หลิวขุยได้ยินเช่นนั้นก็ใจหายวาบ
หลินเหนียงจื่อผู้นี้เป็นคนที่ชอบจดบัญชีแค้นเป็นที่สุดหากผู้ใดกล้าหาเรื่องนาง ผู้นั้นจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขแน่นอนเมื่อครู่สถานการณ์คับขัน เขาพาลูกน้องล่าถอยออกไปจริงๆ ไม่คาดคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะถูกหลินเหนียงจื่อเห็นเข้าหลิวขุยพูดไม่ออก สีหน้าดูกระอักกระอ่วนอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี
อันที่จริงหลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้คิดจะทำให้เขาลำบากใจอย่างไรเสียการเดินทางไกลเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น นางไม่อาจเป็นศัตรูกับผู้คุมได้เพียงต้องการทำให้เขารู้ว่าตนนั้นไม่ใช่คนที่จะหลอกได้ง่ายๆ
หลิวขุยไม่พูดหลินเสวี่ยจู๋ก็ไม่พูดเช่นกัน นางเพียงรอคอยด้วยความอดทนเท่านั้น
“เอาล่ะเจ้าต้องการสิ่งใด?”
หลิวขุยผ่านการต่อสู้ทางความคิดอย่างดุเดือดในที่สุดเขาก็ยอมประนีประนอมโดยพยายามไม่ทำให้ศักดิ์ศรีของผู้คุมต้องเสียหาย
เขาไม่มีทางเลือก เขาย่อมไม่อาจลดตัวไปกล่าวขอโทษได้จึงทำได้เพียงอำนวยความสะดวกให้สตรีผู้นี้เท่านั้น
หลินเสวี่ยจู๋ยินดีเป็นอย่างยิ่งดูเหมือนว่าในการเจรจาต่อรอง ฝ่ายใดที่ใจเย็นกว่าย่อมได้เปรียบดังนั้นนางจึงร้องขออย่างไม่เกรงใจ “ท่านผู้คุม ครั้งหน้าที่พวกท่านเข้าเมืองเพื่อเติมเสบียงข้าอยากขอตามไปซื้อของด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ได้!” หลิวขุยปฏิเสธโดยไม่ลังเล “เจ้าเป็นนักโทษไม่ใช่ผู้สูงศักดิ์ ครอบครัวเจ้ามีรถม้าสองคันก็มากเกินพอแล้ว ยังคิดจะเดินทางไปไหนต่อไหนอย่างเป็นอิสระอีกหรือ?”
เหตุใดเจ้าไม่ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เสียเลยเล่า!
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเช่นนั้นก็ก้มหน้าลงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ“ในเมื่อท่านผู้คุมกล่าวเช่นนี้ข้าก็ไม่มีอันใดจะพูดแล้วเพียงแต่ตำรับยาของท่านอาข้ายังขาดสมุนไพรอีกหลายชนิด บนภูเขาก็ไม่สามารถหาได้เช่นนั้นก็ปล่อยให้คนที่ป่วยและได้รับบาดเจ็บอดทนต่อไปแล้วกันเจ้าค่ะ”
คำกล่าวที่เอ่ยออกมาอย่างหน้าไม่อายของนางทำให้หลิวขุยต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
นี่หมายความว่าอย่างไร? นางต้องการจะบอกว่าถ้าไม่มีสมุนไพรก็ไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บและความเจ็บป่วยได้ใช่หรือไม่?
นี่ไม่ใช่ว่านางกำลังข่มขู่เขาอย่างโจ่งแจ้งหรือ!
แม้ว่าหลิวขุยจะโกรธเคืองแต่เขาก็ทำอันใดไม่ได้นอกจากรู้สึกจนใจที่ตนเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นทำให้ตนเองต้องถูกควบคุม
หลิวขุยต่อสู้กับความคิดอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดเขาก็ถอนหายใจ “เอาล่ะข้าอนุญาตให้เจ้าตามออกไปเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว เจ้าจงซื้อของมาให้ครบ”
หลินเสวี่ยจู๋คลี่ยิ้มสดใสใบหน้าเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้พิษภัย “ขอบคุณท่านผู้คุมที่เมตตาเจ้าค่ะ”
เมื่อมีครั้งแรกย่อมต้องมีครั้งที่สองขอเพียงครั้งนี้ตามออกไปได้ ครั้งหน้าก็ค่อยหาวิธีใหม่แล้วกัน
เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้นางก็รีบเรียกหลินเฉิงเหยามาแล้วกำชับเขาสองสามประโยคจากนั้นก็บอกให้เขาตามหลิวขุยไป
ผ่านไปประมาณสองก้านธูปหลินเฉิงเหยาก็กลับมา เขาค้นหาสมุนไพรในตะกร้าเพราะต้องการปรุงยาชุดหนึ่ง เขาตั้งใจว่าจะนำยาไปต้มในหม้อดินแต่ในหม้อดินยังมียาขี้ผึ้งเขากวางต้มอยู่ครึ่งหม้อ ทำให้เขาลำบากใจขึ้นมาทันที
หลินเสวี่ยจู๋อ่อนใจได้แต่หยิบหม้อดินอีกใบออกมา
“หลานสาวหม้อดินใบนี้น่าจะเป็นหม้อสำหรับทำอาหารนะ” หลินเฉิงเหยามองหม้อใบนั้นด้วยท่าทีรังเกียจ
หลินเสวี่ยจู๋ย่อมรู้อยู่แล้วอันที่จริงนางจงใจต่างหาก ช่วงนี้คนในครอบครัวต้องการสิ่งใด นางก็หยิบสิ่งนั้นให้ เรื่องนี้ออกจะพิลึกเกินไปแล้วบางครั้งนางต้องแสดงออกว่าตนเองทำไม่ได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเกิดความสงสัยนางจึงกล่าว “ท่านอาปัจจัยมีจำกัด ท่านก็ทนใช้ไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ” จากนั้นนางก็ถามต่อ “ผู้คุมผู้นั้นบาดเจ็บสาหัสหรือไม่เจ้าคะ?”
หลินเฉิงเหยาพยักหน้า “เขาบาดเจ็บไม่น้อยเลยถูกหมาป่าตะปบเข้าอย่างจัง ตอนที่ถูกเหวี่ยงออกไปก็ได้รับบาดเจ็บภายในด้วย”
“ไอ๊หยา” หลินเสวี่ยจู๋อุทาน เมื่อเห็นหลินเฉิงเหยาเติมน้ำลงในสมุนไพรที่ต้มอยู่เรียบร้อยแล้วนางก็ลอบหยดน้ำพุจิตวิญญาณลงไปเล็กน้อย
หลินเฉิงเหยาเห็นนางเดินวนไปวนมาอยู่แถวหม้อดินเขาก็รู้ทันที “หลานสาวเรื่องยาขี้ผึ้งเขากวางข้าจะจัดการเอง พรุ่งนี้ก็ให้หลานเขยกินได้แล้วเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง รีบไปนอนเสียเถิด”
เฮ้อ หลานสาวผู้นี้เป็นคนรักผู้ใดก็รักหมดใจเมื่อเป็นเรื่องของหลานเขย นางย่อมใส่ใจเป็นพิเศษ
สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นี้ช่างรักกันดีจริงๆ!
หลินเสวี่ยจู๋รู้ว่าหลินเฉิงเหยาเข้าใจผิดทว่านางก็ไม่ได้อธิบายอันใด เพียงรับคำแล้วเดินกลับไปยังที่นอนของตน
หยวนซิวทำหน้าที่เฝ้ายาม เด็กและสตรีต่างพากันนอนหลับในรถม้าส่วนหลินเสวี่ยจู๋เป็นคนชอบนอนในพื้นที่กว้างๆไม่อยากเบียดเสียดกับผู้อื่นในที่แคบ นางจึงนอนข้างกองไฟตามเดิม
“ฮูหยินมานอนตรงนี้เถิด” หยวนซิวเอ่ยปากขึ้น
หลินเสวี่ยจู๋สะดุ้งสุดตัว
นี่มันเรื่องอันใดกัน?เหตุใดนางจึงรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้?
นางหันไปมองหยวนซิวด้วยสายตาราวกับเจอผีนางมองไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้าของหยวนซิวนางได้ยินเพียงเขาพูดอย่างแผ่วเบา “หากเกิดอันตรายขึ้น ข้าจะได้ปลุกเจ้าได้สะดวก”
“อ้อเป็นเช่นนั้นเอง” หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกว่าคำกล่าวของเขาสมเหตุสมผลนางจึงย้ายเสื่อผืนใหญ่ของตนเองไปวางไว้ข้างกายเขา แล้วล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย
ในเวลานี้ หลินเฉิงจางที่เป็นตัวแทนของครอบครัวกำลังหารือกับหัวหน้ากลุ่มอื่นๆเกี่ยวกับการแบ่งเนื้อหมาป่า
ไม่นานเขาก็วิ่งกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเขาวิ่งไปตรงหน้าหลินเสวี่ยจู๋แล้วรายงานราวกับขอความดีความชอบ “ลูกสาวเนื้อหมาป่ารสชาติไม่ค่อยดี พ่อจึงขอแค่หนังหมาป่ามา พ่อจะนำไปให้เหยียนต้าช่วยฟอกหนังพอฤดูหนาวก็สามารถนำมาทำเสื้อกันหนาวได้”
หลินเสวี่ยจู๋ยกนิ้วโป้งให้บิดา “ท่านพ่อช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนักเจ้าค่ะ”
หลินเสวี่ยจู๋เริ่มคำนวณตอนนี้ครอบครัวของนางมีหนังหมาป่าสิบผืน หนังหมูป่าหนึ่งผืน หนังกวางหนึ่งผืนและหนังกระต่ายอีกจำนวนหนึ่ง ขนหมูป่าแข็งเกินไป นำไปทำเป็นม่านบังแดดในรถม้าน่าจะได้หนังกระต่ายมีขนาดเล็กเกินไป เหมาะสำหรับทำถุงมือและผ้าพันคอ หนังกวางดูสวยงามนำไปปูในรถม้าย่อมดูดีทีเดียว ส่วนหนังหมาป่านำไปทำเสื้อคลุมได้บุรุษสวมใส่ก็ดูองอาจ สตรีสวมใส่ก็ดูสง่างาม
ดียิ่งนัก
หลินเฉิงจางหัวเราะแล้วกล่าวต่อ “ทุกคนต่างก็รู้สึกขอบคุณเจ้าจึงอยากจะนำเขี้ยวหมาป่ามาทำเป็นสร้อยคอให้เจ้า ข้าจึงไม่ปฏิเสธ”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเช่นนั้นในหัวก็ปรากฏภาพของตนที่สวมเสื้อคลุมหนังหมาป่าและสร้อยคอเขี้ยวหมาป่าไม่ว่าจะมองอย่างไรก็รู้สึกเหมือนโจรป่าชัดๆ นางเพียงเห็นคนถูกรังแกจึงเข้าไปสั่งสอนบุรุษเล็กน้อยเท่านั้น ถึงกับต้องทำให้นางเป็นพวกโจรป่าเชียวหรือ?
เฮอะ นางโด่งดังจากศึกเพียงครั้งเดียวจริงๆ
หลินเสวี่ยจู๋แสร้งยิ้ม “เหตุใดท่านพ่อจึงไม่ปฏิเสธเล่า?หรือท่านพ่อคิดว่าสร้อยคอเขี้ยวหมาป่าเหมาะกับบุคลิกของลูก? นอกจากนี้ หากต้องใช้เวลาและความพยายามเป็นอย่างมากในการทำสร้อยคอเขี้ยวหมาป่าไม่สู้ออกไปหาอาหารมากินจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ?”
คนเหล่านั้นหลงระเริงเกินไปหรือไม่?
หลินเฉิงจางมองบุตรสาวอย่างรักใคร่ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พ่อเคยอ่านเจอในตำรา ว่ากันว่าการนำฟันของสัตว์ร้ายที่ล่าได้มาทำเป็นเครื่องประดับแล้วสวมใส่ไว้บนร่างกายจะสามารถป้องกันอันตรายจากสัตว์ประเภทนั้นได้เหล่านายพรานต่างก็ทำเช่นนี้กัน”
“จริงหรือเจ้าคะ?” หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกว่าความรู้ของตนนั้นน้อยนิดเหลือเกินหรือไม่ก็เป็นเพราะความรู้ของบิดากว้างขวางเกินไป อันที่จริงบิดาเพียงต้องการมอบเครื่องรางป้องกันภัยให้นางเท่านั้นนางจะจำใจยอมรับของขวัญชิ้นนี้แล้วกัน
หลินเสวี่ยจู๋หาวหวอดจนน้ำตาไหลออกมาจากหางตาเมื่อเห็นเช่นนั้นหลินเฉิงจางจึงตบศีรษะนางปุๆ “รีบนอนเถิด พ่อไม่กวนแล้ว”
“เจ้าค่ะพวกท่านเองก็เข้านอนเร็วหน่อย ไม่ต้องรีบจัดการสิ่งต่างๆหรอกเจ้าค่ะ ในเมื่อพวกเรามีรถม้าย่อมสามารถนำของไปเก็บไว้ก่อนได้ แล้วค่อยจัดการในคืนพรุ่งนี้ก็ได้เจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋กล่าวพลางนอนลงบนเสื่อ ส่งจิตสำนึกเข้าสู่มิติแล้วหลับสนิททันที
ค่ำคืนอันเงียบสงบผ่านพ้นไป
ยามเช้าเมื่อหลินเสวี่ยจู๋ตื่นขึ้นจากนิทรานางก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างทับอยู่บนไหล่ สิ่งนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กไม่หนักไม่เบา เป็นแขนข้างหนึ่งของหยวนซิวนั่นเอง
เขานอนท่าไหนกันแน่?
หลินเสวี่ยจู๋ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้หยวนซิวที่นอนหลับอยู่ตื่นขึ้นมาด้วย
หยวนซิวมีสีหน้าสับสนอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เข้าใจเรื่องราวได้ในทันที เขาอธิบายเสียงเรียบ “ข้ากลัวว่าเจ้าจะนอนดิ้นไปไกลเกินแล้วถูกหมาป่าคาบไป”
.............................