“คุณหนู คุณหนูเ้าคะระวังด้วยเ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทของคุณหนูลู่จิ่วร้องเรียกเ้านายของตนบนท้องถนนปากะโร้องเรียก เท้าก็รีบวิ่งตามหลังม้าตัวใหญ่สีดำไปทั่วเมืองหลวง
ชาวบ้านร้านค้าต่างพากันแตกตื่นโกลาหลบ้างก็วิ่งหลบไปทางซ้ายทีไปทางขวาทีชุลมุนวุ่นวายเ้าม้าพยศตัวใหญ่สีดำมันคลับ มีร่างสาวน้อยคนหนึ่งห้อยแขวนอยู่ยังโชคดีที่ลำตัวยึดติดกับม้าไว้ร่างน้อยจึงไม่ตกลงมาที่พื้น
ไม่อย่างนั้นคงทำให้ผู้คนขบขันกันทั่วทั้งเมืองร่างน้อยพยายามบังคับม้าพยศให้หยุดแต่พยายามอย่างไรก็ไม่สำเร็จตรงข้างหน้ามีรถเข็นผลไม้ขวางทางอยู่จะหลบก็คงหลบไม่พ้น
“อาจจะต้องชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องยอมเสียสละแขนขาสักข้างแล้วมั้ง”
ขณะนี้ม้ากำลังวิ่งเข้าใกล้รถเข็นคันนั้นทุกทีทุกที
! และแล้วก็เป็อย่างที่คิดเอาไว้
“โครม”
“!อ๊าย ยยยยยย”
ลู่จิ่วร้องเสียงดังลั่นร่างของเธอลอยลิ่วอยู่กลางอากาศสูงจนเกือบจะเท่ากับชั้นสองของโรงเตี๊ยมชื่อดังในเมืองหลวง
ซึ่งจำนวนคนที่กำลังรับประทานอาหารกันอยู่ต่างหันกลับมามองหญิงสาวที่ลอยอยู่ในอากาศนั้นอย่างน่าใว่าเธอจะตกลงพื้นด้วยแขนขาหักสักข้างหนึ่งหรือไม่
ทันใดนั้นเองก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งพุ่งตรงเข้ามารับร่างน้อยไว้ได้ทันเวลาลู่จิ่วเหมือนคนตาบอดรีบโอบกอดชายหนุ่มผู้นั้นไว้แน่น
จนคนทั้งคู่หมุนลอยอยู่กลางอากาศด้วยกันและค่อยๆลอยลงสู่พื้นดินอย่างแ่เบา
เมื่อเท้าััพื้นดินคนทั้งสองเงยหน้ามองตากันและกันอย่างเนิ่นนานโดยไม่รู้ตัว
สายตาของลู่จิ่วเหมือนถูกดูดเข้าไปในวังวนที่ไหนสักแห่งที่รู้สึกอบอุ่นหัวใจและปลอดภัยสถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยแสงสีทองสว่างสดใสและชายผู้นั้นยืนรออยู่
ส่วนชายหนุ่มก็ไม่ต่างกันนี่เป็ครั้งแรกที่คล้ายกับตัวเองโดนดึงดูดเข้าหาหญิงสาวที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ััเรือนกายได้อย่างคิดถึงคนึงหาคล้ายกับเคยรู้จักกันมานานแสนนาน
ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงเพียงเพราะเสียงเรียกของสาวใช้ที่วิ่งหอบเข้ามาหาลู่จิ่ว
“คุณหนู”
“คุณหนูเ้าคะ”
ขณะนี้ลู่จิ่วรู้สึกตัวอย่างเต็มที่แล้วกายััแนบชิดจนใบหน้าร้อนผ่าว มือไม้อยู่ไม่ถูกที่ถูกทางทำตัวไม่ถูกเก้กังไปหมดจนต้องรีบดันร่างชายคนนั้นให้ออกห่างจากตัวเองและรีบพูดออกไปว่า
“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้หากมีวาสนาต่อกันในภายหน้าจะขอตอบแทนบุญคุณเ้าค่ะ”
เธอกล่าวออกไปด้วยความซาบซึ้งใจและสาวใช้ก็รีบนำตัวลู่จิ่วขึ้นรถม้าพากลับไปที่จวนสกุลลู่
เมื่อลู่จิ่วเดินลงมาจากรถม้าบ่าวรับใช้ก็เดินเข้ามาทำความเคารพและเชิญเ้านายเข้าจวนภายในจวนสกุลลู่ตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ใน่ฟื้นตัวข้าวของเครื่องใช้หากสิ่งใดพอนำกลับมาใช้ใหม่ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อ
บ้างก็ได้มาจากญาติสกุลลู่สายรองแต่ท่านพ่อเป็คนที่เรียบง่ายยามปกติก็ไม่นิยมชมชอบแต่งเรือนให้ดูใหญ่โตสมฐานะราชครูในราชสำนักใช้ชีวิตเรียบง่ายกับท่านแม่มีบ่าวรับใช้และผู้ติดตามอย่างพอดีเน้นเลี้ยงดูครอบครัวคนเหล่านี้อย่างทั่วถึง
ยามคนในครอบครัวของบ่าวใช้เจ็บไข้ได้ป่วยก็ส่งหมอไปรักษาหากลำบากก็ส่งเงินทองข้าวของเครื่องใช้ไปให้
จากหนักก็กลายเป็เบาหากบ้านใดมีลูกชายที่้าอ่านเขียนตำราก็สนับสนุนทำให้บ่าวรับใช้และผู้ติดตามจงรักภักดีต่อคนสกุลลู่เป็อย่างมากเพราะบุญคุณที่ใต้เท้าลู่ดูแลพวกเขาและครอบครัวต่อให้ทดแทนในชาตินี้ก็ไม่หมด
ยามนี้คนสกุลลู่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่างก็ยังคงอยู่คอยรับใช้คนสกุลลู่เหมือนเดิม
ที่ห้องโถงกลางของจวนสกุลลู่ก็ใช้เรือนที่ไม่ถูกเพลิงไหม้หลังหนึ่งถูกใช้งานเป็การชั่วคราวอาจจะเล็กกว่าแต่ก่อนมากแต่ก็ถือว่าสะอาดและเรียบร้อยดีมีคนในครอบครัวอยู่กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันก็มีความสุขมากพอแล้ว
หากทุ่มเททำงานรับใช้ราชสำนักและเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ไม่นานทรัพย์สมบัติที่เคยหายไปก็จะคืนกลับมา แต่อาจจะต้องใช้เวลา
แต่สกุลลู่ก็มีที่ดินมรดกจากท่านผู้เฒ่าอยู่เป็จำนวนมากเทียบเท่ากับตำบลเล็กๆตำบลหนึ่งเลยก็ว่าได้แต่ที่ดินเ่าั้บรรพชนสกุลลู่มีไว้ให้ชาวบ้านยากจนทำนาปลูกข้าวเมื่อชาวบ้านมีผลผลิตก็จะนำมาแบ่งให้กับใต้เท้าลู่
ใต้เท้าลู่รับไว้และนำไปเก็บไว้ที่ยุ้งฉากส่วนกลางเอาไว้เป็เสบียง่าหากชาวเมืองเดือดร้อนยุ้งฉางนี้ก็ถูกนำออกมาช่วยเหลือชาวบ้านผู้เดือดร้อนอีกที
ซึ่งนับว่าคนสกุลลู่ไม่ได้ตกอับอย่างที่มองเห็นเพียงภายนอกหากแต่ไม่ได้โอ้อวดให้ใครเห็นก็เท่านั้นนับว่าเป็ผู้ที่ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง
ลู่จิ่วเดินเข้ามานั่งข้างๆท่านพ่อและตรงข้ามกับท่านแม่โต๊ะอาหารขนาดเล็กพอดีสำหรับคนสามคนและท่านพ่อเอ่ยปากถามลู่จิ่วว่า
“วันนี้ลูกออกไปเที่ยวที่ใดมาไหนลองเล่าให้พ่อฟังซิ”
“ท่านพ่อวันนี้ลูกออกไปเที่ยวที่ตลาดและได้เห็นพ่อค้าม้านำม้ามาขายซึ่งม้าตัวนั้นเป็ม้าชั้นดีสีดำมันขลับลูกเห็นแล้วชอบยิ่งนักจึงคิดที่อยากจะลองขี่เ้าม้าตัวนั้น
แต่ม้าตัวนั้นบังคับยากยิ่งนักมันพาลูกควบทะยานออกไปใจกลางตลาดเกือบเอาชีวิตไม่รอดเ้าค่ะแต่โชคดีที่มีคุณชายใจดีช่วยเหลือลูกเอาไว้ได้ทันเป็ลูกที่โง่เขลาเองทะนงตนว่าเคยฝึกขี่ม้าเมื่อนานมาแล้วลูกผิดไปแล้วเ้าค่ะ"ทันใดนั้นลู่จิ่วก็คุกเข่าลงขอรับโทษจากบิดา
“ท่านพ่อลูกขอรับโทษที่ไม่ระวังทำให้ท่านพ่อและท่านแม่ต้องเป็ห่วงเ้าค่ะ”
ใต้เท้าลู่กับฮูหยินลู่รีบลุกจากเก้าอี้ไม้และรีบมาประคองร่างสาวน้อยให้ลุกขึ้น
“ไม่เป็ไรลูกพ่อแค่พ่อเห็นเ้าปลอดภัยกลับมาพ่อก็ดีใจแล้วขอบคุณ์ที่ปกป้องลูกเอาไว้และขอบคุณคุณชายท่านนั้นอย่างยิ่ง”ใต้เท้าลู่กล่าวกับบุตรสาว
“ไม่เป็ไรลูกแม่ก็ให้อภัยเ้าเช่นกันและไม่ถือโทษโกรธเคืองลูกแม่รู้ว่าลูกไม่ได้ตั้งใจแม่ขอแค่มีเ้าอยู่กับพ่อกับแม่แม่ก็ดีใจที่สุดแล้ว”
ลู่จิ่วน้ำตารื้นรู้สึกผิดกับความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนหลงยุคอย่างเธอ
เธอรู้ตัวเองดีว่าชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆและไม่ชอบอยู่กับที่เพราะรู้สึกว่ายังมีหลายสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการวนเวียนอยู่แต่ในจวนหลังนี้
“ขอบคุณท่านพ่อท่านแม่คราวหลังลูกจะระวังให้มากกว่านี้เ้าค่ะ”
จากนั้นใต้เท้าลู่ก็ถามบุตรสาวขึ้นมาว่า
“แล้วลูกรู้หรือไม่ว่าคุณชายท่านนั้นเป็ใคร?”
“ลูกก็ไม่ทราบเ้าค่ะท่านพ่อหากลูกพบเขาอีกครั้งจะตอบแทนบุญคุณเขาด้วยชีวิตเ้าค่ะ” ลู่จิ่วรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักหากไม่มีเขารับรองได้ว่าตนต้องพิการอย่างแน่นอน
“ดีแล้วลูก” ใต้เท้าลู่กล่าวกับบุตรสาวของเขา