หน้าห้องจัดงาน
บริเวณหน้าโถงจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ ทหารยามสองนายในชุดเกราะจัดเต็มยืนประจำการอยู่อย่างน่าเกรงขาม ทันทีที่ร่างของเ้าของงานก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้า ทหารทั้งสองต่างโค้งคำนับทำความเคารพอย่างรู้หน้าที่
เซเลสสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกกระเพื่อมเพื่อรวบรวมความมั่นใจ สายตาจ้องตรงไปยังบานประตูไม้แกะสลักคู่ั์ที่ยังปิดสนิท และโดยไม่ต้องมีการส่งสัญญาณใดๆ ทหารทั้งสองนายก็เอื้อมมือไปคว้าที่เปิดประตู ค่อยๆ ออกแรงผลักบานประตูหนักอึ้งนั้นให้เคลื่อนออกพร้อมกันอย่างนุ่มนวล
ครืน...
เสียงไม้แกะสลักลั่นก้องเบาๆ ยามบานประตูเปิดออก พร้อมกับเสียงซุบซิบของแเื่จากตระกูลสำคัญที่มารวมตัวกันอยู่ภายในโถงจัดงานลอยลอดช่องประตูออกมา
"วันนี้คุณหนูตระกูลเรย์จะต้องสวยสง่าและดูดีเป็พิเศษแน่ๆ เลย" เสียงของหญิงสาวจากตระกูลขุนนางคนหนึ่งดังแว่วขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"นั่นสิ... ข้าก็คิดว่าคุณหนูแห่งตระกูลเรย์จะต้องโดดเด่นมากๆ แน่" เสียงสมทบจากแขกอีกคนฟังดูเต็มไปด้วยความคาดหวัง
พริบตานั้น ประตูก็ถูกเปิดกว้างออกจนสุด แสงสว่างสีนวลจากโถงงานอาบไล้ไปทั่วร่างของเซเลสที่เริ่มก้าวเท้าเดินเข้าไปอย่างมั่นคง สายตาหลายนับสิบคู่ในงานหันมาจับจ้องที่เธอเป็จุดเดียว และท่ามกลางแขกเ่าั้ ไอวี่ เด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่ใกล้เสาต้นใหญ่กลางโถงก็จ้องมองตรงมาที่เธออย่างไม่ละสายตา เป็การสบตากันครั้งแรกที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ไอวี่พึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตาที่จ้องมองไปยังเซเลสนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกระแวดระวัง
ไอวี่ "หึ คุณหนูตระกูลเรย์อย่างนั้นเหรอ..."
ใบหน้าของไอวี่ดูเรียบตึง เธอเลือกที่จะยืนกอดอกนิ่งๆ ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางที่เธอมักไม่ค่อยไว้ใจนัก ในจังหวะนั้นเอง สตรีผู้มีท่าทางภูมิฐานในชุดผ้าไหมหรูหราก็เดินเข้ามากระทบไหล่ลูกสาวเบาๆ เพื่อให้เธอรู้สึกตัว
ฟลอร่า แตะไหล่ลูกสาวเบาๆ พลางหันไปทางเ้าของงานวันเกิดด้วยรอยยิ้มที่ดูมีระดับ "ไอวี่... หนูมากับแม่ทางนี้หน่อยสิจ๊ะ"
ไอวี่ "มีอะไรหรือเปล่าคะคุณแม่?"
ฟลอร่า "เข้าไปทักทายท่านหญิงซาร่ากับคุณหนูเล็กหน่อยสิลูก" เธอกระซิบสำทับด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังแต่ยังคงความอ่อนโยน "ดูสิ... วันนี้คุณหนูเซเลสดูโดดเด่นและสง่างามมากเลยนะลูก แม่ล่ะอยากให้หนูเข้าไปทำความรู้จักกับคุณหนูเรย์ไว้จริงๆ ไปเถอะจ้ะ ทำหน้าให้สดใสหน่อยนะลูกสาวแม่"
ไอวี่ลอบทำหน้ามุ่ยลงเล็กน้อยด้วยความอคติ เพราะในใจยังคงนึกระแวงและไม่ชอบใจพวกกลุ่มลูกขุนนางที่เคยดูถูกเธอเอาไว้ ทว่าเมื่อฝ่ามืออุ่นๆ ของท่านแม่ฟลอร่าเอื้อมมากุมมือไว้แน่นเพื่อเตือนสติ เด็กหญิงจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ
เพียงพริบตาเดียว แววตาที่เคยขุ่นมัวก็แปรเปลี่ยนเป็ความสดใส สองแม่ลูกคลี่ยิ้มงดงามพากันเยื้องย่างมุ่งหน้าตรงไปยังจุดที่เ้าภาพยืนอยู่ ฟลอร่าและไอวี่ปรับท่วงท่าการเคลื่อนไหวให้สง่างาม นุ่มนวล แผ่ออร่ารอบตัวให้ดูดีไร้ที่ติตามแบบฉบับมารยาทสังคมชั้นสูง จนไม่มีใครในงานสังเกตเห็นความขุ่นมัวในใจของเธอเลยแม้แต่น้อย
ฟลอร่า "สวัสดีค่ะท่านหญิงซาร่า งานวันนี้จัดออกมาได้งดงามและอบอุ่นมากจริงๆ ค่ะ ฉันเห็นบรรยากาศแล้วอด 'ปลื้มใจ' แทนไม่ได้เลย" ฟลอร่าหันไปหาเซเลสแล้วส่งยิ้มที่ดูสุภาพแต่แฝงความเอ็นดู "โดยเฉพาะคุณหนูเซเลส... ไม่ได้เจอกันพักเดียว โตขึ้นแล้วดูสง่างามผิดหูผิดตาไปเลยนะจ๊ะ เห็นแล้วฉันอดภูมิใจแทนคุณไม่ได้จริงๆ ค่ะท่านหญิง"
เซเลส "ขอบพระคุณในความกรุณาค่ะ" โน้มตัวลงเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม มือทั้งสองจับชายกระโปรงคลี่ออกกว้าง ย่อตัวลงทำความเคารพอย่างอ่อนน้อม ท่าทางที่นิ่งสงบแต่ดูหรูหรานั้นทำให้มาดามฟลอร่าต้องลอบยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
ซาร่า "ขอบคุณมากนะจ๊ะมาดามฟลอร่า... อ้าว แล้วนี่หนูไอวี่ใช่ไหมจ๊ะเนี่ย? โตขึ้นเยอะจนน้าเกือบจำไม่ได้เลยนะ เพราะพักหลังๆ น้าไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลยจริงๆ"
ไอวี่ "สวัสดีค่ะท่านหญิงซาร่า... หนูดีใจนะคะที่ท่านน้ายังจำหนูได้" ไอวี่ย่อตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้
ซาร่า "จำได้สิจ๊ะ... ดูสิ โตทันกันทั้งคู่เลยนะ หนูไอวี่จ๊ะ นี่เซเลสลูกสาวน้าเอง... เซเลส ทักทายหนูไอวี่สิลูก"
เซเลส "สวัสดีจ้ะคุณหนูไอวี่ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ" เซเลสส่งรอยยิ้มบางๆ อย่างสง่างามให้ โดยไม่ได้ย่อตัวลงตามฐานะขุนนาง แต่แววตานั้นกลับดูนุ่มนวลและเป็มิตรอย่างยิ่ง
ไอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มของเซเลสทำให้เธอรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก มือทั้งสองข้างเริ่มยกขึ้นมากุมกันแน่น ขยับไปมาอย่างคนทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าเริ่มขึ้นสีระเรื่อก่อนจะเอ่ยคำอวยพรออกมาด้วยเสียงที่สั่นและตะกักตะกัก
ไอวี่ "สะ... สวัสดีค่ะ คุณหนูเรย์" ยืนหลังตรงตัวเกร็ง สองมือขยำชายกระโปรงจนยับ ก้มหน้าหลบสายตาที่เปล่งประกายของเซเลส "ค... คือว่า สุข... สุขสันต์วันครบรอบ... วันเกิดปีนี้ของคุณหนูเรย์นะคะ! ข... ขอให้มีความสุข... เ้าค่ะ!"
มือที่สั่นเทาของไอวี่ค่อยๆ เอื้อมลงไปในกระเป๋ากระโปรงที่ยับยู่ยี่ เธอล้วงหยิบลูกอมเม็ดเล็กที่พกติดตัวไว้ออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ พลางนึกถึงอดีตที่เคยถูกคนอื่นปฏิเสธและดูถูกจนฝังใจ
"ค... คือว่า นี่เป็ของขวัญเล็กน้อยค่ะ" เธอพึมพำเสียงแ่ ยื่นมือที่กำลูกอมไว้แน่นไปข้างหน้าโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้น เพราะกลัวเหลือเกินว่าเซเลสจะรังเกียจและมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามเหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านมา
เซเลส มองนิ่งครู่หนึ่งและยิ้มกว้างออกมาแบบเป็กันเอง "ขอบใจมากนะคะคุณหนูไอวี่ เป็คำอวยพรที่น่ารักจัง... และข้าชอบลูกอมที่ไอวี่ให้มากๆ เลยจ๊ะ" เซเลสส่งยิ้มหวานให้อีกครั้งพลางเอียงคอเล็กน้อย "ไม่ต้องเรียกห่างเหินขนาดนั้นก็ได้จ้ะ เรียกว่าเซเลสเฉยๆ ก็พอ พวกเราคนกันเองทั้งนั้น อีกอย่าง... ฉันก็ชอบเวลาที่ไอวี่พูดแบบนี้นะคะ มันดูน่ารักและเหมาะกับตัวไอวี่ดีค่ะ"
คำพูดที่เป็กันเองและรอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าของไอวี่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอพยายามจะเอ่ยชื่ออีกฝ่ายตามคำอนุญาตแต่ก็ยังมีความประหม่าหลงเหลืออยู่มาก
ไอวี่ "คะ... ค่ะ คุณหนู... เซะ... เซเลส" ไอวี่เรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างตะกุกตะกักพลางก้มหน้าหลบสายตาด้วยความเขินอาย
ฟลอร่ายิ้มขึ้นเบาๆ "เห็นเด็กๆ ทักทายกันได้แบบนี้ดิฉันก็เบาใจค่ะท่านหญิง พอดีดิฉันมีธุระสำคัญอยากจะปรึกษาท่านหญิงเื่ผ้าจากต่างแดนที่เพิ่งมาถึงสักหน่อย ไม่ทราบว่าท่านหญิงพอจะมีเวลาสักครู่ไหมคะ?"
ซาร่า "โอ้ ได้สิจ๊ะ มาดาม..." หันไปบอกทางลูกสาวตนเอง "เซเลสลูก ถ้าอย่างนั้นอยู่คุยกับหนูไอวี่ไปก่อนนะจ๊ะ พากันไปทำความรู้จักกันไว้สิ จะได้สนิทกันไวๆ ... ไอวี่ น้าฝากเซเลสด้วยนะจ๊ะ"
ไอวี่ "ดะ...ได้ค่ะท่านน้า"
ซาร่า "มิอา ฉันฝากเด็กๆ ทั้งสองคนด้วยนะจ๊ะ"
มิอา "รับทราบค่ะท่านหญิง"
ที่มุมโซฟาสุดหรูริมหน้าต่างบานใหญ่ ภายในโถงงาน
มิอาเดินนำเซเลสและไอวี่มาที่มุมโซฟากำมะหยี่ที่ดูเป็ส่วนตัว แเื่รอบข้างต่างพากันมองตามแล้วกระซิบกระซาบชื่นชมความสง่าของเซเลสไม่ขาดสาย "ดูสิ... สมกับเป็หลานรักของนายท่านตระกูลเรย์จริงๆ กิริยาท่าทางนิ่งสงบเกินวัยมาก"
มิอา "นั่งพักกันตรงนี้ก่อนนะคะคุณหนู เดี๋ยวมีอาจะไปเอาขนมหวานมาเพิ่มให้ค่ะ"
ไอวี่ นั่งตัวเกร็งพลางกุมมือที่สั่นน้อยๆ ของตัวเองไว้ "ซะ...เซเลส แขกในงานมองเธอเยอะจังเลย... ทุกคนดูจะชอบเธอมากเลยนะ"
เซเลส นั่งหลังตรงอย่างสง่า พลางมองไอวี่ด้วยสายตานิ่งๆ "อย่ากังวลไปเลยไอวี่ คนพวกนั้นแค่ตื่นเต้นกับงานน่ะ... ลองทานนี่ดูสิ จะได้หายเกร็ง"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังนิ่งสงบ ทันใดนั้น ฝูงชนที่เคยยืนอออยู่กลางโถงก็เริ่มขยับแยกออกเป็ทาง พร้อมกับเสียงเรียกที่คุ้นเคยดังแทรกออกมาจากกลุ่มแเื่
ซาร่า "เซเลสจ๊ะ! ดูสิว่าใครกลับมาหาลูกน่ะ!"
ฟิวส์ วิ่งนำหน้าแทรกกลางฝูงชนออกมาหาเซเลสที่โต๊ะเป็คนแรก ในมือกอดกล่องของขวัญใบโตไว้แน่น "เซเลสสสสส! พี่มาแล้วววว!"
ตามมาด้วยเอลและคาร์ลที่เดินตามมาด้วยท่าทางสุขุมนุ่มลึกแบบพี่ชายผู้ใหญ่ ทั้งสองถือกล่องของขวัญมาอย่างประณีต พลางมองน้องสาวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
และในจังหวะนั้นเอง ฝูงชนที่เหลือในงานต่างพากันนิ่งเงียบลงทันตา บรรยากาศในห้องโถงพลันเปลี่ยนเป็ความเงียบสงบ ก่อนจะเริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ขึ้นมาเป็ระลอก เมื่อบุรุษร่างสูงโปร่งผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในบ้านเดินรั้งท้ายแทรกตัวออกมาด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยบารมี โดยมีซาร่าและลูกชายทั้งสามคนเดินเคียงข้างมาด้วยกัน
แขกในงาน 1 (กระซิบ) "นั่น... ท่านอีริคไม่ใช่เหรอ? ท่านกลับมาจากภารกิจแล้วอย่างนั้นหรือ!"
แขกในงาน 2 (กระซิบตอบ) "นั่นสิ เห็นว่าหายไปตั้งนาน นึกว่าจะกลับมาไม่ทันงานวันเกิดครบรอบ 5 ขวบของหนูเรย์ซะแล้ว... ปกติที่คฤหาสน์ก็ไม่ได้จัดงานใหญ่โตทุกปีหรอกนะ แต่พอครบรอบห้าปีทีนึงถึงจะจัดใหญ่ขึ้นมาหน่อย ดีนะที่ท่านกลับมาทัน"
แขกในงาน 3 (อุทานเบาๆ) "ท่านอีริคกลับมาแล้วจริงๆ ด้วย..."
ซาร่า ที่เดินนำกลุ่มเข้ามา เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางส่งยิ้มกวักมือเรียกลูกสาว "เซเลสจ๊ะ มานี่สิจ๊ะ... มาหาท่านพ่อสิลูก"
คำพูดของซาร่าทำให้เซเลสที่เคยนั่งนิ่งสงบถึงกับหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เด็กน้อยมองจ้องไปยังใบหน้าคมเข้มที่ดูใจดีของบุรุษผู้มาใหม่ ภาพลักษณ์ของ 'ท่านพ่อ' ที่ท่านแม่เคยพร่ำบอกเล่าให้ฟังมาตลอดห้าปีเต็ม ชายที่เธอไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้าเลยสักครั้งนับั้แ่ลืมตาดูโลก ในที่สุดวันนี้ ภาพในจินตนาการเ่าั้ก็ค่อยๆ ซ้อนทับเข้ากับร่างของคนตรงหน้าอย่างสมบูรณ์
วินาทีที่สายตาของเด็กน้อยประสานเข้ากับั์ตาคู่คมที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา ร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นจนอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน เขาไม่ได้รีบร้อนเข้าไปประชิดตัว ราวกับกลัวว่าจะทำให้ลูกสาวตัวน้อยต้องตื่นใ
"เซเลส..." น้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นเครือเล็กน้อยเอ่ยเรียกชื่อเธออย่างแ่เบา พร้อมกับสองแขนที่ค่อยๆ กางออกกว้างอย่างรอคอย
ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากรอยยิ้มของเขา ทำลายกำแพงความลังเลในใจของเด็กหญิงจนหมดสิ้น ขาเล็กๆ ก้าวพาร่างของตัวเองวิ่งตรงเข้าไปหาอ้อมอกนั้นโดยสัญชาตญาณ
ในอ้อมกอดที่อบอุ่นนั้น อีริคที่ยังคงคุกเข่าอยู่หนึ่งข้างได้โน้มใบหน้าลงไปกระซิบถามที่ข้างหูของลูกสาวเบาๆ
อีริค (ท่านพ่อ) "ของขวัญที่พ่อตั้งใจส่งมาให้... ถูกใจเ้าบ้างหรือเปล่า?"
เซเลส ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผละตัวออกจากอ้อมกอดเล็กน้อย แววตาของเธอเป็ประกายยามที่เงยหน้าสบตากับผู้เป็พ่อ "เอ๊ะ... ดอกไม้ของท่านพ่อเหรอคะ?" พูดจบ เธอก็รีบล้วงมือเข้าไปใต้คอเสื้ออย่างรวดเร็ว ควักสร้อยคอเส้นงามออกมาเผยให้อีริคเห็นชัดเจนว่าเธอซ่อนรักษามันไว้ข้างในเสื้อตลอดเวลา "ข้าใส่มันตลอดเลยเ้าค่ะ... ดอกไม้ของท่านพ่อสวยมากๆ เลย" เซเลสอมยิ้มอย่างมีความสุขพลางก้มมองสร้อยในมือ
อีริค ใบหน้าของผู้เป็พ่อระบายไปด้วยรอยยิ้มที่พยายามยกมุมปากขึ้นอย่างสุขุม ทว่าั์ตากลับแดงระเรื่อและสั่นไหวอย่างไม่อาจปิดบัง หยาดน้ำตาใสเอ่อคลอเต็มเบ้าตาราวกับจะร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ ความตื้นตันอันมหาศาลจุกขึ้นมาจนพูดไม่ออก ได้แต่ทอดสายตามองสร้อยเส้นนั้นด้วยความอิ่มเอมใจ... 'ข้าคิดไว้แล้วว่าสร้อยนี้เหมาะกับลูกข้าที่สุด'
ในขณะนั้นเอง ซาร่าก็ขยับเข้ามาใกล้ พลางใช้มือแตะไหล่ของสามีเบาๆ เป็เชิงสะกิดเตือน
ซาร่า "นี่คุณคะ... เดี๋ยวค่อยแสดงความรักกับลูกต่อทีหลังนะคะ ตอนนี้ต้องเตรียมตัวกลับเข้างานก่อนค่ะ เพราะใกล้จะถึงฤกษ์อวยพรวันเกิดของเซเลสแล้วนะจ๊ะ" ซาร่าเอ่ยพลางละสายตาจากสามีแล้วหันไปสบตากับลูกสาวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
เซเลส พยักหน้ารับคำซาร่าด้วยท่าทางว่าง่าย แต่ในขณะที่กำลังจะเดินเข้างาน เด็กน้อยกลับหยุดชะงัก เธอเริ่มชะเง้อคอมองซ้ายมองขวา กวาดสายตาไปรอบโถงทางเดินอย่างมีความหวัง ก่อนจะหันมาถามผู้เป็แม่ด้วยความสงสัย "ท่านแม่...แล้วท่านปู่ล่ะเ้าคะ ทำไมถึงไม่มาร่วมงานวันเกิดของลูก ลูกไม่เห็นท่านปู่ั้แ่่บ่ายคล้อยแล้วนะเ้าคะ"
ซาร่า มองอาการตาละห้อยของลูกสาวแล้วถอนใจเบาๆ เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วกุมมือเล็กๆ นั้นไว้อย่างปลอบโยน "ท่านปู่ต้องรีบเดินทางไปที่ปราสาทกลางขององค์จักรพรรดิั้แ่่บ่ายแล้วจ้ะลูก พอดีมีจดหมายเรียกตัวผู้นำตระกูลด่วนที่สุดส่งมาถึงที่นี่ ท่านปู่เองก็ดูจะขัดใจอยู่ไม่น้อยเลยล่ะที่ต้องรีบไปประชุมกะทันหันแบบนี้ แต่เพราะเป็เื่สำคัญท่านจึงยอมตัดใจรีบออกเดินทางไปจ้ะ" ซาร่ามองท่าทางของลูกสาวแล้วหลุดยิ้มบางๆ ออกมา "เด็กคนนี้จริงๆ เลยนะ... ติดท่านปู่อย่างกับอะไรดี พอท่านไม่อยู่ก็เหงาเลยล่ะสิเรา"
เซเลส นิ่งไปพักหนึ่ง พลางทำแก้มป่องเหมือนจะงอน แต่เมื่อนึกถึงหน้าที่ที่ท่านปู่ต้องรับผิดชอบ เธก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วส่งยิ้มกว้างออกมา "เข้าใจแล้วค่ะ ในเมื่อเป็งานด่วนที่องค์จักรพรรดิสั่งลงมา... ลูกย่อมเข้าใจดีเ้าค่ะ"
หลังจากนั้น พ่อและแม่ก็จูงมือเซเลสเดินเข้าสู่โถงกลางของปราสาท พร้อมพี่ชายทั้งสามคน เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงแ่เบาสร้างบรรยากาศรื่นเริง แเื่ที่เป็เหล่าขุนนางและคนสนิทต่างหันมามองด้วยความเอ็นดู เมื่อเห็นเ้าของวันเกิดตัวน้อยในชุดกระโปรงฟูฟ่องงดงามราวกับเ้าหญิง
ทั้งหกคนเดินมาหยุดอยู่ด้วยกันที่จุดศูนย์กลางของงาน พ่อของเซเลสยกแก้วขึ้นเล็กน้อยเพื่อขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกคนที่มาร่วมงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและการร่วมดื่มอวยพรให้กับความสดใสของเซเลสในวัย 5 ขวบ ก่อนที่เด็กน้อยจะเริ่มสนุกไปกับเค้กก้อนโตและของขวัญจากคนรอบข้าง ท่ามกลางเสียงหัวเราะแห่งความสุขของครอบครัวที่พร้อมหน้า
ของขวัญใต้แสงจันทร์
บรรยากาศในงานเลี้ยงอวยพรวันเกิดผ่านไปอย่างชื่นมื่น จนกระทั่งเข้าสู่่กลางดึก ภายในห้องนอนของเซเลสเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่าง เซเลสนอนหลับลึกอยู่บนเตียง
ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแ่เบา ร่างของท่านปู่ที่ดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางกลับจากเมืองหลวง ก้าวเข้ามาด้านในอย่างเงียบเชียบ เขาหยุดยืนข้างเตียง มองดูหลานสาวที่หลับปุ๋ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก
ท่านปู่ค่อยๆ วางกล่องไม้เล็กๆ ที่มีตราสัญลักษณ์ประจำตัวลงบนโต๊ะข้างเตียง ภายในคือเข็มกลัดที่ทำจากเกล็ดัลึกลับ ซึ่งเขาสั่งทำขึ้นเป็พิเศษจากช่างฝีมือที่เก่งที่สุดในใจกลางจักรวรรดิเพื่อมอบให้ในวันสำคัญนี้
ท่านปู่ "ปู่ขอโทษที่มาไม่ทันงานของเ้า... งานที่วังนั้นวุ่นวายไปหน่อย แต่ของขวัญชิ้นนี้ปู่ตั้งใจให้เ้าจริงๆ นะ... สิ่งนี้จะเป็เปรียบเสมือนเครื่องรางที่จะคอยคุ้มครองเ้าแทนปู่ ในยามที่ปู่อาจจะไม่ได้อยู่ดูแลเ้าตรงนี้อีกแล้ว"
ท่านปู่เอื้อมมืออันอบอุ่นไปวางกล่องของขวัญชิ้นเล็กอย่างนุ่มนวลไว้ที่หัวเตียงข้างหมอนของเด็กสาวอย่างทะนุถนอม สายตาที่มองดูร่างเล็กที่กำลังหลับสนิทนั้นเต็มไปด้วยความรักและความอาลัย ก่อนจะหมุนตัวเดินผละออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบในเงามืด พร้อมกับเสียงปิดประตูที่แ่เบาที่สุด
สายลมโชยเอื่อยผ่านกรอบหน้าต่างห้องนอนออกไปสู่ความเวิ้งว้างเบื้องนอก แสงจันทร์คืนนี้ยังคงสาดส่องสว่างนวลตา ทอดตัวยาวครอบคลุมไปทั่วอาณาบริเวณอันสงบนิ่งเหนือคฤหาสน์ตระกูลเรย์