หลินอู๋เฉินที่ขับรถกลับบ้านไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่ตระกูลเย่คิด
แต่ถ้าหากเขารู้ก็คงขำไม่ออก เพียงแต่หากเทียบกับชายชราตระกูลซ่ง ผู้นำตระกูลเย่ดูจะไม่กล้าให้หลานสาวมาด้วย นับว่าเดินเกมช้าไปกว่าหนึ่งก้าว
ในส่วนของหยางจื่อ เขาไม่รู้ว่าตระกูลเย่จะจัดการกับหมอนี่ได้ไหม ถ้าหากทำได้ก็ดีแต่ถ้าไม่ได้เขาก็คงต้องลงมือเอง
“หยางจื่อนะหยางจื่อ อยู่ดีไม่ว่าดีดันหาเื่ใส่ตัว แถมยังหลบซ่อนอยู่ในตระกูลถัง นายไม่ละอายใจบ้างหรือไงนะ”
หลินอู๋เฉินไม่มีความแค้นกับตระกูลถัง
จากส่วนนี้จะเห็นว่าเขาได้พูดบางอย่างและมันก็เป็อย่างที่คิด
ตระกูลเย่ไม่กล้าลงมือกับตระกูลถัง พวกเขาจะฆ่าแค่หยางจื่อคนเดียวท่านั้น
หลินอู๋เฉินขับรถมาถึงวิลล่าก็พบกับลู่ซินหยีและซ่งจื่อจิง
พวกเธอนั่งรอหน้าบ้านพร้อมกันสองคน สีหน้าบ่งบอกถึงความเป็ห่วงเป็ใย
เมื่อได้ยินเสียงรถขับเข้ามา ทั้งคู่รีบลุกขึ้นยืน
หลินอู๋เฉินลงจากรถ “นั่งทำอะไรกันสองคน”
“เอ่อ...พวกเราเป็ห่วงคุณ กลัวว่าจะเกิดเื่ร้ายขึ้นที่ตระกูลเย่” ลู่ซินหยีกล่าว
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ยังทำเอาเธอใกลัว
หลังจากซ่งจื่อจิงขับรถกลับเข้ามาในวิลล่าจึงเล่าให้ฟัง สุดท้ายก็เลยเป็อย่างที่เห็น ทั้งสองรอคอยด้วยความเป็ห่วง
“คุณหลิน ไม่เป็ไรนะคะ” ซ่งจื่อจิงถาม
ชายหนุ่มตรงหน้าอายุน้อยกว่าเธอก็จริง แถมยังเป็การเข้ามาอยู่อาศัยแบบบังคับซึ่งทำให้ไม่พอใจ แต่่หลายวันที่ผ่านมาเขาก็ดีกับเธอมาก แถมยังไม่เอาเปรียบเื่อย่างว่า
“ตระกูลเย่ไม่สามารถทำอะไรฉันได้อยู่แล้ว มีแต่ฉันซะอีกที่ไปปอกลอกเขามา” หลินอู๋เฉินเดินเข้าไปในบ้าน ทั้งสองสาวรีบเร่งเดินตามไป
ลู่ซินหยีอยากรู้เหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นเพียงแต่ไม่กล้าถาม เลยหันไปมองซ่งจื่อจิงเป็นัย
ทางด้านคุณหนูซ่งไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้ว จึงกล้าถามตรงๆ
“แล้วคุณหลินได้อะไรมาบ้างคะ”
“ก็นิดหน่อย” เขานั่งลงบนโซฟาหนัง แล้วชี้ให้สองสาวมานั่งข้างๆ
ลู่ซินหยีหน้าแดงเป็ลูกท้อ หล่อนยังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโซฟาตัวนี้ได้
ต่อให้ผ่านมาแล้วหลายวันก็ตาม เมื่อนั่งลงไปตำแหน่งเดิมหล่อนรู้สึกร้อนท้องวูบวาบ
ซ่งจื่อจิงค่อนข้างประหม่า การใกล้ชิดกับผู้ชายเป็สิ่งที่เธอไม่ถนัด แต่เขารวยมากแถมวันก่อนยังถูกเอาเปรียบเล็กน้อย จึงกล้านั่งลงข้างๆ
กลิ่นหอมของผู้หญิงทั้งสองคนมีเอกลัษณ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาล้วนดีทั้งนั้น
หลินอู๋เฉินในฐานะเ้าของบ้าน ล้วงมือเข้าไปในหน้าอกทั้งสองคนอย่างย่ามใจ
ซ่งจื่อจิงใจนเกือบจะลุกหนี แต่เพราะว่าไม่มีบ้านให้กลับไป เธอเลยต้องจำใจนั่งอยู่อย่างเกร็งๆ
ส่วนลู่ซินหยีดีขึ้นกว่าหน่อย เพราะหล่อนมีอะไรกับเขาแล้ว เื่แบบนี้ถือว่าเป็เื่ปกติ
“ไม่ต้องใไป ในเมื่อพวกเธออยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน แค่จับนิดจับหน่อยไม่เป็ไรหรอกใช่ไหม” หลินอู๋เฉินหัวเราะว่า
ซ่งจื่อจิงอยากจะตีปากตัวเองเสียให้เข็ด นี่สินะคือเหตุผลที่อยู่ๆ เขาก็ฉวยโอกาสเข้ามาจับหน้าอก แถมยังบีบคลึงเต้าเต่งตึงเสียจนลมหายใจเธอแหบพร่า ต้องหันไปถลึงตาใส่ยายผู้จัดการป่านหลงวิลล่าทีหนึ่ง
“แล้วคุณหลิน ได้อะไรมาบ้างคะ” ลู่ซินหยีแลบลิ้นให้อีกฝ่าย ปล่อยให้ชายหนุ่มทำตามอำเภอใจ
“แค่เงิน 50 ล้านหยวน บ้านพักตากอากาศ และบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของตระกูลเย่” หลินอู๋เฉินตอบเถรตรง ไม่คิดปิดบังและจงใจโอ้อวดความมั่งคั่งชัดเจน
“แค่ 50 ล้านเหรอ ทำไมพอออกจากปากของคุณหลินมันถึงได้ฟังดูน้อยจัง...” ซ่งจื่อจิงคิดกับตัวเองเงียบๆ ตอนนี้เธอลืมไปแล้วว่ากำลังถูกเขาเอาลัดเอาเปรียบ
ต่อให้หล่อนเป็ถึงเ้าหญิงตระกูลซ่ง การได้เงินมาใช้ส่วนตัวมากถึง 50 ล้านก็ไม่มีทางเป็ไปได้
ไม่สิ 1 ล้านยังยากเลย ไม่ต้องพูดถึงจำนวนเงินที่มากอย่าง 50 ล้านหยวน
“คุณหลินรวยจริงๆ โชคดีจังที่ฉันเป็ของเขา ไม่งั้นล่ะก็...” ลู่ซินหยีอมยิ้มแสนซุกซน กล่าวด้วยความสัตย์จริงมีใครบ้างไม่ชอบเงิน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หล่อนมีความสุขในความร่ำรวยของเขา
“ฉันหิวแล้ว ทำอาหารให้กินหน่อยสิ” หลินอู๋เฉินละมือจากหน้าอกอวบอิ่ม แล้วหันไปบอกลู่ซินหยี
“ได้เลยค่ะ ของสดในตู้เย็นมีเยอะแยะ คุณหลินอยากจะกินอะไรดีนะ” ผู้จัดการคนสวยยิ้มหวาน ้าเอาอกเอาใจเขาด้วยอาหารฝีมือตัวเอง
“อะไรก็ได้” หลินอู๋เฉินกล่าว “เดี๋ยวฉันขึ้นไปข้างบนก่อน ถ้าเสร็จแล้วขึ้นไปตามด้วยนะ”
“ได้ค่ะ”
หลังจากที่เ้าของบ้านลุกขึ้นยืนแล้วเดินขึ้นบันไดไป ลู่ซินหยีก็เดินไปใส่ผ้ากันเปื้อน ทว่าหล่อนต้องขมวดคิ้วเป็ปมเมื่อเห็นคุณหนูซ่งตามมา
“มีอะไร?”
“ฉัน...มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า”
“เข้าครัวเป็เหรอ”
“ไม่...” ซ่งจื่อจิงกัดฟันแน่น หากไม่เป็เพราะคุณหลินหล่อนเองก็ไม่อยากเข้าครัว แต่ใครใช้ให้ยายผู้จัดการบ้าทำอาหารเป็ ให้ตายหล่อนก็ไม่ยอมถูกแย่งหน้าหรอก
“เหรอ...แล้วจะเข้ามาในครัวทำไม ออกไปซะ เกะกะเปล่าๆ เดี๋ยวทำอาหารช้าคุณหลินจะโกรธ” ลู่ซินหยีโบกมือ
“เดี๋ยวสิ ฉันเองก็...”
“อะไร รีบๆ พูดมา ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมาคุยกับเธอทั้งวันนะ”
“ฉัน...ล้างผักได้ แต่เธอต้องสอนฉัน”
ลู่ซินหยีกรอกตา ผู้หญิงคนนี้นี่ยังไงกัน ล้างผักก็ล้างไม่เป็ เมื่อวันก่อนเองก็เหมือนกัน แค่เปิดหม้อหุงข้าวตักกินเองยังไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน
“เห้อ...สงสัยฉันคงอยู่กับเธออีกนาน มาสิเดี๋ยวจะสอน” ลู่ซินหยีไม่มีทางเลือกอื่น เพราะดูจากสภาพการณ์แล้วยายนี่คงเป็ผู้หญิงของคุณหลินอีกคน คงอยู่ในวิลล่าอีกนานสองนาน
สำหรับลู่ซินหยี การใช้ผู้ชายคนเดียวกับผู้หญิงอื่นหล่อนไม่เคยคิดเคยฝัน
แต่ว่าเมื่อพบกับคุณหลิน มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง หล่อนก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าในฐานะคนร่ำรวย พวกเขาไม่จำเป็ต้องง้อคุณ เป็คุณนั่นแหละที่ต้องง้อเขา และต้องทำตามคำสั่งของเขาเพื่อที่ชีวิตจะได้สุขสบาย
“เดี๋ยวสิเธอ สอนฉันช้าๆ หน่อย เดี๋ยวๆ เปิดน้ำที่ก๊อกยังไง น้ำแรงจัง มันเปื้อนเสื้อผ้าฉันหมดแล้ว รู้ไหมว่าราคาชุดนี้เท่าไหร่!”
“เงียบสักที ถ้าหากยังกวนฉันอีกไม่เลิกก็ออกไปจากครัวซะ!”
“ไม่! ฉันจะทำ สอนฉันสิ” ซ่งจื่อจิงยืนเท้าเอว ท่าทางไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
ลู่ซินหยีกรอกตา เริ่มสอนใหม่ั้แ่ต้น
........
ในห้องนอน หลินอู๋เฉินนั่งอยู่บนพื้นที่นิ้วมือมีหินิญญาอยู่หนึ่งก้อน
ดูเหมือนว่าเขากำลังดูดซับมันเข้าไปในตันเถียน
“ทักษะดรรชนีไร้ิญญาแทบจะทำให้ทะเลวิญณาณแห้งเหือด กินพลังงานกันเกินไปแล้ว”
เมื่อมองดูจุดศูนย์รวมในตันเถียน ทะเลิญญามีสภาพร่อแร่คล้ายถูกใช้งานมาอย่างหนักซึ่งก็ไม่ใช่เื่แปลก เพราะก่อนหน้านี้เขาทั้งใช้ทักษะ และลากเก้าอี้ที่อยู่ไกลถึง 5 เมตรเข้ามาหาตัว
“แต่อย่างใดก็ตามมันคุ้มค่า ตระกูลเย่จะไม่กล้ามาระราน แถมยังได้เงิน บ้านพักและบริษัท นี่สินะคือพลังที่เหนือกว่าปรมาจารย์ น่าทึ่งจริงๆ”
หลินอู๋เฉินไม่คิดอะไรมาก แค่ดูดซับหินิญญา ไม่นานพลังในตันเถียนก็จะกลับมาเติมเต็มเหมือนเดิม
สักพักลู่ซินหยีเดินมาเคาะประตู บอกว่าอาหารค่ำเสร็จแล้ว
ชายหนุ่มเ้าของวิลล่าเดินลงไปชั้นล่าง อาจเป็เพราะเขาเพิ่งดูดซับพลังิญญา จึงสร้างความดึงดูดแก่เพศตรงข้ามทั้งด้านรูปลักษณ์และด้านจิตใจ
อาจมองว่าเขายังหน้าตาธรรมดา แต่ต้องไม่ลืมว่าเทคนิคที่บ่มเพาะคือสุดแสนจะมหัศจรรย์ มันทำให้เขาเปลี่ยนไป มีเสน่ห์ดึงดูดสูง มีความสูงส่ง มีความเย้ายวนใจที่เห็นแล้วทำให้ใจสั่น
“คุณหลิน ผักพวกนี้ฉันล้างเอง ลองชิมดูสิคะ” ซ่งจื่อจิงอยู่ในชุดทางการที่เขาซื้อมาให้เมื่อวันก่อน มันเข้ากับหล่อนแถมยังช่วยเสริมบุคลิกภาพ เหมือนกับซีอีโอสาวที่กำลังป้อนข้าวสามี
หลินอู๋เฉินพยักหน้ารับแล้วกินผักและเนื้อบนโต๊ะ
.......
ใต้หน้าผา
ร่างกายของใครบางคนที่มีร่องรอยฟกช้ำค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา
อาศัยแสงจันทร์บนท้องฟ้ามองเห็นโครงหน้าของใครคนหนึ่งได้ไม่ยาก
เย่ฟาน!
ใช่เขาคือเย่ฟาน ตกจากหน้าผาสูงชันแต่ยังมีชีวิต แต่กระนั้นร่างกายใช่ว่าไร้รอยขีดข่วน มีาแถลอกและกระดูกหักไม่กี่รู้ท่อน
“นี่ฉันอยู่ที่ไหน...”
เย่ฟานแทบไม่มีแรงลุกขึ้นยืน เขาพยายามสำรวจรอบๆ
“นี่เป็แอ่งน้ำในถ้ำเหรอ...”
ร่างของเขานอนจมอยู่ในแอ่งเล็กๆ ใต้หน้าผาสูง โดยที่ศีรษะยกขึ้นเหนือน้ำ ทำให้ยังมีชีวิตอยู่ได้
“น้ำนี่มัน...”
เย่ฟานััได้ถึงบางอย่างจากน้ำในแอ่งเล็กๆ มีความร้อนวูบวาบ ความเจ็บเหมือนกับมดนับร้อยกัดกินิั มันทั้งแสบทั้งร้อนทำเอาเขาแทบอยากจะลุกหนีไปจากที่นี่
แต่อนิจจา กระดูกขาหักเป็เื่ยากที่เขาจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากที่นี่
อีกทั้งหน้าผายังสูงชัน
เย่ฟานถอนหายใจทำได้เพียงคร่ำครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ระหว่างนั้นฝนด้านนอกได้ตกลงมาพร้อมกับสายฟ้าที่สว่างไสว
เย่ฟานเริ่มมองเห็นผนังกำแพงของถ้ำ ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหนื่อยหรือเปล่าแต่เขาเห็นอย่างชัดเจน ที่ผนังมีตัวอักษรเก่าแก่และท่าร่ายรำบางอย่างถูกสลักไว้!