริ่มกลับมารับเสียงและภาพได้อีกครั้ง
คนที่อยู่ตรงหน้าผมคือชายเผ่าสิงโตคนเมื่อกี้
นักรบหนุ่มที่มีอายุมากกว่าผมเล็กน้อยกำลังเข้ามาช่วยประคองตัวผมด้วยความเป็ห่วง
ชุดเกราะอกกับเกราะหัวไหลสีขาวของเขาฉีกขาดปลิวหายไปแล้ว แขนขวาเองก็ยังขาดด้วนหายไป พร้อมกับที่มีร่างกายซึ่งเต็มไปด้วยหยาดโลหิตสีฟ้า
"ท่านแบไรต์… ดีจริง ๆ ที่ท่านยังมี… ชี...วิต… ฝาก...ที่เหลือ...ด้วย...ครับ..."
"...!? "
นักรบหนุ่มคนนั้นพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง ก่อนจะล้มลงไปสิ้นลมหายใจอยู่บนพื้นดิน
ผมทรุดตัวลงไปกองกับพื้นอีกครั้งแทบจะในทันที
หากสังเหตุให้ดีก็จะพบว่ามีหลุมลึกขนาดใหญ่ที่ไม่อาจวัดได้ปรากฏอยู่ตรงหน้า
มันเป็ตำแหน่งที่ผมควรจะยืนอยู่เมื่อกี้
บางทีคงเป็นักรบหนุ่มคนนั้นที่เข้ามาช่วยชีวิตผมเอาไว้ก่อนจะถูกการโจมตีนั้นดับชีวิตลง
ภายในหลุมมีซากศพที่ไหม้เกรียมเหม็นฉุนกระจายอยู่ไปทั่ว…
"... อ๊า"
อยากกรีดร้องแต่ปากกับกรามมันแข็งทื่อไปแล้ว
กองทัพแนวหน้าสามล้าน…
ไม่สิ
ต้องบอกว่ามีถึงสี่ล้านคนถึงจะถูกต้อง
กองทัพสี่ล้านคนรวมเผ่าของผมนั้น น่าจะตายไปถึงหนึ่งในสิบจากแสงสว่างที่ปะทุขึ้นมาเมื่อกี้
ชีวิตของยอดนักรบที่ฝึกมานานนับหลายสิบปีได้พินาศสิ้นไปในชั่วพริบตาเดียว
"ทุกคนบุกโจมตี! การโจมตีแบบนี้ไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องหรอก! พวกเรามีกองทัพที่มากกว่า และยังมีแนวหลังอีกหกล้านชีวิตที่พึ่งพาได้! อย่าได้ไปกลัวมัน! "
เสียงของผู้กล้าชนเผ่ากอลิล่าดังก้องผ่านม่านควันสีดำตรงหน้า
เขาเริ่มทุบหน้าอกตัวเองจนเกิดเป็เสียงรัวโลหะที่ช่วยดึงสติของนักรบให้กลับมาสู่ปัจจุบัน
ใช่ พวกเรามีจำนวนคนมากกว่าอย่างล้นหลาม
ของแค่นี้มันเป็เพียงแค่หินก้อนเล็กที่โยนลงไปใส่มหาสมุทรเท่านั้น
เป็เพียงแค่หยดน้ำที่หายไปจากมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
พวกเรายังไม่แพ้
แต่ถึงจะรู้เช่นกัน ขาของผมกลับไม่ยอมเคลื่อนไหว
มันยังคงสั่นกลัวไม่หยุดอยู่เช่นนั้น
"กองทัพชนเผ่าหมี จัดขบวนทัพ บุกโจมตี! "
"กองกำลังชนเผ่าผสม ยิงตอบโต้ได้! "
ธนูกับศรั์จากบัลลิสต้าได้ถูกลั่นยิงออกไปจากแนวหลัง
ตอนนี้พวกเราเข้ามาในระยะโจมตีหวังผลกันแล้ว
ธนูเล็กใหญ่ที่ติดไฟนับล้านดอกกำลังพุ่งแหวกอากาศเหนือกองทัพสีขาวที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่ง
เป้าหมายของปลายแหลมเ่าั้คืออาวุธท่อสีดำยาวที่ร้ายกาจของอสูรกาย
"... ไม่จริง"
แต่แล้วพวกเราก็ต้องตื่นใอีกครั้งกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน
เปลวไฟที่ควรแผดเผารังศัตรูนั้น กลับลุกท่วมเหนือกำแพงขึ้นมาราวห้าเมตร
ลุกท่วมบนที่ว่างซึ่งไม่มีอะไรอยู่เลยในอากาศเช่นนั้น
เส้นขอบของเปลวเพลิงได้ตีเป็เส้นโค้งสวยงามเหนือกำแพง ราวกับกำลังได้รับพรคุ้มครองจากบางสิ่ง
จากบางสิ่งที่คล้ายกับอำนาจของเทพเ้าพวกเรา
"นี่มัน… เหมือนกับพลังของเทพเ้า [โนอา] ! "
"พวกมันได้รับการคุ้มครองจากเทพเ้า! เป็เทพเ้าของพวกอสูรกาย! "
เสียงกรีดร้องเช่นนั้นดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ใช่ มันเหมือนกับหนึ่งในพลังของเทพเ้าโนอาที่ทรงประทับอยู่ใจกลางทวีปของพวกเรา
นั่นคือกำแพงโปรงแสงที่สามารถปิดกั้นได้ทุกสิ่ง รวมไปถึงการปิดกั้นรับของบูชาจากพวกเราด้วย
"แบบนี้จะสู้ยังไงละนั่น! "
"ท่านเทพ [โนอา] ได้โปรดช่วยพวกเราปราบ [เทพอสูร] ด้วย! "
กองทัพเริ่มสับสนขึ้นมาอีกครั้ง
แม้ผมเองก็ยังอยากจะหันหลังวิ่งหนีไปจากที่นี่เลย
แต่ขาของผมมันยังไม่มีแรง
ผมไม่สามารถแม้แต่จะลุกขึ้นมาจากพื้นได้---
"ทุกหน่วยจงฟังข้า ผู้กล้า [สโมกกี้ควอร์ต] ! "
ในตอนนั้นเองที่เสียงของยอดวีรบุรุษขนสีน้ำตาลควันบุหรี่ได้ดังคำรามกลบเสียงอันอื้ออึงของสนามรบ
ชุดเกราะสีขาวทั้งตัวของเขาได้ฉีกขาดออกครึ่ง และยังเต็มไปด้วยเืสีฟ้าจำนวนมากท่วมกาย
ถึงจะาเ็เจียนตายเช่นนั้น เขาก็ยังคงยืนหยัดชูค้อนาในมือขวาขึ้นสูงได้
ยังสามารถยกค้อนาที่หนักเป็ตันเช่นนั้นขึ้นสูงสู่ท้องฟ้ายามราตรีได้
แสงจันทร์ทั้งสามได้สาดส่องผ่านสนามรบกระทบร่างของเขา จนบังเกิดเป็ร่างเงาขนาดใหญ่ที่ทอดกายเหนือแผ่นดิน
ทุกคนในสนามรบต่างหันไปมองที่ผู้กล้าจากชนเผ่ากอลิล่าเป็สายตาเดียวกัน
"เทพเ้าอสูรแล้วทำไม!?
ศัตรูร้ายกาจกว่าแล้วมันเป็เช่นไร!?
พวกเ้ามาที่นี่เพื่อใคร!?
ชีวิตนี้จะเสียสละเพื่อใคร!?
ไม่ใช่เพื่อลูกหลานของพวกเ้าหรอกหรือ!
วันนี้อสูรกายได้มาเหยียบย่ำยีบนแผนดินของพวกเรา!
พวกมันทำลายผืนป่าของพวกเรา!
ทำลายดินแดนของพวกเรา!
พวกเราจึงตัดสินใจที่จะสู้!
ตัดสินใจที่จะตายในวันนี้!
เพื่อแผนดินของพวกเรา!
แล้วเหตุใดถึงได้แสดงความขลาดเขลากับพลังของศัตรู!
พวกเ้า---"
*เปรี๊ยง! *
"ท่านผู้กล้า [สโมกกี้ควอร์ต] ! "
พริบตานั้นเองที่มีเสียงะเิคำรามดังลั่น พร้อมกับที่แขนขวาของผู้กล้าชนเผ่ากอลิลาขาดกระเด็นออกมาค้อนาของเขาได้ร่วงหล่นกระแทกพื้น อีกทั้งยังมีเืสีฟ้าจำนวนมากไหลออกมาจากแขนราวกับเขือนที่แตกทลาย
แต่ทว่าร่างกายของบุรุษผู้นั้นกลับไม่ยอมล้มลง
เขายังคงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว ประดุจขุนเขาที่ไม่อาจพังทลายลงมาได้เช่นนั้น
"---พวกเ้าลืมเกียรติภูมิของชนเผ่าไปแล้วเช่นนั้นหรือ! "
ชายผู้นั้นไม่ยอมล้มลง
ชายผู้นั้นยังคงไม่ยอมแพ้
ไฟและจิติญญาของนักรบจะไม่มีวันดับ
ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกก้มตัวลงหยิบค้อนาขึ้นมาด้วยมือซ้าย แล้วออกตัววิ่งไปสู่รังของอสูรกายโดยที่ไม่พูดหรือคิดหันกลับมามองพวกเราอีกต่อไป
ต่อให้ตัวคนเดียว เขาก็จะสู้ต่อไป
"โอ๊ววววววว! "
พริบตานั้นเองที่นักรบทุกคนได้สวมิญญาคลั่ง ชูอาวุธขึ้นสูงแล้วคำรามกึกก้อง ก่อนจะออกตัววิ่งไล่ตามแผ่นหลังของชายตรงหน้า
"ขากลับมามีแรงแล้ว…"
คำพูดของผู้กล้ากอลิล่าทำให้ผมกลับมามีแรงอีกครั้ง
ถ้าหันหลังหนีตอนนี้ คงได้เป็การหยามเกียรตินักรบ อีกทั้งยังเป็การหยามเกียรติของพ่อในฐานะลูกชายของผู้กล้าด้วย
อีกอย่าง ด้านหลังผืนป่านี้ไกลออกไปยังมียัยแม่เสือตัวน้อยรอคอยผมอยู่
ถ้าภาพที่โหดร้ายตรงหน้าไปเกิดขึ้นที่เมืองหลวงของพวกเราจะเป็ยังไงกันนะ?
ผมแทบไม่อยากจะจินตนาการถึงมันเลย
"ชนเผ่าสิงโต บุก! "
ด้วยเหตุนี้ผมจึงลั่นคำสั่งโจมตีออกไปอีกครั้ง
"เปิดเส้นทางให้กับทัพปีศาจอาบอก! "
ท่ามกลางกองทัพเกราะสีขาว กำลังมีอีกกองทัพที่โดดเด่นปรากฏตัวขึ้น
หน่วยรบทัพปีศาจอาบอก
มันคือกองทัพที่เกิดจากการใช้สัตว์รูปร่างงูขนาดใหญ่มาขึ้นขี่ แล้วทำารบพุ่งกัน
ด้วยความเร็ว ความแข็งแรง และพิษร้ายของมัน หน่วยอาบอกจึงเป็เสมือนฝันร้ายของศัตรูที่ต้องไปพบเจอในสนามรบ
อสรพิษร้ายขนาดใหญ่กว่าสิบเมตรกำลังเลื้อยผ่านใจกลางสนามรบ พร้อมกับสุดยอดนักรบจากทั้งสิบเผ่าที่อยู่บนหลังอานของมัน
หอก เคียว และบัลลิสต้า อาวุธอันร้ายกาจของเหล่ายมทูตพร้อมที่จะมอบความตายให้กับศัตรูได้ปรากฏขึ้นในสนามรบแห่งนี้แล้ว
"พวกมันยิงออกมาอีกแล้ว! "
"คิดว่าจะตามความเร็วเ้าพวกนี้ทันเรอะ! ฝันไปเถอะ! "
ผมเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
พวกอาบอกที่ใช้ทำามีความรวดเร็วสูงมาก พวกมันสามารถร่นการเดินทางที่นานนับชั่วโมงให้เหลือเพียงนาทีเดียวได้
การจะยิงพวกมันที่กำลังเคลื่อนไหวนั้น อาจยากยิ่งกว่าใช้ธนูเล็งยิงใส่แมลงวันเสียอีก
"ฮะ ฮะ ฮะ ยิงพลาดไปไกลเลยไม่ใช่หรือนั่น? "
เสียงหัวเราะเย้ยหยั่นเช่นนั้นได้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของผม
ะุสีส้มของพวกอสูรที่พร้อมจะแผดเผาแผ่นดินนั้น กำลังพุ่งผ่านแนวหน้า ข้ามหัวของผม ข้ามผ่านไปด้านหลังโดยที่ไม่ได้ทำร้ายใครเลยสักคนเดียว
ก่อนจะเกิดเสียงคำรามดังลั่นขึ้นมาจากทางด้านหลังไกลออกไป พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนจำนวนมากจากแนวหลังของพวกเรา
พวกมันเล็งโจมตีไปที่แท่นยิงบัลลิสต้ากับพลธนูอย่างงั้นหรือ?
แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมามัวสนใจกองทัพแนวหลัง
เพราะบนยอดเนินที่ไร้ศัตรู กำลังมีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว
บางทีที่ศัตรูหายไปเมื่อกี้ คงอาจจะเพื่อไปขนสิ่งนี้กลับขึ้นมาโจมตีพวกเรา
"บัลลิสต้าที่ไม่มีสายรั้ง? "
ผมมีความภาคภูมิใจในสายตาของตัวเองยิ่งกว่าใคร ๆ ในเผ่า ดังนั้นคงไม่ได้ตาฝาดไปเองอย่างแน่นอน
บนยอดเนินที่ทอดยาวหลายร้อยกิโลเมตร มีอะไรบางสิ่งที่คล้ายกับบัลลิสต้ากำลังถูกขนขึ้นมา
มันเป็บัลลิสต้าที่ไม่มีสายรั้งกับศรขึ้นเตรียมยิง แต่ถูกแทนที่ด้วยท่อทรงกลมสีดำจำนวนมากแทน
ท่อเ่าั้คล้ายกับท่อั์ที่ติดตามหัวมุมกำแพงรังอสูร แต่ต่างตรงที่มันมีขนาดเล็กกว่ามาก
"อย่าบอกนะว่า---"
สมองของผมเริ่มกรีดร้องพร้อมกับที่หัวใจบีบรัดอย่างรุนแรง
อาวุธนั้นอันตราย
เสียงสายฟ้าคำรามได้ดังเขย่าโลกทั้งใบทันทีที่คิดเช่นนั้น
มันดังรัวโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พร้อมกับส่งวัตถุสีแดงความร้อนสูงออกมาเป็จำนวนมาก
คลื่นวัตถุสีแดงนั้นพุ่งทะลวงร่างเหล่านักรบในแนวหน้าที่ห่างออกมาราวหนึ่งร้อยเมตรจากแนวกำแพงดินของศัตรู
คลื่นสีแดงอันร้ายกาจได้โถมเข้าใส่ยอดนักรบประดุจคลื่นทะเลที่ซัดเข้าฝั่ง
กองทัพปีศาจอาบอกที่ขึ้นชื่อเื่ความเร็วเอง ก็ยังไม่อาจหลบการโจมตีทุกตารางนิ้วเช่นนี้ไปได้
"บุกทะลวงมันเข้าไป! "
แต่ของแค่นั้นไม่สามารถดับเปลวไฟนักรบของพวกเราได้อีกต่อไป
ไม่ใช่ในวันนี้
พวกเราใช้กองกำลังที่เหนือกว่าโถมเข้าสู้
หนึ่งชีวิตจะกลายเป็โล่ให้กับพวกพ้องด้านหลัง
หนึ่งชีวิตจะกลายเป็สะพานที่พาพวกเราไปสู่เส้นชัย
"โอ๊ววววว! "
ผมวิ่งตามกองทัพหมีที่กางโล่อยู่ตรงหน้า
โล่เฮเดสที่แข็งแกร่งแตกพังทลายราวกับเป็แผ่นกระดาษ
แต่นักรบหมีได้ใช้ร่างเนื้อของตนรับวัตถุสีแดง แล้ววิ่งต่อไปเพื่อสร้างเส้นทางให้พวกเรา
ใช้ตัวเองเป็โล่ให้กับเผ่าสิงโตของพวกเรา
ผมเหยียบย่ำศพของชนเผ่าร่วมแผ่นดิน ก้าวข้ามพวกเขาไปให้ใกล้รังของศัตรูยิ่งกว่าเดิม
ธนูเพลิงกับศรั์ยังคงถูกยิงลอยข้ามหัวไปสู่รังศัตรู
เสียงคำรามยังคงดังรัวไม่จบสิ้น
คลื่นสีขาวยังคงโถมเข้าใส่คลื่นสีแดงแบบไม่คิดชีวิต
"บุก บุก บุก! "
พวกเราเอาชนะได้
คลื่นสีขาวของพวกเรากำลังกลืนพื้นที่ของคลื่นมรนะสีแดง
นั่นไง ผมมองเห็นกำแพงเนินตั้งอยู่ตรงหน้าแล้ว
เงาของกำแพงที่สูงชัน ในที่สุดผมก็มาถึง---
"เชี่ยไรเนี่ย…"
นี่มันไม่ใช่กำแพง
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของผมมันคือกำแพงไม่ผิดแน่นอน
แต่ว่ามันไม่ใช่กำแพงเนินดินของรังอสูร
แสงจากพระจันทร์ที่เคลื่อนตัวตามกาลเวลาได้เผยให้ผมได้เห็นเต็มสองลูกตาว่ามันคืออะไร
สิ่งนี้มันคือกำแพงเนื้อ… เป็กำแพงที่เกิดจากซากศพของพวกพ้องร่วมแผ่นดิน
ซากศพของนักรบในแนวหน้าได้ทับถมกันจนสูงเป็ูเาโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว
ซากศพที่ควรเป็สะพานเชื่อมสู่ชัยชนะให้พวกเรา กลับกลายเป็สิ่งกีดขวางเสียเอง
"ไม่จริง… ทำไมกัน…"
พอมาคิดดูแล้ว พวกศัตรูมันโจมตีที่ระยะหนึ่งร้อยเมตรมาตลอดเลยมิใช่หรือยังไง?
หรือว่าพวกมันจงใจยิงสกัดที่ระยะเดียวมาตลอด เพื่อสร้างเป็กำแพงซากศพขึ้นมาอย่างงั้นหรือ?
คำถามต่อมาคือต้องใช้กี่สิบชีวิต ถึงได้กลายเป็กำแพงศพที่สูงแปดเมตรยาวตลอดแนวชายฝังได้แบบนี้...
"ย๊ากกกก! ”
ที่อีกฟากยังมีเสียงของการต่อสู้ดังอยู่
เสียงนั้นเป็เสียงของผู้กล้าสโมกกี้ควอร์ตของชนเผ่ากอลิล่า กับผู้กล้ารูบี้จากชนเผ่าหมีไม่ผิดแน่นอน
ผมรีบใช้มือทั้งสองข้างปีนป่านกำแพงเนื้อตรงหน้า
ยังมีคนที่ประสบความสำเร็จในการข้ามไปอีกฟากของกำแพงอยู่!
"ตามท่านแบไรต์ไป! "
ชนเผ่าสิงโตต่างเริ่มเคลื่อนทัพตามผม
พวกเราวิ่งข้ามูเาศพ ย่อตัวลงต่ำให้มากที่สุดเพื่อหลบคลื่นะุสีแดงที่โถมเข้าใส่ จนกระทั้งมาถึงยอดเนินศพแห่งนี้ได้สำเร็จ
และนี่คือสิ่งที่ผมได้เห็น
"เลวร้ายที่สุด…"
อีกฟากของกำแพงเนื้อคือทะเลโลหิตสีฟ้า
หน่วยปีศาจอาบอกที่แสนภูมิใจได้ถูกฝังลงไปในดินหมดแล้ว
ไม่มีหน่วยปีศาจอาบอกอีกต่อไป นอกจากนักรบเดินเท้าที่กำลังเข้าโรมรันกับอสูรแมลงตรงหน้า
ซากศพอสูรแมลงขนาดหนึ่งถึงสามเมตรต่างนอนเรียงรายไปตามเส้นทาง แต่ศพของพวกเรากลับมีมากกว่าอย่างทาบไม่ติด
กองทัพผสมชนเผ่าหมีกับกอลิล่าที่เหลือตรงหน้ามีราวหนึ่งพันคนได้
ส่วนพวกเรานั้น… น่าจะเหลือรอดมาเพียงสามพันคนเท่านั้น
ถ้ารวมสองทัพเข้าด้วยกัน ก็จะมีราวสี่พัน
ถึงจะฟังดูมีความหวัง แต่ความเป็จริงคือความสิ้นหวัง
ธนูกับฉมวกไฟที่ยิงต่อเนื่องจนถึงเมื่อกี้เริ่มเบาบางลงจนเรียกได้ว่าไม่มีการยิงสนับสนุนอีกต่อไป
บางทีแนวหลังอาจเสียท่าอาวุธอันร้ายกาจของพวกมันไปหมดแล้ว
สรุปคือกำลังเสียเปรียบเต็มรูปแบบ
แต่ทำไมนะ…
“เข้ามาเลยไอพวกอสูร! "
"อย่าคิดว่าจะล้มฉันคนนี้ได้ง่าย ๆ นะยะ! "
พอเห็นการเหวี่ยงอาวุธของสองผู้กล้าแล้วกลับรู้สึกว่าพวกเราต้องทำมันได้
ทุกครั้งที่เขาทุบด้วยค้อนา ร่างของอสูรแมลงขนาดสามเมตรก็จะถูกบดขยี้เป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ทุกครั้งที่เธอเหวี่ยงขวานา ศัตรูที่ขวางเส้นทางก็จะขาดสะบั้นลง
ด้วยการนำของสองผู้กล้าเผ่ากอลอล่ากับเผ่าหมี เลยทำให้ผู้รอดชีวิตสามารถเคลื่อนแนวรบเข้าไปใกล้ยอดเนินกำแพงได้มากขึ้นทุกที
แถมดูเหมือนว่าอาวุธบนยอดเนินนั้นไม่คิดที่จะเล็งยิงใส่พวกเราที่อยู่ตรงนี้ด้วย
กลัวยิงโดนพวกเดียวกัน? พวกอสูรเนี่ยนะ? จะบอกว่าพวกมันรู้สึกรักพวกพ้องเป็กันด้วยอย่างงั้นหรือ?
เื่แบบนั้นช่างมันเถอะ
“พวกเรารีบตามไปสมทบเร็ว! ”
ตอนนี้ควรรีบไปช่วยสองผู้กล้าก่อน
ผมะโลงมาจากกำแพงซากศพที่สูงแปดเมตรสู่ทะเลโลหิตด้านล่าง ก่อนจะออกตัววิ่งตรงไปสมทบกับแนวหน้าอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าศัตรูของเราจะเชี่ยวชาญการวางหลุมพราง ผมเลยเลือกเดินตามรอยเท้าของคนก่อนหน้าเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
“... เสียงเงียบลงแล้ว? ”
ในตอนนั้นเองที่เสียงสายฟ้าฟาดจากยอดเนินกำแพงได้เงียบหายไป
ประกายไฟที่แผดเผาปากท่อกลมได้หยุดลงไปแล้ว
“นั่นใคร...”
บนยอดเนินกำแพงสูงสิบเมตรตรงหน้านั้น มีเงาของอสูรที่โดดเด่นยืนอยู่สามคน
ร่างหนึ่งคืออสูรแมลงซึ่งสูงเพียงหนึ่งเมตรครึ่ง ผู้มาพร้อมกับชุดเกราะผิวเรียบสีดำทั้งตัว
อีกร่างหนึ่งคืออสูรไร้ขนที่สูงประมาณหนึ่งเมตรหกสิบ.. หรือเจ็ดสิบ? เป็อสูรเพศเมียที่มีผิวขาวและถือไม้พลองยาวสีดำพร้อมกับสวมชุดเกราะสีขาวที่มีลวดลายสีน้ำเงินประหลาดวิ่งไปทั่วร่างกายราวกับเป็เส้นประสาท
และร่างสุดท้ายคืออสูรเขาคู่ที่มีผมสีแดงเพลิง ผิวสีแดงเืหมู ดวงตาสีแดง สูงสามเมตรสี่สิบ
เป็อสูรรายการที่มาพร้อมกับตรีศูลขนาดใหญ่ที่น่ากลัว ราวกับเป็ร่างอวตาลของปีศาจร้าย
อสูรกายทั้งสามคนที่แผ่ออร่าแตกต่างจากอสูรตัวอื่นกำลังเดินตรงลงมาตามความชันของกำแพงที่ลาดขึ้นไป
พวกมันได้มาหยุดลงตรงหน้าของสองผู้กล้าที่ระยะห่างออกไปราวสิบเมตร
“@! $%^&”
เ้าอสูรกายมีเขาเริ่มพูดอะไรบางอย่างที่พวกเราไม่อาจตีความหมายได้
ผมไม่รู้ว่าพวกมัน้าอะไรจากพวกเราถึงได้หยุดโจมตีแบบนี้
แต่ที่รู้อย่างหนึ่ง
“@$& () $$ [บานา] ”
คือเ้าอสูรเขาคู่ตัวนั้นมันมีชื่อว่า [บานา]