เอลซี่และเคาท์อังเดรเดินเรื่อย ๆ ขึ้นไปจนถึงเฉลียงกว้างด้านบนเธอพยายามที่จะไม่แสดงกิริยาท่าทางให้เคาท์อังเดรได้เห็นถึงความหวาดหวั่นที่ปรากฏออกมาแต่หลังจากที่ส่งท่านแล้วและเธอต้องเดินกลับไปยังห้องส่วนตัวของเธอผู้เดียวเอลซี่ก็อดที่จะตัวสั่นไม่ได้เมื่อนึกถึงคำพูดของท่านเคาท์ที่เล่าเรื่องเสียงประหลาดและรูปเงาคล้ายคนที่ท่านได้เห็นให้ฟังแม้ท่านจะออกตัวว่าอาจจะเป็นเพราะท่านอยู่เพียงลำพัง จึงสร้างมโนภาพขึ้นก็ตามแต่ถึงกระนั้นก็เถอะ
เอลซี่อธิษฐานให้ราล์ฟได้มาถึงเร็วๆ เมื่อเธอเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวนั้น อีเลียน่าได้จุดตะเกียงและปิดม่านทำเตียงไว้เรียบร้อยแล้ว
เอลซี่ยืนมองเตียงนั้นอย่างชั่งใจในที่สุดก็ตัดสินใจว่าคืนนี้ราล์ฟน่าจะได้นอนคนเดียวในห้องที่เตรียมไว้สำหรับรับรองแขกเธอไม่อาจจะนอนร่วมกับเขาบนเตียงนี้ได้เพราะครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเตียงที่เธอและอเล็กซ์มีความสุขร่วมกัน
“ระลึกถึงความหลังหรือ?”
เสียง ๆหนึ่งดังก้องขึ้นคล้ายเสียงสะท้อนแต่ทว่ามันดังมาจากทางด้านโต๊ะเครื่องแป้งที่เธอกำลังยืนอยู่ใกล้
เอลซี่หมุนตัวกลับไปทางเสียงนั้นทันทีและในนาทีนั้น เธอก็ได้เห็นอเล็กซ์ในชุดเสื้อคลุมสีดำซึ่งเป็นเครื่องแบบของพระในลัทธิสก๊อพซี่
“ท่าน”เอลซี่ร้องไห้ออกมาทันทีโดยไม่รู้ว่ากำลังดีใจหรือว่าเสียใจ
“ใช่ผมกลับมาแล้ว” เขาพูดด้วยเสียงราบเรียบและเอลซี่ก็สังเกตเห็นแววในดวงตาของเขาเปลี่ยนไปเป็นแววแห่งความโหดร้าย“เราอาจจะหลบอยู่ในนี้สักพักก็ได้เขาก็ชอบกลับมาที่นี่ก็ได้เหมือนกัน แล้วก็ไม่ต้องการให้ท่านลุงรู้ด้วย”
“ใครคะ?”เธอถามอย่างหวาดกลัว คิดว่าอเล็กซ์คงเป็นบ้าไปแล้ว
อเล็กซ์กำลังจ้องมองเธอเขาตอบเสียงต่ำ ๆ ว่า
“ผมห้ามใจที่จะไม่ให้รักคุณไม่ได้เลยแต่แม้จะรักก็ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นผิดบาปในลัทธิของผม แต่ผมอยากให้คุณมาร่วมกับผมมาเป็นซิสเตอร์คนหนึ่งในกลุ่มของเรา”
“ไม่ค่ะ”เธอถอยหนีไปจนติดโต๊ะเครื่องแป้ง จับมันไว้มั่น
“เดี๋ยวนี้ผมเป็นสามีของคุณต่อไปไม่ได้แล้ว”เขากระซิบเสียงต่ำ และอย่างรวดเร็วอเล็กซ์ยกชายเสื้อคลุมสีดำของเขาขึ้นจนเห็นร่างที่เปล่าเปลือย และ ณ บัดนี้เอลซี่ก็ได้ประจักษ์กับสายตาของตนเอง อวัยวะที่แสดงถึงความเป็นชายของเขาได้หายไปเหลือแต่รอยแผลเป็นสีแดง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความภาคภูมิใจของเขาอย่างยิ่ง
“คุณพระช่วย”เอลซี่ร้องอย่างหวาดกลัว ยกมือขึ้นปิดหน้า
“ผมเป็นได้แค่พี่ชายของคุณเท่านั้นมาร่วมกับพวกเราเสียเถอะ” เขาเดินใกล้เธอเข้ามาอีก “เรามีพลังอำนาจที่สูงส่งมากนะ”
“เฮ้ย!”อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงที่เอลซี่ไม่เคยได้ยินมาก่อนและเมื่อมองข้ามไหล่ของสามีเธอก็เห็นร่างอ้วนในชุดพระสีดำเดินเข้ามาจากทางด้านห้องรับแขกเล็ก ๆ ของเธอเธอรู้ว่าเขาเป็นสก๊อพซี่คนหนึ่ง เพราะร่างที่อ้วนใหญ่ของเขา ท่าเดินที่ประหลาดและคางสองชั้นที่ห้อยย้อย
อเล็กซ์หันไปมองผู้มาใหม่และก็ดูจะมีทีท่าหวาดเกรงอยู่ไม่น้อย แต่ในนาทีนั้นเอลซี่ก็รู้สึกคุ้นหน้ากับสก๊อพซี่ผู้มาใหม่นี้ทันทีเพราะภาพของเขาที่ติดอยู่เหนือผนังในห้องข้างล่างนั่นนี่คือเคาท์ บาซิลพี่ชายของอเล็กซ์ซึ่งกล่าวกันว่าเขาได้ตายไปแล้ว...
“ท่านเคาท์บาซิล ท่านไม่ได้ตายดอกหรือคะ?” เอลซี่ร้อง
“ตายจากโลกที่ผิดบาปไปแล้วไงล่ะ”บาซิลตอบเสียงแหลมเล็ก
“ถ้าอย่างนั้นเสียงที่ท่านลุงได้ยินก็ไม่ใช่เสียงผีนะสิคะแต่เป็นเสียงของท่านสองคนนี่เอง
บาซิลพยักหน้าช้าๆ
“แล้วก็ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ที่คุณกลับมาที่นี่อีก”
“เธอจะเข้าร่วมกับเรา”อเล็กซ์บอกพี่ชายของเขา
“ไม่ได้”บาซิลตอบ “แกมันโง่ที่เชื่ออย่างนั้นรัสปูตินสั่งให้ผู้หญิงคนนี้ตายแล้วมันก็สมควรจะตายด้วย แม้ว่าจะกำลังคอยไอ้นักข่าวนั้นอยู่ก็ตาม ฉันได้ยินที่มันบอกท่านลุง”
อเล็กซ์หันมามองเธอด้วยสายตาของคนวิกลจริต
“จริงหรือ?”
“มันจะมีความหมายอะไรล่ะคะ?”เอลซี่สะอื้น
“ฆ่ามัน”บาซิลสั่งอเล็กซ์ “มันต้องตาย”
อเล็กซ์เดินเข้ามาหาเธอราวกับสัตว์ที่ต้องประกาศิตมือของเขายกขึ้นขณะที่กระโดดเข้าหาเธอเพื่อบีบคอนาทีนั้นเองที่มือของเอลซี่บังเอิญไปกระทบเข้ากับมีดปลายแหลมที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งนั้นเธอจึงคว้ามันขึ้นมาเป็นอาวุธหวีดร้องออกมาสุดเสียงเมื่อมือของอเล็กซ์รวบเข้าตรงลำคอ
อาวุธชิ้นนั้นใช้ได้ผลจริงๆ อเล็กซ์ร้องออกมาเพียงคำเดียวก่อนที่จะล้มลงไปนอนอยู่บนพื้นด้ามมีดโผล่ออกมาจากทรวงอก สีหน้าและแววตาของบาซิลไม่ได้เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อยตอนที่เขาก้มลงถอนมีดออกจากอกของน้องชายเลือดที่พรั่งพรูออกมาจากบาดแผลอเล็กซ์ลืมตาขึ้นด้วยความเจ็บปวดร้องครางเบา ๆ ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะปิดลงศีรษะห้อยพับลงไป
บาซิลยืนขึ้นช้าๆ
“แกฆ่าเขา...”เขาพูดเบา ๆ แต่สำเนียงนั้นเหี้ยมโหดยิ่งนัก “พี่น้องของฉันต้องตายไปเพราะแก3 คนเล้ว แต่ไม่เป็นไร แกจะต้องตายอย่างเดียวกับแคทริน”
“อย่าเข้ามานะ”เอลซี่หวีดร้อง ขณะที่ถอยหนีไปทางประตู
แต่ร่างของบาซิลตามติดเข้ามาใบหน้าซีดขาวดวงตาฉายประกายแห่งความเกลียดชัง เอลซี่ถลาออกไปตามทางเดินเสียงร้องของเธอก้องไปทั้งปราสาทแต่บาซิลมิได้หวาดหวั่นหรือต้องการที่จะหลบซ่อนอีกแล้วบัดนี้เขากลายเป็นคนวิกลจริต ทันทีที่ทันกันมืออันแข็งแรงของมันก็รวบเข้าตรงคอ
เอลซี่ดิ้นรนพยายามจะร้อง แต่ร้องไม่ออก เอลซี่รู้ว่าบัดนี้วาระสุดท้ายของเธอมาถึงแล้วรู้สึกเหมือนสิ้นสติลงไป ขณะนั้นเองเธอได้เห็นผีของทิโมไฟอ์ปรากฏตัวขึ้นร่างนั้นผอมสูงมีแผ่นสีดำปิดไว้ตรงตาข้างหนึ่ง ร่างนั้นเดินออกมาจากห้องของเคาท์อังเดร และมีเคาท์ อังเดรเดินตามมาติด ๆแต่เอลซี่รู้สึกเหมือนตัวเองได้หมดลมปราณลงไปแล้ว...
แต่มันมิใช่เช่นนั้นร่างนั้นเป็นทิโมไฟอ์จริง ๆ เขาตรงเข้ากระชากบาซิลขึ้นจากร่างของเอลซี่ผลักร่างอ้วนใหญ่นั้นตกลงไปตามขั้นบันได บาซิลกลิ้งเหมือนตุ๊กตาตัวใหญ่ ๆที่ลงไปแตกกระจายอยู่เบื้องล่าง
ทิโมไฟอ์ประคองแขนเธอขึ้นพูดเรียบ ๆ ว่า
“ผมมาทันเวลาพอดีจริงไหมนกน้อย
เอลซี่สิ้นสติลงไปในนาทีนั้น
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่งเอลซี่ก็พบตัวเองนอนอยู่ในห้องของออลก้า ราล์ฟนั่งอยู่ข้าง ๆ ทิโมไฟอ์กับเคาท์อังเดรยืนห่างออกไป
เอลซี่มองหน้าท่านเคาท์เจ้าของปราสาทก่อนที่จะกล่าวว่า
“ท่านลุงพูดถูกค่ะเขากลับมาจริงๆ”
เคาท์อังเดรเข้ามาจับมือเธอไว้
“ใช่หลานเขากลับมาสักครึ่งชั่วโมง ก่อนหน้าที่เราจะได้ยินเสียงหลานร้อง”
“อเล็กซ์”เอลซี่พูดเบาเหมือนเสียงกระซิบ รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งลำคอ
“เขาตายแล้ว”เคาท์ อังเดรตอบ “บาซิลก็คอหักตอนที่กระเด็นลงไปทางบันไดลุงโทรศัพท์ไปบอกตำรวจแล้ว ตำรวจที่นี่เขาเข้าใจ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจของรัสปูตินเหมือนในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่นี่เขาถือว่าพวก สก๊อพซี่คือคนบ้า และกฎหมายลงโทษหนักมาก”
ความตายครั้งนี้เป็นความตายที่แท้จริงของบาซิลโลงศพที่เคยถูกหย่อนลงไปในหลุมครั้งแรกนั้นเมื่อเปิดออกภายในคือก้อนหินทั้งนั้น อเล็กซ์เป็นผู้เดียวที่รู้อยู่แก่ใจว่าพี่ชายของเขาไม่ได้ตายไปจริงๆ และผู้ที่ฆ่าแคทรินคือคนในขบวนการสก๊อพซี่นั่นเอง
ช่วงระยะที่ทิโมไฟอ์หายไปนั้นเขาก็กลายเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงแห่งนครปารีสชื่นชมยินดีอย่างยิ่งที่จิตรกรรมฝาผนังของเขาได้ถูกนำมาติดตั้งไว้ในโบสถ์เห็นด้วยกับเอลซี่และออลก้าก่อนที่จะอำลาจากกันว่า
“ผมจะพาท่านพ่อออกจากประเทศนี้ให้เร็วที่สุด”
และแล้วเมื่อวันเวลาได้ผ่านไปขณะที่เธอกำลังมีชีวิตที่แสนสุขกับราล์ฟ แมนนิ่งนั้นเอลซี่ก็ได้ข่าวว่าทิโมไฟอ์ได้พาบิดาเลี้ยงไปอยู่ปารีสส่วนตัวเขาเองได้สมรสกับเคาท์เตสผู้หนึ่งซึ่งลี้ภัยการเมืองมาเช่นกัน เคาท์อังเดรได้ถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 90 โดยมีลูกบุญธรรมที่ท่านรักเสมือนสายเลือดแท้ ๆ เฝ้าดูใจอยู่ด้วยในขณะที่หลานน้อย ๆ ของท่านเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน...
เอลซี่ได้พบโซเฟียและโบกรอฟอีกครั้งหนึ่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ราล์ฟถูกส่งตัวไปเป็นหัวหน้าสาขาของสำนักข่าวในปอทส์ดัม ซึ่งขณะนี้โบกรอฟเป็นฝ่ายของสตาลิน ทั้งคู่ดูแก่ไปมากแต่โซเฟียก็ยังงามสง่าอยู่เช่นเดิม
และเมื่อสตรีทั้งสองเผชิญหน้ากันในการสัมมนาครั้งหนึ่งในปอทส์ดัมนั้น โซเฟียยิ้มให้เอลซี่อย่างภาคภูมิ
“ดิฉันจำคุณได้ค่ะคิดถึงสมัยนั้นแล้วยังแปลกใจไม่หายเลยค่ะ” เธอทักเอลซี่และไม่ได้เรียกเธอว่าคุณหญิงหรือแสดงท่าทีที่อ่อนน้อมแต่อย่างไร
“ใช่ค่ะดิฉันก็รู้สึกเช่นเดียวกับคุณ” เอลซี่ตอบเรียบๆ
ปี 1913 เป็นปีแห่งความสำเร็จและความเศร้าของออลก้าฟิโอดอร์ถูกฆ่าตายในขณะที่มีการปฏิวัติ เธอจึงเดินทางออกจากรัสเซียเข้าไปอยู่ในฝรั่งเศส และต่อไปอเมริกาซึ่ง ณ ที่นั้นเองที่เธอได้รับเป็นแม่ทูนหัวของลูกสาวคนแรกของราล์ฟกับเอลซี่ซึ่งทั้งสองคนได้ตั้งชื่อทารกน้อย ๆ นั้นว่า ออลก้าเช่นกัน
บอริสกับมาร์ฟาก็ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในนิวยอร์คและได้มีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ...
บุคคลหนึ่งที่เอลซี่จะไม่ลืมเลือนเลยในชีวิตนี้ก็คือเคาท์อเล็กซานเดอร์ มาตินอฟ บุรุษผู้กำเนิดมาเพื่อจะเป็นเจ้าชายในความฝันของสตรีทุกคนแต่เขาก็รักและเลือกเธอ... อเล็กซ์ซึ่งเคยเป็นผู้ชายคนแรกที่เธอรักและต้องตายลงด้วยน้ำมือของเธอเอง...
เป็นความจริงอย่างยิ่งที่จะกล่าวว่า...ความทรงจำรำลึกของคนเรานั้นสูญสลายไปได้ยาก...
-จบบริบูรณ์-