บทที่ 2
ปวดเศียรเวียนเกล้า!
จวี๋ฮุ่ยลงจากภพ์เยือนภพมนุษย์ เดินเท้าข้ามขุนเขานับร้อยเดินข้ามสายน้ำนับพัน ฝ่าฟันจนแม้แต่นางที่มีกายทิพย์ก็ยังรู้สึกเหน็ดเหนื่อย จนในที่สุดจวี๋ฮุ่ยก็มาถึงจุดหมายในยามวิกาล
เงยหน้าขึ้นมองป้ายประตูเมืองเหนือปราการเหล็ก ตัวอักษรที่แขวนเอาไว้ทำให้นางรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ‘เมืองจูเจียง’
จวี๋ฮุ่ยยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อบนหน้าผาก มองยังประตูเมืองที่ปิดสนิทก็เข้าใจว่าเวลานี้คงมิใช่่เวลาที่ถูกต้องในการเข้าเมือง ดังนั้นจวี๋ฮุ่ยจึงเดินวนมองหาต้นไม้ใหญ่ที่เหมาะสม มีกิ่งก้านสาขาแผ่ขยาย ะโพรวดเดียวก็ขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้ได้ในทันที หย่อนก้นนั่งลงบนกิ่งไม้พิงหลับไปกับลำต้น เตรียมปิดตาพักผ่อนสำหรับวันรุ่งขึ้น
ในใจก็ขบคิดแผนการ คาดเดาว่าจะตามหาขุนพลอสนีโจวอี้ได้อย่างไร เปลือกตาขยับช้าลงทุกขณะใน่เวลาที่กำลังจะหลับ ท้องฟ้ากลับสว่างวาบส่องประกายของกลุ่มดาวขึ้นมาครู่หนึ่งแล้วเลือนหายในทันที ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงทำให้จวี๋ฮุ่ยใจนแผ่นหลังตั้งตรง แต่บรรดาราชครูประจำอารามหลวงก็พากันแตกตื่นกับลางร้าย!
เมื่อใดที่กลุ่มดาวเหม่าซิ่วส่องสว่างเป็พิเศษแสดงว่าจะเกิดา!
จวี๋ฮุ่ยรีบปิดตาแน่น ทำเป็มองไม่เห็นว่าเ้าลูกเจี๊ยบทั้งหกลงมาเผชิญด่านเคราะห์ที่ภพมนุษย์แล้วจริงๆ พยายามข่มอารมณ์เอาไว้แม้ว่าคิ้วกำลังกระตุกยิบๆ เฝ้ากล่อมเกลาจิตใจตนเองว่านางมีภารกิจอันใหญ่หลวง มีหน้าที่ที่ต้องดูแลขุนพลอสนีโจวอี้ให้เติบโตเป็อย่างดี ไม่ได้มีหน้าที่คอยดูแลเหล่าลูกเจี๊ยบ ทั้งตอนนี้นางก็มาถึงหน้าเมืองจูเจียงแล้ว รุ่งสางเมื่อใดนางก็จะออกตามหาขุนพลอสนีโจวอี้!
ห้ามใจอ่อนเป็อันขาด!
จวี๋ฮุ่ยพลิกตัวตะแคงข้างหนหนึ่ง ในใจก็ยังปล่อยวางเหล่าลูกเจี๊ยบทั้งหกไม่ได้
หน้าที่ของเซียนในสิบสองนักษัตรเป็หน้าที่ที่สุขสบายไม่น้อย รอถึงสิบสองปีกว่าจะวนมาถึงรอบทำงาน ความสัมพันธ์ของนางกับสิบเอ็ดเซียนร่วมนักษัตรก็นับว่าเป็สหาย มีขัดแย้งกันบ้างตามการไม่ถูกโฉลกของปีชงแต่ก็ไม่ใช่เื่ราวใหญ่โตอันใด
ระหว่างการรอให้ถึงปีนักษัตรของตนเองย่อมเกิดความเบื่อหน่าย ยิ่งเป็ผู้ที่ไม่ได้มีเซียนใดคบค้าสมาคมด้วยเช่นนางแต่ละวันก็ยิ่งเนิบช้า ว่างเสียจนแทบนั่งนับเส้นผมบนหัว แต่ก็ผ่านมาได้เพราะเหล่าลูกเจี๊ยบทั้งหกที่คอยร้องจิ๊บๆ ตามนางราวกับแม่ไก่ นี่จึงทำให้นางสนิทสนมกับเซียนน้อยทั้งหกมากจริงๆ ...
ขุนพลอสนีโจวอี้มีบุญคุณต่อนาง...นางย่อมทดแทน
เหล่าเซียนน้อยกลุ่มดาวเหม่าซิ่วก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน...
เมื่อพวกเขาผ่านด่านเคราะห์ทั้งที นางควรช่วยเหลือหรือไม่...
“เฮ้อ...”
จวี๋ฮุ่ยถอนใจยาวเพ่งมองท้องฟ้าที่เดิมควรจะมีกลุ่มดาวเหม่าซิ่วส่องแสงแต่ยามนี้กลับไร้ซึ่งกลุ่มดาวลูกไก่เช่นเคย หลุบตามองป้ายเมืองจูเจียงด้วยความกลัดกลุ้มจึงค่อยตัดสินใจได้
ไม่ว่าอย่างไรเื่ของขุนพลอสนีโจวอี้ย่อมต้องมาก่อน เวลานี้เหล่าลูกเจี๊ยบทั้งหกคงยังไม่ทะลุออกจากกระบอกไม้ไผ่ถือกำเนิดเสียด้วยซ้ำ
ยังพอมีเวลา!
รุ่งอรุณสีทองอาบไล้ใต้หล้า ตะวันแรงกล้าสาดส่อง จวี๋ฮุ่ยผ่านการตรวจป้ายประจำกายจากทหารหน้าเมืองด้วยวิชาเวทเล็กๆ น้อยๆ ตราบใดที่ไม่ใช้วิชาเวทใหญ่โตเอิกเกริกส่งผลกระทบเป็วงกว้างตุ่์และไม่ใช้ออกมาต่อหน้าท่านเซียนผู้ดูแลความเป็มาของสามภพ ย่อมไม่ถูกลงโทษ!
จวี๋ฮุ่ยสองมือไพล่หลัง สองเท้าก้าวเดินไปตามเส้นทางในเมืองจูเจียง สองตาสอดส่ายมองหาเด็กชายที่มีโหงวเฮ้งดีๆ สักคน เวลาบนภพ์และภพมนุษย์แตกต่าง ไม่รู้ว่าในระหว่างที่นางเก็บข้าวของพร้อมทั้งพูดคุยกับเหล่าเซียนน้อย ขุนพลอสนีโจวอี้จะมาเกิดยังภพมนุษย์แล้วหรือไม่ จะเป็เ้าหัวสิงโต [1] นอนอยู่ในห่อผ้าหรือว่ากำลังเริ่มหัดเดิน
จวี๋ฮุ่ยเดินวนรอบเมืองจนครบหนึ่งรอบ เห็นเด็กวัยห้าหกขวบที่วิ่งเล่นตามถนน เห็นขอทานน้อยนั่งคุดคู้อยู่ในตรอกมืดๆ มองไปมองมาก็รู้สึกไม่เข้าที
ระยะเวลาสองภพแตกต่างก็จริงแต่นางไม่คิดว่าขุนพลอสนีโจวอี้จะโตเร็วจนวิ่งเล่นได้เช่นนี้ ซ้ำเขายังเป็ถึงขุนพลอสนีต่อ ให้เผชิญด่านเคราะห์ก็ไม่น่าตกต่ำถึงขั้นขอทานหรอกกระมัง...
จวี๋ฮุ่ยผู้ที่ไม่เคยผ่านด่านเคราะห์ด้วยตนเองคิดได้แล้วก็ไม่รอช้า ร่ายเวทพรางตาคลุมกายแล้วมุ่งเดินเข้าไปในเขตพักอาศัยของตระกูลร่ำรวยอาศัยในคฤหาสน์หลังโต เดินเข้าเดินออกบ้านของผู้อื่นโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
หลังจากจวี๋ฮุ่ยเดินผ่านบ้านผู้อื่นมาแล้วสามหลังในที่สุดนางก็พบทารกอายุราวร้อยวันนอนอยู่บนเตียง มือเล็กๆ ของเขากำลังจับดึงนกเจิ้น [2] กลางหว่างขา...
จวี๋ฮุ่ยกะพริบตาสองที ทำเป็มองไม่เห็นแล้วก้าวเดินไปยังบ้านหลังต่อไป
...ขุนพลอสนีโจวอี้คงไม่ดึงนกน้อยของตนเองเล่นหรอกกระมัง
จวี๋ฮุ่ยเดินต่อมาอีกสองบ้านก็เห็นทารกอายุราวหกเดือนนั่งอยู่บนเตียง เขาเป็ทารกขาวๆ อ้วนๆ ราวกับเบาะรองนั่ง แก้มสองข้างทั้งกลมทั้งอ้วน เนื้อหนังมากมายเสียจนแทบปิดบังดวงตาทั้งสอง
จวี๋ฮุ่ยเอียงคอเล็กน้อยกะพริบตาปริบๆ แล้วสะบัดหน้าเมินทารกบนเตียง ก้าวเดินไปยังบ้านต่อไปอีกครา
…ขุนพลอสนีโจวอี้รูปร่างกำยำองอาจ คงไม่มีรูปร่างเช่นพระสังกัจจายน์ตอนอายุหกเดือนหรอกกระมัง
หลังจากนั้นจวี๋ฮุ่ยเดินต่อมาอีกหกบ้านก็เห็นเด็กวัยหนึ่งขวบนั่งอยู่บนเตียง จวี๋ฮุ่ยมองใบหน้าของทารกวัยขวบปีที่แก้มทั้งสองอวบอิ่มจนทำให้มุมปากตกลงแลดูขี้ริ้ว แล้วถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม ก้มหน้าลงเดินไปยังบ้านต่อไป
…ขุนพลอสนีโจวอี้รูปโฉมโดดเด่นเหนือสามัญ ไม่มีทางหน้าตาอัปลักษณ์เป็อันขาด!
วันนั้นทั้งวันจวี๋ฮุ่ยเดินเข้าออกบ้านผู้อื่นไปครึ่งเมืองก็ยังไม่พบทารกหรือเด็กน้อยที่ดูมีโหงวเฮ้งดี วาสนาดีเลยสักคน คิดเอาว่าหากนางยังไม่เจออีกบางคราคงต้องค้นดูอย่างละเอียดไม่เว้นแม้แต่ห้องส้วม...
ภารกิจนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว...
จวี๋ฮุ่ยตามหาขุนพลอสนีโจวอี้ในเมืองจูเจียงอยู่สามปีก็ยังไม่พบแม้แต่เงา อดคิดไม่ได้ว่าการที่มองแต่โหงวเฮ้งคงไม่ได้ผล ตื้นเขินไปสักหน่อย
คาดเดาไว้ว่าหากเซียนบางองค์ที่ประจำอยู่ในเมืองมนุษย์จดจำเทพเซียนที่ลงมาเผชิญด่านเคราะห์ในภพมนุษย์ได้และให้การช่วยเหลือ ด่านเคราะห์หรือบททดสอบจาก์ก็ไม่ต่างจากการเล่นขายของ...
ซ้ำตอนนี้นางก็เริ่มห่วงเซียนน้อยกลุ่มดาวลูกไก่กำลังผ่านด่านเคราะห์ในภพมนุษย์เช่นกัน สามปีแล้วไม่รู้ว่าเ้าลูกเจี๊ยบพวกนั้นจะผ่ากระบอกไม้ไผ่ เกิดกันครบหมดหรือไม่...
ขณะที่จวี๋ฮุ่ยกำลังเกิดความลังเลในจิตใจ คิดอยากตามหาและเฝ้าดูเหล่าลูกเจี๊ยบ อย่างน้อยการตามหาพวกเขาทั้งหกก็ดูง่ายดายกว่าการตามหาขุนพลอสนีโจวอี้
จวี๋ฮุ่ยนั่งห่อเหี่ยวอยู่ในโรงน้ำชา ชั่วขณะนั้นที่นางกำลังจะตัดสินใจได้เสียงเอะอะก็ดังขึ้นด้านนอก มองไปเห็นทหารประจำการในเมืองหลายกองมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งดู แล้วคงมีเื่เกิดขึ้นแน่...
“โจรป่าบุกเข้าวัด! ได้ยินว่าพระในวัดถูกสังหารจนเรียบ!”
ที่แห่งนี้คือโรงน้ำชา ไม่ว่าข่าวสารใดหรือเื่ใดล้วนหาฟังได้ในโรงน้ำชาทั้งสิ้น!
จวี๋ฮุ่ยได้ยินแล้วก็ใ เกิดเื่ร้ายแรงขึ้นในวัดในอารามเช่นนี้ย่อมไม่พ้นความเสื่อมศรัทธา เสี่ยงต่อการสูญเสียพลังบำเพ็ญเพียร อยากรู้ไม่น้อยว่าวัดที่ว่าเป็ของเทพเซียนองค์ใดถึงได้โชคร้ายเช่นนี้!
ไม่ใช่เพียงจวี๋ฮุ่ยเท่านั้นที่ติดตามกองทหารไป แต่ชาวบ้านที่ระงับความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ไม่ไหวก็ติดตามไปด้วยเช่นกัน อารามวัดแห่งนี้อยู่ห่างออกจากเมืองจูเจียงไปราวสามลี้ เป็วัดเล็กๆ บนไหล่เขา ในอารามมีพระประจำเพียงไม่กี่รูปเท่านั้น
เวลานี้กำแพงอารามสีขาวสะอาดกลับแดงฉานจากเืที่สาดกระเซ็นทั่วทิศทาง แม้ว่าทหารประจำการคอยคุ้มกันพื้นที่ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปวุ่นวาย แต่ก็ยากนักที่ทหารเพียงไม่กี่คนจะต้านทานกระแสน้ำ
จวี๋ฮุ่ยถูกชาวบ้านด้านหลังเบียดขึ้นไปด้านหน้าทำให้นางมองเห็นเด็กชายคนหนึ่ง...
“นั่น...เ้าเด็กสกุลจูใช่หรือไม่”
“ชู่! หากเ้าบ้านสกุลจูได้ยินเข้าเ้าถูกตีจนตายแน่ บ้านสกุลจูมีลูกหลานเป็ตัวอัปมงคลได้อย่างไร”
เสียงซุบซิบรอบด้านดังขึ้น จวี๋ฮุ่ยขมวดคิ้วมุ่นมองเด็กชายหัวโตร่างกายซูบผอมมองแล้วเหมือนถั่วงอกที่กำลังยืนนิ่งอยู่ที่ลานหน้าอาราม พื้นลานโดยรอบเด็กชายไร้ซึ่งร่างไร้ิญญาของผู้ตาย แต่เืสีแดงฉานเจิ่งทั่วบริเวณทำให้คิดไปได้หลากหลายว่าก่อนที่ทหารของทางการเข้ามาจัดการ สภาพตรงลานนี้คงไม่ได้ดูดีนัก
“ดูสิ! ผิดจากคำทำนายที่ใด ทั้งๆ ที่รอบด้านดูไม่ได้เพียงนี้แต่เขากลับไม่เปรอะเืแม้แต่หยดเดียว ผู้อื่นตายกันหมดยกเว้นเขา จะคิดเป็อื่นได้หรือ!”
“คำทำนายแม่นยำจริงๆ ก่อนจะเกิดก็มีลางร้ายแล้ว พอเกิดมาฝนก็ตกหนักหลายวันหลายคืนทำให้น้ำท่วมที่นาผู้อื่นจนแทบทำกินไม่ได้”
“หากมิใช่หวาดกลัวคำทำนายจากดาวเหม่าซิ่วว่าจะเกิดา ผลีผลามทำสิ่งไม่ดีแล้วส่งผลต่อบ้านเมือง ป่านนี้เ้าเด็กนี้ก็ตายไปนานแล้ว! ไหนเลยจะนำมาไว้ที่วัดให้ภิกษุรับความอัปมงคล ถ้าไม่มีเ้าตัวโรคร้ายสักคนวันนี้วัดแห่งนี้ก็คงไม่เกิดเื่!”
เสียงซุบซิบพูดคุยดังขึ้นมากมาย แต่ไม่มีคำใดเลยที่จะแสดงความสงสารหรือเห็นใจ จวี๋ฮุ่ยเม้มปากมองเด็กชายด้วยแววตาซับซ้อน
นางไม่รู้จริงๆ ว่าเขาจะใช่โจวอี้หรือไม่...
[1] หัวสิงโต หมายถึง ลูกชิ้น
[2] นกเจิ้น หมายถึง วิหคพิษ แต่ในที่นี้หมายถึงอวัยวะเพศชาย