ลั่วิเฟยเห็นดังนั้นจึงรีบร่ายเวทย์ดึงตัวองค์หญิงเข้ามาหาในทันที “เยี่ยนฟางเร็วเข้า” เขาสั่งให้นางโยนลูกท้อล่อหมูป่าร่างทองไปอีกทางหนึ่ง
“เกือบไปแล้วเชียว” องค์หญิงลู่เหลียนมองหน้าคนที่ช่วยชีวิตเอาไว้แล้วยิ้มให้อย่างโล่งใจ
“เกือบตายแต่ยังอารมณ์ดีอยู่ได้นะ แปลกคน” เยี่ยนฟางมองหน้านางพลางพินิจพิจารณา หรี่ตาซ้ายที เลิกคิ้วขวาทีรู้สึกว่ามีลับลมคมใน “เ้าตามพวกข้ามาทำไม แล้วเหตุใดจึงไม่ถูกลบความทรงจำ”
ลั่วิเฟยนึกแปลกใจเช่นกันเพราะมีอยู่เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่เวทย์ลบความทรงจำของเขาจะใช้ด้วยไม่ได้ผล
“ข้าก็ไม่นึกเลยว่าเ้าจะอยากกินหมูพะโล้ขนาดแย่งของข้ามาต่อหน้าต่อตา ทั้งยังให้พี่ชายมาลบความทรงจำข้าอีก แย่จริง ๆ” นางกล่าวกับคนตรงหน้าอย่างไม่นึกกลัว
“เยี่ยนฟาง ใจเย็น ๆ ก่อน” คนเป็พี่ชายรีบดึงแขนน้องสาวเอาไว้แล้วถามฝ่ายตรงข้าม “ต้องขอโทษด้วย แต่เ้าตามพวกข้ามาทำไมหรือ ที่แห่งนี้มีแต่อันตราย”
“อืม...” องค์หญิงลู่เหลียนยิ้มกว้าง “พวกท่านดูท่าทางไม่ใช่คนเลวร้ายอันใด ทั้งยังมีพลังเซียน ข้าได้ยินมาว่าพวกท่านกำลังตามหาของวิเศษทั้งสี่อยู่ไม่ใช่หรือ คือว่าข้า...”
“ให้ไปด้วยไม่ได้หรอก” ลั่วิเฟยเอ่ยปากก่อนราวกับรู้ว่านางจะพูดสิ่งใด
“ข้าต้องไป” องค์หญิงรีบจับมือของลั่วิเฟยแล้วทำตาปริบ ๆ เชิงอ้อนวอน
“อันตราย มนุษย์อย่างเ้าไม่ควรไปจริง ๆ” เขายืนยันคำเดิมแล้วร่ายเวทย์ลบความทรงจำนางโดยไม่ถามอื่นใด
“...”
“ท่านพี่ แน่ใจหรือไม่ว่าได้ผล” เยี่ยนฟางโบกมือข้างหน้าองค์หญิงแล้วหันมาดูหมูป่าร่างทองที่สงบอารมณ์ลงเพราะได้กินลูกท้อหวานฉ่ำ
“อืม ข้าจะส่งนางกลับเข้าเมืองก่อน แล้ว...” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงขององค์หญิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เมื่อครู่เ้าลบความทรงจำข้าอีกแล้วใช่หรือไม่”
“...” สองพี่น้องมองหน้ากันไม่พูดอะไร
“ท่านเซียนทั้งสอง ได้โปรดอนุญาตให้ข้าติดตามไปด้วยเถอะนะ ข้าจำเป็ต้องตามหาของพวกนั้นจริง ๆ” นางพยายามขอร้องคนแปลกหน้า “ไม่เช่นนั้น ข้าต้องถูกบังคับแต่งงาน”
ลั่วิเฟยเห็นท่าทางของนางแล้วนึกสงสาร “การแต่งงานน่ากลัวกว่าการเสี่ยงตายตามหาของวิเศษพวกนี้อีกหรือ”
“อืม พวกท่านเคยได้ยินเื่ของเ้าหุบเขาจันทร์เสี้ยวหรือไม่” นางเกริ่นนำแล้วเล่าเื่ทั้งหมดให้ลั่วิเฟยกับน้องสาวฟัง
ทันทีที่องค์หญิงลู่เหลียนเล่าจบ เยี่ยนฟางรีบดึงตัวลั่วิเฟยไปอีกทางหนึ่ง กระซิบถามเขาว่า “ข้าไม่เห็นเคยได้ยินเื่พวกนี้มาก่อนเลย ท่านพี่ว่านางพูดโกหกหรือไม่”
เขาหันไปมองหญิงสาวอีกครั้งแล้วถอนหายใจ “ข้าจะคอยจับตาดูนางเอง”
“อย่าบอกนะว่า ท่านพี่จะพานางไปด้วย” เยี่ยนฟางร้องห้าม
“เ้าไม่สงสัยหรือว่าเหตุใดเวทย์ของข้าจึงใช้กับนางไม่ได้ผล” ลั่วิเฟยกำลังโน้มน้าวใจให้เยี่ยนฟางคล้อยตามจนในที่สุดนางก็ยอมให้องค์หญิงลู่เหลียนติดตามไปด้วย
“ขอบคุณท่านเซียนทั้งสอง ข้าจะไม่ลืมบุญคุณพวกท่านเลย” นางยิ้มกว้างด้วยความดีใจคิดไม่ผิดที่แอบตามมา
ครั้นตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็เดินตามหมูป่าร่างทองเข้าไปในป่าสนแดงท่ามกลางความเงียบจนได้ยินเสียงเ้าหมูสูดจมูกดมกลิ่นว่านละอองมุก
หมูป่าร่างทองวิ่งวุ่นตามหาของวิเศษอย่างอารมณ์ดีเพราะเยี่ยนฟางคอยโยนผลท้อให้มันกินอยู่เนือง ๆ พลันหยุดยืนแข็งทื่อตรงจุดหนึ่งแล้วเริ่มใช้กีบเท้าขุดดินตรงนั้นเป็วงกว้าง
วิ้ง วิ้ง
เยี่ยนฟางเห็นแสงสะท้อนออกมาจากในดินจึงรีบวิ่งมาดูใกล้ ๆ แล้วหันไปหาลั่วิเฟย สีหน้าตื่นเต้นดีใจ “ท่านพี่ เจอว่านละอองมุกแล้ว”
“ว่านหัวนี้ข้าให้เ้า” ลั่วิเฟยบอกองค์หญิงลู่เหลียน พอได้เห็นสีหน้าของนางก็เผลอยิ้มออกมาไม่ได้
เยี่ยนฟางหรี่ตามองทั้งคู่พลางยื่นผลท้อให้หมูป่ากินคิดในใจว่าภาพที่เห็นตรงหน้าคลับคล้ายคลับคลาเหลือเกิน ติดแค่เพียงอย่างสองอย่างเท่านั้น
ข้อหนึ่งคือนางหน้าไม่เหมือนถังลี่ฮวาและข้อสองนิสัยของนางต่างกันคนละขั้ว
“เฮ้อ” เยี่ยนฟางแกล้งเสียงดังแล้วสั่งให้เ้าหมูตามหาว่านละอองมุกเพิ่มเผื่อจะต้องใช้อีกหลายหัว
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามจึงเก็บของวิเศษอย่างแรกมาได้อย่างที่้า ลั่วิเฟยก็ร่ายเวทย์เคลื่อนย้ายพาสตรีสองนางไปโผล่ที่สุสานสีชาดในพริบตา
ทุ่งดอกไม้ชื่อว่ากลีบดาราโรยบานสะพรั่งอยู่บนเนินเขา ใครต่อใครต่างเรียกว่าสุสานสีชาดเพราะกลีบดาราโรยเกิดจากเืที่มีพลังบริสุทธิ์ของเทพมาร
หากแต่เยี่ยนฟางไม่ทันระวังว่าดอกไม้ข้าง ๆ นางกำลังพ่นละอองสีทองให้กระจายไปตามลมจึงเผลอสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้เข้าไปเต็มที่
ฮัดชิ้ว!!! พรึ่บ!!! ปิ๊ง!!!
ลั่วิเฟยตาเบิกโตมองน้องสาวของตัวเองสีหน้าเลิ่กลั่ก “เยี่ยนฟาง เ้า...” เขาอ้าปากค้าง ไม่ได้เห็นนางกลับร่างเดิมมานานมากแล้ว “เหตุใดเ้าถึงกลายร่างเป็แมว”
“ท่านพี่พูดเื่อันใด เมี๊ยว!!!” เยี่ยงฟางถามด้วยความสงสัยพลันต้องหันซ้ายหันขวาใครร้องเหมียว เหมียวตรงนี้ “อย่าบอกนะว่าเป็ข้า” นางเอ่ยปากถามคนตรงหน้า
องค์หญิงลู่เหลียนพยักหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาเพิ่งจะรู้ว่าเซียนสาวคนนี้กลายเป็แมวได้ด้วย
“ท่านพี่ ช่วยข้าด้วย ทำไมข้าแปลงร่างไม่ได้” นางทำท่าจะร้องไห้เพราะเวทย์ที่ใช้ไม่เป็ผล ทำให้นางยังคงอยู่ในร่างแมวขาวเช่นเดิม
ลั่วิเฟยฉุกคิดได้จึงรีบร่ายเกราะกำบังเพื่อป้องกันตนเองและองค์หญิงเอาไว้ก่อน พลันบอกน้องสาวไว้ว่า “เยี่ยนฟาง เดี๋ยวข้าลองดูก่อน เ้าไม่ต้องร้องไห้นะ”
แต่ผ่านไปไม่นานนัก สองพี่น้องจึงตระหนักว่าเวทย์ที่พวกเขาใช้ไม่ได้ผลแม้แต่น้อย “คงต้องกลับไปหาท่านพี่แล้ว แต่อย่างน้อยเ้าก็ยังพูดได้แล้วก็ใช้เวทย์ได้อยู่ ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ”
“...”
“หรือว่าจะให้ข้าเปลี่ยนเป็ร่างจิ้งจอกแดงเป็เพื่อนเ้าดีหรือไม่” ลั่วิเฟยไม่รู้จะปลอบน้องสาวอย่างไรให้หายเศร้าเพราะนางชอบร่างมนุษย์มากกว่า
“ไม่ต้องหรอก” นางเชิดหน้าขึ้นแล้วเดินดุ่ม ๆ เข้าไปกัดกลีบดาราโรยเป็การระบายจนหนำใจ ก่อนจะคาบช่อดอกที่ใหญ่ที่สุดมาให้ลั่วิเฟย “รีบไปจากที่นี่ก่อนที่ท่านพี่จะกลายเป็จิ้งจอกดีกว่า”
องค์หญิงลู่เหลียนพยักหน้าเห็นด้วยแม้จะตามไม่ทันเพราะมัวแต่คิดว่าตอนนี้นางกำลังอยู่กับชนเผ่าใดในดินแดนมนุษย์กันแน่ ทั้งแมว ทั้งจิ้งจอกแดง ไหนจะหมูป่าที่ชอบกินลูกท้อ คิดในใจว่า แปลกประหลาดนัก
คืนนั้น
ทั้งสามคนจึงเข้าพักในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตรงเขตชายแดน ลั่วิเฟยหยิบกล่องไม้ที่เก็บเสี้ยวิญญาและความทรงจำของถังลี่ฮวาออกมาดูเพราะเห็นว่ามันกำลังสั่นะเือย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“ลี่ฮวา เกิดอันใดขึ้นถึงได้ร้อนรนเช่นนี้” เขาเอ่ยพึมพำกับตัวเอง
เวลานั้นองค์หญิงลู่เหลียนเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ “เ้าทำอะไรอยู่หรือ” สายตาของนางมองเห็นภาพของหญิงสาวสวมชุดแต่งงานสีแดงในกล่องไม้
“คนรักของข้า” สายตาของเขามองดูภาพความทรงจำด้วยรอยยิ้มเศร้า ในใจพร่ำเพ้อหานาง คิดถึงเหลือเกิน
หากแต่องค์หญิงกลับรู้สึกเศร้าไปด้วย ในใจเจ็บแปลบพลางความทรงจำบางส่วนปรากฏขึ้นในความคิดของตนเอง เสียงหนึ่งดังก้อง
ถ้าได้พบกันอีกครั้ง เรามาแต่งงานกันเถอะนะ