ย้อนอดีตกลับมารักเธอ

    ตอนที่25 ร้านเดิมในวันวาน

    “กลับมาเร็วจริงนะบาส พี่นึกว่าจะกลับมาสี่โมงเย็นเหมือนทุกทีซะอีก” พี่เมย์ทัก เธอนั่งชันเข่าดูทีวี ส่วนพี่น้ำนั่งพิงผนังบาสนั่งลงบนพื้น ในมือมีจานแมลงทอด หยิบใส่ปากแล้วบอกว่า “ก็พอดีกันต์มันได้คนใหม่เตะบอล บาสก็เลยกลับบ้าน”บาสคนก่อนไปเล่นข้างนอกนานถึงสี่โมงเย็นดีไม่ดีก็มืดค่ำดึกดื่น กว่าจะกลับถึงบ้านก็ทำให้เป็นห่วงไม่น้อย“ไม่ใช่ถูกไล่กลับเหรอ แต่ก็ดีแล้วช่วยไปดูพ่อกับแม่หน่อยสิ ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย” พี่เมย์ยิบฉวยแมลงไปกิน“เอ้าไปไหนล่ะ?” บาสทำหน้างุุนงง แต่สักพักก็ร้องอ๋อ “ไปจับปลาใช่ปะทั้งแม่ด้วย แล้วทำไมพี่ถึงไม่ไปดูเองล่ะ ทำไมมาใช้บาส” “เมย์มันไม่อยากไปเพราะทางเเฉะ อีกอย่างเเดดก็แรงคนอย่างเมย์เหรอจะออกไป” พี่น้ำที่นั่งดูทีวีอยู่ตอบ สร้างความโกรธเคืองให้พี่เมย์ไม่น้อย“ว่าแต่พี่เองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ไม่อยากออกจากบ้านเพราะกลัวแดด” “ว่ายังไงนะ! พี่น่ะเหรอกลัวแดด?” พี่น้ำถลึงตาใส่“ก็ใช่ไง เอ๊ะหรือว่าไม่ใช่...” มีรอยยิ้มอยู่บนริมฝีปาก เมย์รู้แน่ว่าพี่น้ำต้องไม่ไปนาแน่ๆ“ไม่พูดด้วยแล้ว!” พี่น้ำกระทืบเท้าตึงตังก่อนจะเดินขึ้นไปบนบ้านพี่เมย์ที่เป็นฝ่ายชนะหัวเราะคิกคัก หันมาหาบาสด้วยรอยยิ้มสดใส “แล้วนี่ยังนั่งยิ้มอะไรอยู่ ทำไมไม่ไปหาพ่อกับแม่ล่ะ”“อือๆ ไปก็ได้” บาสพยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืน หากมัวแต่เถียงกันไปกันมาทั้งวันคงไม่จบ เขาจึงยอมแพ้“นี่เดี๋ยวสิ แมลงอ่ะวางไว้ด้วย” พี่เมย์ชี้ไปที่มือของบาส สิ่งที่เธอชี้ไม่ใช่อะไรอื่น หากเป็นแมลงกระชอนในจาน“จะสะบายใหญ่แล้วนะ” บาสยื่นจานให้แล้วขึ้นขี่จักรยาน กำลังจะปั่นได้ยินเสียงพี่เมย์บอกว่า“ก็คนเป็นพี่มันก็ต้องสบายกว่าคนเป็นน้องปะ เอ้อนี่บาสคืนนี้ดักจับแมลงอีกนะ”“อือๆ ถ้าพี่อยากกินก็ไปเปิดไฟดักเองนะ เข้าใจมั้ย” เขายังไม่อยากดักจับแมลงแล้ว เหตุผลก็รู้ๆ“เข้าใจแล้วครับ” พี่เมย์หันมาสนใจทีวีต่อ บาสส่ายหน้าแล้วปั่นจักรยานฮาโร่สีเขียวออกจากบ้าน ถนนหนทางในหมู่บ้านดอนมดยังเป็นดินแดง ซึ่งต่างจากอนาคตที่เป็นปูนซีเมนต์ เวลานี้ปั่นจักรยานโคลนดีดใส่หลังนักแล โดยเฉพาะจักรยานของบาสที่เน้นแต่งหล่อด้วยแล้ว เรียกได้ว่าโคลนแทบจะเต็มหลังออกจากบ้านก็ขับมาทางซ้าย ผ่านบ้านเรือนประมาณสิบกว่าหลังแล้วเจอทางสามแยก มีศาลาอยู่ที่ข้างทางที่ตรงข้ามเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวของยายบ๋วย ติดป้ายราคาชามละยี่สิบบาท ได้กลิ่นหอมๆท้องก็ร้องดังจ๊อกๆ หากแต่บาสไม่ได้หยุดกิน ปั่นไปข้างหน้าโดยไม่เลี้ยวไหน ยังคงมีบ้านเรือนอยู่บ้างประปรายบริเวณนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นบ้านไม้ยกสูง ไม่ใช่ส่วนใหญ่สิเรียกว่าทั้งหมดดีกว่าฉ่า ฉ่า อีกไม่กี่อึดใจก็ขับออกจากหลังหมู่บ้านสู่ทุ่งนาใหญ่แล้ว เผอิญได้ยินเสียงข้างทางจึงหยุดรถดู มันเป็นร้านของป้าชมพู แกทำเพิงหมาแหงนขายส้มตำและผัดหมี่ ถึงแม้จะเป็นแค่เพิงเล็กๆแต่ก็มีคนเข้าออกร้านไม่ขาดสาย นั่นเพราะความอร่อยในฝีมือของแกนั่นเองแม้แต่บาสยังอดกลืนน้ำลายไม่ได้ ส้มตำครกละ 15 บาท ถือว่าถูกมากสำหรับยุคนี้แต่หากเป็นยุคอนาคตอย่างต่ำก็ครกละ 50 ส่วนผัดหมี่นั้นราคา 20 บาท ใส่ไข่ด้วยก็ 25 คนในหมู่บ้านดอนมดมีหลายคน โดยเฉพาะทางแถวสามแยกนี้พวกเขามักจะนัดกันเล่นไพ่ แทงไฮโลตามประสาชาวบ้าน ผัดหมี่และส้มตำขายดีส่วนหนึ่งก็มาจากคนพวกนี้ “ว่างหรือเปล่าครับป้า” บาสจอดรถไว้แล้วถามป้าชมพู จริงๆก็อยากขับไปนานะแต่เพราะกลิ่นของผัดหมี่ที่แสนคิดถึง มันทำให้คิดถึงความหลังเก่าๆ เขาเลยอยากกินอีกสักครั้ง“ว่างสิลูก จะเอาอะไรเหรอ” ป้าแกยิ้มแย้มแจ่มใส่ ถึงแม้จะเรียกว่าป้าก็เถอะแต่จริงๆอายุแกแค่ 35 เท่านั้น ผมยังไม่หงอก ฟันยังมีครบเกือบทุกซี่ ใบหน้ายังขาวผ่องสดใส “ขอผัดหมี่ใส่ไข่กับตำปูปลาร้าครกนึงครับ”“แล้วจะกินนี่หรือใส่ถุงจ้ะ” “อืม...” บาสมองไปยังโต๊ะพับและเก้าอี้พลาสติกซึ่งตอนนี้ยังเปียกอยู่เล็กน้อย มันก็ไม่แปลกที่โต๊ะต่างๆจะเปียก ร้านป้าชมพูเป็นแค่เพิงหมาแหงน ทำเล่นๆไม่ได้กะว่าจะขายตลอดไป“มองอะไรอยู่ลูก อ๋อ...โต๊ะมันเปื้อนใช่มั้ย เดี๋ยวป้าจัดการเอง” ป้าชมพูรู้ได้เลยว่าบาสกำลังคิดอะไรอยู่ แกตะโกนเรียกลูกสาวที่อยู่ในบ้านให้ออกมาเช็คโต๊ะ สักพักก็มีหญิงสาวออกมา เธอสวมเสื้อคอกลม กางเกงกีฬาสีขาว ใบหน้าขาวหมดจดไม่ต่างจากป้าชมพู เธอไม่ใช่ใครอื่น หากเป็นเพื่อนของพี่น้ำ ชื่อว่าพี่ทราย“อ้าวนั่นบาสไม่ใช่เหรอ วันนี้นึกหิวหรือไงถึงมาจนบ่าย” พี่ทรายหยิบผ้ามาเช็ดโต๊ะบาสถอยหลังออกมานิดหน่อย “พอดีจะปั่นจักรยานไปที่นา ได้กลิ่นผัดหมี่หอมๆของป้าชมพูอดใจไม่ไหว เลยแวะเข้ามากินซะหน่อย”“แหม...หอมถึงขนาดนั้นเชียว” พี่ทรายหัวเราะ “นี่เเม่ บาสบอกว่ากลิ่นผัดหมี่หอมจนอดใจไม่ไหวแน่ะ”ป่าชมพูกำลังผัดหมี่อยู่ เสียงฉ่าๆเลยค่อนข้างดัง ทำให้แกฟังผิดไปว่า “อะไรนะ บาสชอบลูกเหรอ”“ไม่ใช่นะแม่!” “อะไรนะแม่ไม่ได้ยิน เข้ามาบอกแม่ใกล้ๆซิลูก”“โหยงั้นช่างเถอะ!” พี่ทรายเช็ดเสร็จแล้ว หันไปมองบาสด้วยท่าทางเอาเรื่อง “กำลังหัวเราะอะไร เดี๋ยวแอบใส่พริกสิบเม็ดเลย”“สิบเม็ดบาสก็กินได้” บาสนั่งบนเก้าอี้ เท้าคางมองไปยังหญิงสาวตรงหน้า สีหน้าเธอดูเอาเรื่องไม่น้อยพี่ทรายที่กำลังจะเอาผ้าเช็ดโต๊ะไปเก็บเป็นต้องหยุด จากนั้นนั่งฝังตรงข้ามบาส “งั้นมาพนันกันมั้ย ถ้าบาสกินไม่ได้ล่ะก็จะต้องโดน....” “โดนอะไร” บาสยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “แต่มันไม่แฟร์มั้งที่จะให้บาสกินคนเดียว เรามากินแข่งกันดีกว่าด้วยพริกสิบเม็ด! ใครกินไม่หมดถือว่าแพ้!” “จะเอาอย่างนั้นเหรอ! ก็ได้พี่รับคำท้า ถ้าหากบาสกินได้หมดล่ะก็พี่จะไม่คิดเงินอาหารสักบาทเดียว แต่ถ้าหากบาสกินไม่ได้ล่ะก็จะต้องเลี้ยงหมูปิ้งพี่เท่ากับราคาอาหารที่กิน ตกลงมั้ย” พี่ทรายเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย อาจเป็นเพราะเหตุนี้จึงทำให้เธอเสียชีวิต...ไปกับทริปบิ๊กไบค์“ได้สิ ใครกลัวล่ะ” “งั้นก็ดี ล้างปากไว้รอเลย จะตำให้แซ่บระยำปากเลยคอยดู!!” พี่ทรายลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าครกจากนั้นหันไปบอกป้าชมพู “นี่แม่ เดี๋ยวทรายขอจัดการตรงนี้เองนะ พอดีบาสอยากได้เผ็ดๆน่ะ”“ตามสบายเลยลูก” “แซ่บระยำปากเหรอ? เป็นชื่อที่ไม่เลวเหมาะที่จะเอามาตั้งชื่อร้าน” บาสหันหน้าไปมองพี่ทราย แหมท่างทาของเธอยังกับมือกลองอาชีพ ควงสากกะเบือรัวๆ จากนั้นใส่พริก กระเทียม ลงไปโขลกดังโป๊กโป๊ก มองจากตรงนี้จะเห็นก้นและต้นขาชัดเจน เป็นวิวที่สวยน่าชมดู “อะเเฮ่มมองอะไรจ้ะลูก” ป้าชมพูเดินเข้ามาพร้อมกับผัดหมี่ในมือ ผัดหมี่กำลังส่งควันหุยๆออกมา กลิ่นหอมน่ารับประทานยิ่ง“เอ่อ...ก็อยากจะรู้ว่าพี่ทรายใส่พริกสิบเม็ดจริงๆ หรือเปล่าเท่านั้นแหละครับ” บาสยิ้มเจื่อน“เหรอจ้ะ เอ้านี่จ้ะผัดหมี่ใส่ไข่ร้อนๆ กินให้อร่อยนะ” ป้าชมพูคงจะรู้แหละว่าบาสมองอะไร แกทำเพียงยิ้มๆเท่านั้น “ขอบคุณครับ” บาสยังไม่เริ่มกินเพียงมองหน้าตาอาหารเท่านั้น ผัดหมี่ป้าชมพูไม่เหมือนใครเขา แกใส่ซีอิ๊วดำจนเส้นดำปี๋ แต่ทว่ารสชาติอร่อยอย่าบอกใครเชียวไม่นานพี่ทรายก็ยกจานส้มตำสองจานมาวาง ส้มตำสีแดงสดพร้อมกับกลิ่นหอมๆ มีปูนาดองตัวใหญ่สองตัวชวนให้น้ำลายไหลแท้“นี่...จะถอนตัวตอนนี้ก็ยังทันนะ” พี่ทรายนั่งฝั่งตรงข้าม ยื่นช้อนให้บาสและยักคิ้วบาสรับช้อนมา นัยน์ตาจ้องส้มตำสีสด “พี่ทรายหลังจากนี้คงจะโดนป้าชมพูดุนะ”“หืม...ทำไมพี่ถึงโดนดุล่ะ” พี่ทรายมองมาด้วยความสนใจ เกิดคำถามขึ้นในใจเล็กน้อย“ก็เพราะพี่จะแพ้ไงล่ะ เอาล่ะมาเริ่มกันเถอะ เดี๋ยวผัดหมี่บาสจะเซ็งหมด” “หึหึ คิดว่าจะชนะเหรอ? ก็เอาสิมาเลย พี่พร้อมอยู่แล้ว” แล้วก็ตักส้มตำเข้าปาก คำแรกที่กินเข้าไปถึงกับชาลิ้น ให้ตายสินี่มันส้มตำอะไร? ไม่ใส่น้ำตาลเลยหรือไงจ้ะ แต่ถึงยังไงบาสก็ไม่ได้บ่น เมื่อเผ็ดก็ตักผัดหมี่เข้าปาก “อะไรกันทำไมถึงกินไม่หยุดนะ ทั้งๆที่เราใส่พริกไปตั้งเยอะแยะ แถมยังไม่ใส่น้ำตาลเลยสักช้อน!” พี่ทรายดื่มน้ำลงไปหลายอึก มองบาสด้วยความตกตะลึง เขากำลังกินสองอย่างไปพร้อมๆกัน มือขวาคีบตะเกียบเอาผัดหมี่เข้าปาก ส่วนมือซ้ายใช้ช้อนยาวตักเส้นมะละกอเคี้ยวเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว การกระทำของเขาดูน่าประหลาด ซึ่งบาสไม่รู้เลยว่าตัวเองทำให้พี่ทรายอึ้งอยู่ ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาจะกินได้ เพราะนี่เป็นร้านอาหารที่คิดถึง หลังจากพี่ทรายตายป้าชมพูก็เลิกขาย การมากินครั้งนี้จึงเหมือนความหลัง ย้อนกลับไปยังวัยเรียน นั่งร้านประจำรสชาติบ้านๆ ที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่ “อ่า...!” บาสดูดปูตัวสุดท้ายก่อนจะส่งเสียงเรอ พี่ทรายที่นั่งอยู่ตรงข้ามมองมาแปลกๆ เธอไม่ได้กินต่อแล้ว ตั้งแต่เริ่มตักเข้าปากเพียงห้าคำแล้วมัวแต่มองบาส“กินไปได้ยังไง...เผ็ดตั้งขนาดนั้น” พี่ทรายถาม ขนาดเธอกินไปไม่กี่คำเหงื่อยังออกเลย“ก็มันอร่อย”“แค่เนี้ย?” “ใช่ ยังต้องมีคำตอบอื่นอีกหรอ โดยเฉพาะส้มตำฝีมือพี่นะ ถูกปากมาก...!” บาสดื่มน้ำเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นยืน “ไปล่ะนะพี่ ขอบใจหลายที่เลี้ยง”ว่าแล้วก็เดินไปขึ้นจักรยาน พี่ทรายที่นั่งเงียบนานตะโกนบอก “นี่ ครั้งหน้าไม่แพ้แน่”“ฮ่าฮ่า พี่อยากจะแพ้อีกเหรอ ก็มาครับ บาสพร้อมเสมอ” เมื่อเขาปั่นจักรยานไปไกล ป้าชมพูก็เข้ามา มองจานที่ถูกกวาดเรียบเกลี้ยงก่อนจะมองลูกสาว “นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่มีคนกินฝีมือลูกหมด ทั้งๆที่มันมีแค่รสชาติเดียว”“ค่ะ...คงถูกปากเขาล่ะมั้งคะ” มีรอยยิ้มเล็กๆบนริมฝีปาก