ทันทีที่พลังปราณไหลสู่หัวใจมันเหมือนมีบางอย่างเกิดขึ้น ราวกับว่ามีกำแพงมาขวางกองทัพเอาไว้หลังจากที่กอนล้มลงไปกองอยู่บนพื้น ลมปราณในตัวของเขาก็เหมือนกับม้าที่หลุดออกจากบังเหียน มันวิ่งพล่านไปทั่วร่างกายของเขา แต่ยังดีทีเขาสามารถคงสติไว้ได้ เขารู้ตัวดีว่าตอนนี้สถานการณ์ของเข้าขั้นวิกฤติ หากไม่ทำอะไรสักอย่างเขาต้องจบชีวิตแบบนี้แน่ๆ
ความเ็ปทีมีนั้นไม่ต่างจากตอนฝืนใช้พลังธาตุสักเท่าไหร่ ดีไม่ดีมันอาจมากกว่าด้วยซ้ำ เขาพยามรวบรวมลมปราณทั้งหมดเพื่อทะลวงผ่านหัวใจไปให้ได้ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เรี่ยวแรงของเขาก็ลดน้อยถอยลงทุกที เขาไม่รู้ว่ามันผิดพลาดที่ตรงไหน ขั้นตอนทุกอย่างล้วนทำตามหนังสือทั้งสิ้น ความคิดทั้งหลายพรั่งพรูออกมาไม่หยุด กอนได้แต่คิดหาสาเหตุไปเรื่อยๆ และในที่สุดเขาก็คิดออก
“ใช่แล้วหัวใจ หัวใจของเรา ปัญหามันต้องอยู่ที่นี่แน่นอน” เมื่อคิดออกกอนจึงตัดสินใจเสี่ยงเป็ครั้งสุดท้ายหาก ล้มเหลวเขาต้องตาย ถ้าไม่ทำเขาก็ตายอยู่ดี ดังนั้นกอนจึงรวบรวมลมปราณอย่างเร่งรีบ คราวนี้เขาไม่คิดทะจะใช้ลมปราณบุกฝ่าไปแบบเดิมอีก เขารวบรวมให้มันอยู่ในจุดๆ เดียวกันก่อนแล้วจึงบีบอัดมันให้เล็กลงเรื่อยๆ จากนั้นก็บังคับให้มันพุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน
ทันทีที่เขาทำการทะลวงก็เกิดเสียงดังสั่นหวั่นไหวขึ้นมาอีกครั้งในร่างกายของกอน หัวใจเขายังคงหยุดเต้นเช่นเดิม การบุกทะลวงรอบนี้ก็ยังล้มเหลวอีก เขาจึงตัดสินใจกระแทกลมปราณไปเรื่อยๆ และในที่สุดมันก็มีผลบ้างแล้ว
ตุ๊บๆ ตุ๊บๆ
หัวใจของเขากลับมาเต้นอีกครั้ง หน้าและปากที่ซีดลงเริ่มเปลี่ยนสีกลับมาเหมือนเดิม แต่เขาก็ยังไม่หยุดบังคบลมปราณเข้ากระแทกไปในจุดที่โดนขวางเอาไว้ มันเหมือนกับเหล่าทหารที่ใช้เครื่องกระทุ้งประตูเมืองเพื่อทำลายและเปิดทางเข้าให้แก่พวกของตน
“เกือบไปแล้ว” กอนคิดอยู่ในใจ หากมันไม่สำเร็จเขาคงต้องไปโลกหน้าอย่างแน่นอน ตอนนี้จึงทำใดแค่เพียงสงบสติลงเท่านั้น ความหวาดกลัวได้กลายเป็ประสบการณ์เฉียดตายให้กับเขาในครั้งนี้ มันทำให้เขาระมัดระวังในการฝึกขึ้นไปอีก
ลมปราณทีถูกบีบอัดจนแน่นยังคงถูกบังคับกระแทกไปเรื่อยๆ ในห้วงความคิดของเขาตอนนี้เขาเองก็พบอะไรบางอย่างมันเป็เหมือนจุดอะไรสักอย่างที่เล็กเอามากๆ ซึ่งเขาเองก็พึ่งััได้เมื่อสักครู่นี้ และมีพลังงานบางอย่างที่คุ้นเคยรั่วออกมาจากที่นั่น เขาจึงรีบบังคับลมปราณเข้าไปกระแทกไปที่จุดเล็กๆ จุดนั้น
ลมปราณถูกชักนำให้กระแทกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นมาจนทำให้เขาถึงกับสะดุ้ง แต่ครั้งนี้เสียงของมันเปลี่ยนไปจากครั้งก่อน มันไม่ใช้เสียงะเิเหมือนเมื่อสักครู่ แต่เสียงคราวนี้มันเหมือนกับกระจกที่โดนก้อนหินปาใส่
เพล้ง!!!!!!!
ร่างกายของเขากระตุกอย่างแรง พลังธาตุิญญาที่อยู่ในหัวใจของเขาไหลทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง ลมปราณที่พยามจะทะลวงมานานได้ทะลวงผ่านหัวใจไปแล้ว แต่ร่างกายของเขากลับเกร็งและบิดอย่างรุนแรง เพราะพลังธาตุิญญาที่ทะลักออกมา แถมมันยังทะลักออกมาเรื่อยๆ ราวกับมันไม่มีวันหมดและวิ่งพล่านไปทั่วร่างกายเขา
กอนพยามที่จะตั้งสติให้ได้ก่อนที่ลมปราณและพลังธาตุจะตีกันเอง เขารีบจัดการลมปราณก่อนเป็อับดับแรก แม้ร่างกายของเขายังกระตุกอยู่ก็ตาม ความเ็ปในตอนนี้ไม่ต่างจากการฝืนควบคุมพลังธาตุมากนัก
ทว่าตอนนี้ร่างกายของเขาค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างช้าๆ กล้ามเนื้อค่อยๆ ขยายตัวขึ้นมาเล็กน้อย ในที่สุดลมปราณก็สงบลง แต่พลังธาตุิญญาก็ยังวิ่งพล่านไปทั่ว มันวิ่งไปมาทั่วร่างกายของเขากอนพยามควบคุมพลังนี้แต่มันก็ไม่ต่างจากการให้เด็กน้อยขึ้นไปขี่ม้าพยศ
ความอ่อนล้าและความเ็ปเริ่มถาโถมเช้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เปลือกตาของเขาตอนนี้มันหนักอึ้งยิ่งกว่าสิ่งใด เขาไม่สามารถฝืนตัวเองได้อีกแล้ว จนในที่สุดเขาก็ไม่สามารถฝืนทนได้และสลบไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็อะไรหรือ เปล่า
ในขณะที่กอนสลบไปนั้น ร่างทั้งร่างของเขาก็ถูกปกคลุมไปด้วยออร่าสีขาว มันค่อยๆ กระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย กล้ามเนื้อต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เมื่อดูให้ดีๆ แล้วกล้ามเนื้อมันกระชับและเป็สัดส่วนมากขึ้นกว่าเดิม แต่ทว่าขนาดของร่างกายก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
“รายงานครับนายท่าน” ชายสวมชุดคลุมสีดำคุกเช่าแล้วพูดออกมา ก่อนจะก้มหน้าต่ำลง
“ว่ามา” เสียงแหบพร่าดังออกมาจาก คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กระดูกที่ตั้งตระหง่านกลางสถานที่ๆ มีแสงสีเขียวสลัวๆ มันทำให้บรรยากาศดูน่าขนลุกและดูน่ากลัว
“เขาหายตัวไปครับนายท่าน” เสียงของชายสวมชุดคลุมดังออกมา แต่น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและร่างกายของเขาก็สั่นโดยที่เขาไม่อาจควบคมได้ สาเหตุทั้งหมดเกิดจากการที่พวกเขาทำงานผิดพลาด ปล่อยให้เป้าหมายคลาดสายตาไปได้
“บัดซบ ข้าบอกให้เ้าจับตาดูเขาตลอดเวลา แล้วทำไมเกิดเื่แบบนี้ขึ้นมาได้” น้ำเสียงที่โกรธเกรี้ยวเปล่งออกมาจากชายผู้ที่ถูกเรียกว่านายท่านซึ่งนั่งอยู่บัลลังก์ ทำให้บุคคลเบื้องล่างหน้าซีดและเกิดความวิตกกังวล
“ระ...เรียนนายท่าน เขาถูกเด็กคนนั้นจับมัดไว้กับกำแพงดิน แล้วส่งลอยออกไปในป่า ขะ..ข้าน้อยและลูกน้องก็เร่งติดตามไปแล้ว แต่เราไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน จู่ๆ เขาก็หายตัวไปเลยราวกับว่าไม่เคยมีเขาอยู่” เขาพยามบอกเหตุผลทุก อย่าง เพื่อเลี่ยงไม่ให้คนผู้นั้นโกรธ ไม่อย่างนั้นแล้วพวกเขาคงไม่มีโอกาสได้กินข้าวมื้อต่อไป
“แล้วทำไมพวกแกไม่หยุดเ้าเด็กนั้นไว้ละ ห๊า!!!!” เขาะโออกมาพลางกับทุบพนักแขนไปด้วย ทำเอาบุคคลเบื้องล่างต้องสะดุ้ง
“หาเขาให้พบ หากเขาเป็อะไรพวก แกและกลุ่มของแกอย่าได้เสนอหน้ามาหาข้าอีก” สิ้นคำสั่งของเขา ชายผู้สวมชุดคลุมสีดำก็รีบจากไปโดยเร็ว
หลังจากชายสวมชุดคลุมหายไป สตรีผู้หนึ่งก็เข้ามาในห้อง นางค่อยๆ เดินเข้ามาหาชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ผิวของนางมีสีขาวนวลราวกับน้ำนม แขนของนางอ่อนช้อยราวกับผ้าไหม นางเอื้อมไปกุมมือของคนที่อยู่ตรงหน้า
“เขายังอยู่เพียงแต่อาจจะเจออะไรบางอย่างก็เท่านั้น เพราะสีของมันซีดลงไปเล็กน้อย” นางชี้ไปที่อัญมณีที่อยู่บนคอของนาง รูปร่างของมันเหมือนหยดน้ำและมีสีขาวขุ่น ชายผู้นั้นจึงจ้องมองไปยังอัญมณีที่นางกำลังชี้อยู่
จู่ๆ แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นที่อัญมณี มันสาดประกายเจิดจ้าขึนมาท่ามกลางสถานที่ๆ ดูน่าสะพรึงนี้นี้
“์ เขา...เขาทำมันได้ เขา.....” ทั้งสองสองตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของสตรีผู้นั้น นางยกมือขึ้นปิดปาก ประกายตาของนางปรากฏความยินดีขึ้นอย่างชัดเจน ชายผู้นั้นก็เป็เช่นนางเขายินดียิ่งที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ เขาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง และเมื่อเสียงเงียบลงทั้งคู่ก็ลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องๆ นี้
ตาทั้งสองข้างของกอนค่อยๆ เปิดขึ้น ท่าทีของเขาดูมึนงงเล็กน้อย ไม่นานสติทั้งหมดของเขาก็กลับมา เขาจำได้ว่าตัวเองสลบไปหลังจากที่พลังธาตุได้วิ่งพล่านไปทั่วร่างกายของเขา
กอนค่อยๆ ลุกขึ้นแต่เขากลับรู้สึกแปลกๆ จึงค่อยๆ มองไปที่ขาและแขนของเขา มันดูต่างจากเดิมเล็กน้อย จากนั้นเดินออกมาจากถ้ำ แล้วรีบวิ่งออไปริมแม่น้ำ เงาในน้ำนั้นเป็เขาแน่นอน แต่ว่ามันดูเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่เขาก็ ไม่รู้มันว่าเปลี่ยนไปยังไง
กอนทดลองควบคุมพลังธาตุตามที่เคยได้อ่านมา โดยเริ่มจากการบังคับน้ำในแม่น้ำขึ้นมาหนึ่งก้อน ทันทีที่เขาเริ่มบังคับน้ำ พลังธาตุิญญาจากหัวใจก็หลั่งไหลออกมาแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็ธาตุน้ำเพื่อควบคุมธาตุภายนอกร่างกาย และแล้วร้อยยิ้มที่แสนสุขใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ในที่สุดเขาก็ไม่รู้สึกเ็ปเวลาควบคุมธาตุอีกแล้ว
เขาลองควบคุมธาตุอื่นๆ ดูบ้าง ปรากฏว่าธาตุที่สามารถควบคุมได้ดีนอกจากธาตุน้ำแล้วคือธาตุลม ส่วนธาตุดินและไฟนั้นจะเรียกว่าควบคุมได้ก็ดูจะกระดากเกินไปหน่อย เพราะธาตุดินเขาควบคุมได้แค่ฝุ่น ส่วนธาตุไฟมันออกมาแค่สะเกดไฟดวงน้อยๆ เท่านั้น
ซึ่งเป็เื่ปกติของพลังธาตุ เพราะหากถนัดธาตุใดแล้ว ธาตุตรงข้ามจะไม่สามารถควบคุมได้ดังใจถ้าไม่ได้ฝึกฝนอย่างหนัก แต่มันก็เป็เื่ยากอยู่ดีในการที่จะฝึกฝนธาตุที่ตรงข้ามให้ได้เท่ากับธาตุที่เราถนัด และคนส่วนมากก็ไม่คิดเื่ฝึกธาตุตรงข้ามเลย เพราะมันเสียเวลากว่าการฝึกธาตุที่เราถนัดหลายเท่า
คราวนี้เขาลองควบคุมธาตุลมบ้าง พายุลูกเล็กๆ ก่อตัวขึ้นบนมือของเขา จากนั้นเขาจึงปล่อยมันลอยออกไปเบื้องหน้า เมื่อลอยออกไปได้สักพักมันก็ค่อยๆ หายไป แต่กอนยังไม่หยุดแค่นั้น เขาลองควบคุมน้ำให้เป็แส้เหมือนราส แต่แส้เ้ากรรมดันไม่สมประกอบ มันเหมือนเชือกขาดๆ ที่ลอยต่อกันได้มากกว่า และถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะควบคุมพลังธาตุได้แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะควบคุมได้เก่งเลย
การควบคุมธาตุต้องอาศัยความเข้าใจในธาตุนั้นๆ ระดับหนึ่งและต้องฝึกฝนจนชำนาญ อีกทั้งยังมีเทคนิคการควบคุมอีกมากมาย พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือต้องหมั่นฝึกฝนให้เหมือนใช้มือข้างที่ไม่ถนัดทำทุกอย่างได้เหมือนข้างที่เราถนัด
พรึบ!!!!
กองใบไม้และเศษไม้แห้งที่กอนรวบรวมมา ได้ถูกจุดขึ้นด้วยพลังไฟอันยิ่งใหญ่ของกอน ซึ่งเขาคิดเองเออเองเอาทั้งนั้นแถมเขายังตั้งชื่อท่านี้ว่า ะเิประกายไฟ ถึงจะมีชื่อว่าะเิแต่ความรุนแรงไม่ได้ทำให้ใบไม้แม้แต่ใบเดียวกระดิกได้เลย
“ชื่อนี้เหมาะสมยิ่งนัก” เขาพูดพลางทำท่าครุ่นคิดพร้อมกับลูบคางไปด้วย