“ใช่ พวกท่านอยากลองทำดูไหม” หวังเจี้ยนพยักหน้า ส่วนหวังเจียวส่ายหัวไปมาแล้วบอกว่า เขาไม่สนใจการล่าสัตว์ “พี่หวังเจี้ยนไปกับข้า ไปตัดไม้ไผ่ข้าจะสอนท่าน ใช้เวลาไม่นานหรอกเ้าค่ะ รีบทำตอนนี้ใครจะรู้ว่าตอนเย็นๆ ท่านอาจจะได้ปลากลับไปกินที่บ้านก็ได้นะเ้าคะ”หวังเจี้ยนหันไปขออนุญาตจากพี่ชายของเขา เมื่อหวังเจียวพยักหน้าเป็อันตกลงแล้ว ฟางเซียนเออร์และหวังเจี้ยนก็มุ่งหน้าเข้าไปในป่าไผ่
“พี่หวังเจี้ยนท่านเดินช้ามากถ้าอย่างนั้นข้านำหน้าไปก่อนนะเ้าคะ”เมื่อพูดเสร็จนางก็ะโสองสามทีแล้วหายเข้าไปในป่าทันที หวังเจี้ยนที่ตามหลังมาถึงกับอ้าปากค้างเลยทีเดียว นี่อาจารย์น้อย เป็ผู้มีวิชายุทธ์หรือนี่
ฟางเซียนเออร์เมื่อมาถึงก่อนแล้ว ก็รวบรวมลมปราณที่ฝ่ามือแล้วจึงบีบอัดมันให้คมขึ้นแล้วปล่อยมันออกไปจากฝ่ามือส่งผลให้ต้นไผ่ทั้งกอที่อยู่ด้านหน้าล้มลงมาทั้งหมด ฟางเซียนเออร์ใมาก นี่นางกะพลังลมปราณของนางผิดไปหรือ นี้ข้าแค่จะตัดมันแค่ 2-3 ลำเองนะ ไม่ได้จะโค่นทั้งกอ แล้วจะอธิบายกับพี่หวังเจี้ยนยังไงละทีนี้
ไม่นานนักหวังเจี้ยนก็ตามมาจนถึงป่าไผ่ เขาหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่แล้วมองกอไผ่ทั้งกอที่ถูกฟันจนล้มลงมาทั้งหมด แล้วหันมามองฟางเซียนเออร์ ก่อนจะประสานมือเข้าหากันแน่นกว่าเดิม “จอมยุทธ์น้อย เลื่อมใสๆ”
“โถ่ว พี่หวังเจี้ยน ข้าก็แค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นพื้นฐานเท่านั้นไม่ใช่จอมยุทธ์อะไรนั่นหรอก” นางบ่นติดจะงอนๆ เสียด้วยซ้ำจอมยุทธ์อะไรกัน ตอนนี้ข้าก็ยังเป็แค่เด็กน้อยที่เพิ่งจะหัดเดินก็เท่านั้น “มิกล้าๆ” หวังเจี้ยนยังคงกล่าวอย่างนอบน้อมสำหรับหวังเจี้ยนแล้วผู้ฝึกยุทธ์คือผู้ที่มีความรู้แตกฉานซึ่งแตกต่างจากพวกเขาอย่างมาก ผู้ฝึกยุทธ์คือผู้ที่มีปัญญา
“พี่หวังเจี้ยน ไม่ว่าใครก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้ ถ้ารู้จักวิธีการของมัน คนธรรมดาก็ยังเป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาจะแสวงหาหนทางมากแค่ไหนก็เท่านั้น”นางมองพี่หวังเจี้ยนที่ยังทำตัวไม่ถูก
“เ้าพูดจริงหรือ ถ้าอย่างนั้นข้า ข้าจะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้หรือไม่”หวังเจี้ยนมองฟางเซียนเออร์ที่อยู่ตรงหน้าเขา ถึงนางจะยังดูเป็เด็กอายุ 7-8 ขวบ แต่นางก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่ง เท่านี้เขาก็นับถือนางแล้ว สำหรับเขาที่รู้จักแต่โลกแคบๆ นี้ ั้แ่เด็กจนอายุ 14 ปีก็ไม่เคยรู้จักสิ่งใดที่นอกเหนือจากการก่อสร้างและงานช่างไม้ของตระกลู ซึ่งแตกต่างจากฟางเซียนเออร์อย่างมาก บางที่สิ่งที่เขาเคยฝันมาตลอด อาจเป็การที่ออกไปเผชิญกับโลกภายนอกก็เป็ได้ แต่ไม่รู้ว่าเขาหยุดวิ่งตามและแสวงหามันไปั้แ่ตอนไหนกัน หวังเจี้ยนรอคอยคำตอบจากฟางเซียนเออร์ด้วยความกังวล
“ได้! ทำไมจะไม่ได้ จะฝึกช้าหรือฝึกเร็วผู้ฝึกยุทธ์ก็ยังเป็ผู้ฝึกยุทธ์” หลังจากได้รับคำตอบจากนางสายตาของหวังเจี้ยนก็เปล่งประกายไปด้วยความหวัง
“ถ้าอย่างนั้นเ้าช่วยสอนข้าได้หรือไม่”หวังเจี้ยนมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความคาดหวัง โถ่วเอ้ย เ้าอย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนี้จะได้ไหมหวังเจี้ยน ข้านะแก่กว่าเ้ามากนะ มาทำตัวน่าสงสารต่อหน้าข้าแบบนี้ได้อย่างไร “พี่หวังเจี้ยนยินดีที่จะคำนับข้าเป็อาจารย์ของท่านหรือ ท่านไม่กลัวคนอื่นจะติฉินนิทาท่านได้หรือ” นางถามเขาอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเขาไม่มีปัญหานางก็ใช่ว่าจะมีปัญหาอะไร
“ข้าไม่มีปัญหาขอรับอาจารย์น้อย” หวังเจี้ยนตอบรับด้วยความหนักแน่น ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์นั้นวัดกันที่ฝีมือหาใช่วัดกันที่อายุ เขาไม่อายที่จะคำนับนางเป็อาจารย์ หวังเจี้ยนเตรียมพร้อมที่จะคุกเข่าคำนับนางเป็อาจารย์ 3 ครั้งแต่โดน ฟางเซียนเออร์ขัดเอาซะก่อน
“พี่หวังเจี้ยน ข้าว่าอย่างเพิ่งตอนนี้เลย รอให้ท่านกลับไปปรึกษาพ่อและพี่ชายของท่านเสียก่อน ข้ารอได้เ้าค่ะ อีกอย่างท่านก็ยังต้องทำงานทุกอย่างในบ้านของข้าให้เสร็จก่อนด้วยนะเ้าคะ” “แล้วก็ตอนนี้เรามาทำที่ดักปลากันก่อนนะเถอะ”
“ได้ขอรับอาจารย์น้อย” นางจะเดินอยู่ดีดีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องสะดุดตรงคำว่าอาจารย์น้อยนี้แหละ มันฟังดูแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ หลังจากนั้นนางก็สอนพี่หวังเจี้ยนทำที่ดักปลาจนสำเร็จ แล้วจึงนำเศษเนื้อที่นางเตรียมมาใส่ลงไปในที่ดักปลาของพี่หวังเจี้ยนและบอกให้เขาหาที่เหมาะๆ ในการวางที่ดักปลาของเขา
จากนั้นนางจึงวางที่ดักปลาเพิ่มเติมจากของเดิมมี 3 อัน ตอนนี้นางมีเพิ่มอีก 1 อันแล้ว นางนำกับดักปลาไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ที่เห็นว่าน่าจะมีปลาอยู่ จากนั้นจึงพาพี่หวังเจี้ยนลงจากเขาแล้วกลับไปที่บ้าน “ข้าล่วงหน้าไปก่อนนะเ้าคะ” นางพูดจบก็ใช้วิชาตัวเบาบินกลับมาทันที หวังเจี้ยนมองท่านอาจาย์น้อยของเขาด้วยความเคารพ ก่อนจะกัดฟันวิ่งตามหลังนางมา
ฟางเซียนเออร์มาถึง ก็ตรงไปหาท่านแม่ของนางทันที “ท่านแม่พี่หวังเจี้ยนจะคำนับข้าเป็อาจารย์ท่านคิดว่าอย่างไร เ้าคะ” ฟางเหมยลีที่ได้ยินแบบนั้นแทบจะเป็ลม หวังเจี้ยนอายุมากกว่าบุตรสาวของนางมากตั้งเท่าไหร่จะให้มาคำนับนางเป็อาจารย์ได้อย่างไรกัน “ไม่ได้ๆ พี่หวังเจี้ยนอายุมากกว่าเ้าตั้งเท่าไหร่” ฟางเหมยลียังคงคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำ
“แต่พี่หวังเจี้ยนขอร้องข้า จะให้ข้าปฎิเสธได้อย่างไรท่านแม่ พี่หวังเจี้ยนไม่ติดอะไร ข้าก็คิดว่ามันก็ดีในอนาคตพี่หวังเจี้ยนจะได้ช่วยเหลือเราได้อย่างไรเ้าคะ” ฟางเซียนเออร์บอกกับท่านแม่ของนาง
“ข้าไม่รู้ แล้วแต่เ้าก็แล้วกันอีกอย่างพ่อของหวังเจี้ยนจะยินยอมหรือ”
“พี่หวังเจี้ยนบอกว่า เขาจะไปปรึกษาท่านพ่อและพี่ชายของเขาก่อนเ้าค่ะ” มารดาของนางพยักหน้า แล้วจึงหั่นผักกาดในมือต่อ “ว่าแต่วันนี้ท่านทำอะไรกิินหรือเ้าคะ” นางถามพลางทำจมูกฟู้ฟิต สูดดมกลิ่นอาหารที่อยู่ตรงหน้า “ออกไปเลยๆ เ้าเด็กตะกละ เดี๋ยวเสร็จแล้วแม่จะเรียก”
“เ้าค่ะๆ”ฟางเซียนเออร์วิ่งออกจากห้องครัวออกไปดูเล้าไก่ที่นางขังไก่ป่าไว้ว่าเป็อย่างไรบ้าง โชคดีที่ไม่มีตัวไหนตายสักตัว นางเดินเข้าไปในครัวแล้วหยิบชามที่ใส่เศษอาหารออกไป แล้วนำไปให้ไก่ป่าที่อยู่ในกรง เหมือนพวกมันจะล่วงรู้ได้ว่าสิ่งที่อยู่ในมือของนางนั้นคืออาหาร พวกมันก็กรู่กันเข้ามาเพื่อแย่งชิงอาหารจากมือของนาง ฟางเซียนเออร์รีบเทอาหารแล้วรีบปิดประตู ออกมาอย่างรวดเร็ว มองดูไก่ที่หิวโซพวกนั้นรุมจิกอาหารที่อยู่บนพื้น
เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นพี่หวังเจี้ยนมาถึงพอดี “พี่หวังเจี้ยนเหนื่อยแย่แล้ว” นางทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม หวังเจี้ยนที่ยังคงหอบหายใจอยู่รีบยืดตัวตรงทันที “ข้าไม่เหนื่อยเลยขอรับอาจารย์น้อย” เมื่อหวังเจี้ยนพูดออกมาเสียงของเขานั้นดังมากทำให้ทุกคนในลานบ้านล้วนได้ยินกันหมด ฟางเซียนเออร์แทบอยากจะบินหนีหายไปจากตรงนี้เสียจริง
“เ้าพูดว่าอะไรนะ หวังเจี้ยน ใครคืออาจารย์น้อยกัน”หวังเจียวถามน้องชายของตัวเอง “นั่นซิหวังเจี้ยนใครคืออาจารย์น้อย”หวังมู่ถามหวังเจี้ยนอีกที
หวังเจี้ยนที่ตอนนี้เริ่มจะรู้ตัวแล้วว่าเขาทำอะไรลงไปนั้นก็สายเกินกว่าจะกลับตัวได้แล้ว จึงกลั้นหายใจตอบกลับไปด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิมว่า “ข้าจะคำนับอาจารย์น้อยเป็ศิษย์ขอรับท่านพ่อ พี่ใหญ่” หวังเจี้ยนประสานมือเข้าหากันด้วยความหนักแน่นและโค้งตัวเล็กน้อยไปทางฟางเซียนเออร์
หวังเจี้ยนไหนเ้าบอกว่าจะปรึกษาท่านพ่อกับพี่ใหญ่ของเ้าก่อนอย่างไร ทำไมถึงโยนขี้มาให้ข้าเช่นนี้กัน “คือ พี่หวังเจี้ยนอยากจะขอคำนับเป็ศิษย์ของข้านะเ้าค่ะ” นางหันไปบอกหัวหน้าหวังมู่และพี่หวังเจียว เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ค้อนที่อยู่ในมือของพี่หวังเจียวก็หลุดจากมือของเขา ตกลงพื้นทันทีด้วยความใ ไม่ต่างจากท่านพ่อของเขามากนัก
“มาแล้วๆ เบ้คนแรกของยัยน้อง เอาใจช่วยยัยน้องไปด้วยกันนะ!”