ขุนศึกคนเถื่อน

    ปฐมบท

    ใกล้ลำธารอันเป็๲แหล่งกำเนิดน้ำตกบนภูสูง 

    เยื้องลงมาไม่ไกลนักมีเรือนหลังน้อยปลูกสร้างตรงตำแหน่งชะง่อนผา ตั้งอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน 
    เป็นการยากที่จะค้นพบสถานที่แห่งนี้ได้ ด้วยว่าต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมตลอดแนวทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก ซ้ำตั้งแต่เชิงเขาแผ่ไปในรัศมีหลายสิบโยชน์เป็นพงทึบโดยตลอด เฉพาะทิศเหนือของชะง่อนผาเท่านั้นที่ไร้ต้นไม้ทึบ เว้นเป็นช่องมองไปยังทิวเขาเบื้องล่างได้ไกลหลายโยชน์แต่ทว่าเมื่อมองจากทิศเบื้องล่างเชิงเขา จะไม่ทันได้สังเกตพบเรือนหลังนี้แน่นอน ด้วยว่าชะง่อนผายื่นยาวจะบังทัศนะการมองเห็นทั้งหมด
    เรือนหลังนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นเรือนน้อยในป่าใหญ่อย่างแท้จริง เพื่อนบ้านมีเพียงสิงสาราสัตว์ที่ชุกชุมนักเมื่อมีเรือนนี้ตั้งขึ้นมา หากว่ามีผู้คนพบเห็น ก็คงบันดาลให้ประหลาดใจว่าเหตุใดเจ้าของเรือนจึงเลือกที่พำนักอันห่างไกลผู้คนถึงเพียงนี้ 
    ที่น่าประหลาด มิใช่แต่เรือนที่ห่างไกลผู้คนเท่านั้น สำหรับผู้ปลีกวิเวกทั่วไป มักจะปรับภูมิทัศน์ให้เป็นที่เหมาะสมกับผู้คนอาศัย อาทิ ปรับพื้นที่บริเวณให้โล่งเตียน มีอาณาบริเวณ ตัดไม้บริเวณเรือนเพื่อป้องกันไม้ล้มและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างน้อยใหญ่ประกอบกันเป็นเรือนขึ้นมา แต่ทว่าเรือนหลังน้อยไม่อาจเรียกได้ว่าเรือน หรือดูไม่เหมือนเรือนเสียเลย เจ้าของมิได้ตัดไม้ทิ้งทั้งหมด ยังเอาต้นไม้ยืนต้นธรรมชาติ ประกอบเป็นเสา และ คาน ดูเผินๆ ประหนึ่งว่าเป็นแนวไม้ธรรมชาติธรรมดา ภายในเรือนกลับมีการจัดการเรื่องทางน้ำและห้องหับเป็นอย่างดี
    ประตูหน้าหันไปด้านทิศใต้ จัดทำให้มีลักษณะเสมือนต้นไม้หลายต้นแนบชิดกัน พ้นจากประตูมาเป็นโถงใหญ่สำหรับทำงานเย็บปักถักร้อย และทำงานเล็กน้อยอื่นๆรวมถึงพักผ่อนและรับประทานอาหาร ที่มุมห้องเป็นบันไดวนไปตามต้นไม้ใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของเสาเรือน ด้านบนเป็นห้องอีกห้อง มีชั้นวางหนังสือ และมีตำราหลายเล่มจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ทิศเดียวกับประตูหน้ามีช่องเปิดสำหรับมองออกไปมีขนาดเล็กพอมองออกไปสังเกตการณ์ได้ ที่นี่พอจะคาดได้ว่าเป็นห้องพักผ่อนอีกห้องหนึ่งของเจ้าของบ้าน เป็นทั้งที่เก็บและอ่านตำรับตำราเหมือนเป็นห้องสมุดเล็กๆแห่งหนึ่ง ด้านตรงข้ามของช่องมองไปยังด้านหน้าเรือน เป็นประตูเปิดไปยังระเบียงโล่งด้านหลัง มีพื้นยกสูงที่ด้านหลังสุดริมระเบียงสำหรับนั่งมองออกไปยังทัศนียภาพอันงดงามที่เป็นช่องเปิดของชะง่อนผา 
    ริมระเบียงด้านทิศตะวันออกเป็นต้นไม้สูงเสียดฟ้าที่นำมาเป็นเสาเรือนเช่นกัน และเป็นต้นที่สูงที่สุดในบริเวณ ปรากฎเป็นบันไดปีนป่ายขึ้นไปจนเกือบยอดสุดของมัน ใต้พื้นระเบียงคือห้องนอนห้องเดียวของเรือนซึ่งถัดมาจากโถงด้านหน้า ด้านซ้ายของห้องที่กั้นไว้คือทางเดินทะลุผ่านจากโถงไปยังประตูหลัง 
    พ้นประตูหลังไปเป็นลานโล่งจรดชะง่อนผา ติดกับตัวเรือนคือพื้นที่สำหรับทำอาหาร และทำงานหนักต่างๆเช่นตัดไม้ผ่าฟืนและทำงานช่างไม้ทั่วไป ลานโล่งกว้างกลับมีสิ่งของแปลกประหลาด เป็นไม้ต่อเป็นรูปร่างต่างๆกัน และเสาไม้สูงๆต่ำๆ เป็นกลุ่มๆไป
    ชายร่างใหญ่กำยำยืนไพล่หลังที่ปลายสุดของลานโล่งมองไปยังทัศนียภาพตระการตาผ่านช่องชะง่อนผา ขณะนั้นเป็นเวลายามเย็น เสียงนกร้องชักชวนกันกลับรังเริ่มดังเป็นระยะๆ มีเสียงชะนีร้องดังจากทิศที่ตั้งของลำธาร
    มันมีร่างสูงกว่าคนทั่วไปไม่มากนัก แต่ช่วงลำตัว ขาแข้ง และไหล่บ่านั้นกว้างหนา ยิ่งขับให้รู้สึกเทียบเคียงกับขุนเขาอันยากสั่นคลอนได้ อายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนสามสิบเศษ ผิวหนังดำมะเมื่อมเป็นสีนิลตลอดทั้งกาย ใบหน้าคางหูสี่เหลี่ยม ผมสั้นแข็งรับกับรูปลักษณ์อันหยาบกร้าน สามารถกล่าวได้ว่าเป็นลักษณ์อันหายากยิ่งในชายชาตรีทั่วแผ่นดินโดยเฉพาะแววตาเที่ยงธรรมนั้นสามารถประทับในความทรงจำผู้รู้จัก
    ในเพลานั้นเมื่อสิ้นเสียงชะนีร้องเป็นครั้งที่สาม ชายร่างใหญ่เอ่ยปากออกมา แต่ทว่าในที่ใกล้เคียงกลับไม่มีวี่แววของผู้คนแม้แต่น้อย “พี่เหิมเมื่อให้เกียรติมาใยไม่ออกมาพบหน้า ให้เราได้ยลบุคลิกดูทีเล่า”ถ้าหากมีผู้ผ่านมาพบเห็นจะต้องฉงนใจขึ้นมา และจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าไฉนชายผู้นี้ จู่ๆจึงร่ำร้องอยู่ผู้เดียวราวกับกำลังสนทนากับใครเป็นจริงเป็นจัง
    สิ้นเสียงชายร่างใหญ่เพียงอึดใจ ปรากฏเสียงสวบสาบบนชายคาไม้เหนือกลุ่มไม้ต่อรูปร่างประหลาดอันหนึ่งในบริเวณที่น่าประหลาดคือ ก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏวี่แววผู้คนบนกิ่งไม้ใหญ่มาก่อน แต่พลันปรากฏร่างคนผู้หนึ่งในฉับพลัน คนผู้นั้นทิ้งตัวลงจากคาคบไร้สุ้มเสียง พลันยืดกายตั้งตัวตรง ที่แท้เป็นชายฉกรรจ์เค้าหน้ากว้างจมูกหักเป็นสันหนา กรามกว้างคางหนา สวมชุดรัดกุมสีเขียวเข้ม รูปกายดูผอมเกร็งทว่าแข็งแกร่ง ดูมีความน่าเกรงขาม น่าเสียดายที่ตาแคบเล็กลึก และตำแหน่งนั้นดูดุร้ายหมายขวัญทำให้เปลี่ยนเป็นดูน่ากลัว
    “ได้ยินชื่อ เหิม ห้วยน้ำดิน มานาน ได้พบวันนี้นับว่ายิ่งกว่าคำร่ำลือนัก” ชายร่างใหญ่กล่าว
    ชายฉกรรจ์สองมื อประนมที่หน้าอกตอบว่า“น้อมพบ แม่ทัพพิทักษ์ประจิม ขุนพลอันดับหนึ่งของพระเจ้าโก๊ะล่อฝง ไอ้เหิมไม่กล้ารับคำชมจากใต้เท้าท่านให้กระดากใจ หวังเพียงว่าท่านจะติดตามข้ากลับเมืองหลวงไปเฝ้าพระเจ้าโก๊ะล่อฝงด้วยกัน”
    ชายร่างใหญ่มีสีหน้าหม่นหมองลงพลางกล่าวว่า“ไม่ต้องเรียกข้าพเจ้าว่าใต้เท้าอีกต่อไปแล้ว ยามนี้ไม่ได้รับราชการ บัดนี้ข้าพเจ้าเป็นเพียงสามัญชนผู้ต้องอาญาแผ่นดิน”หยุดเล็กน้อย จึงค่อยกล่าวต่อว่า“ได้ยินข่าวว่าพระองค์ทรงพระประชวรหนัก ไม่ทราบว่าตอนนี้มีพระอาการใด”
    เหิมหน้าเปลี่ยนแปรคราหนึ่ง ในใจครุ่นคิดว่าที่นี้ห่างไกลจากเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า(ตาลีฟู) นามว่าเมืองลุง เป็นระยะทางไกลแสน เดินทางโดยไม่หยุดยั้งรั้งพักเยี่ยงมัน ยังใช้เวลาค่อนเดือน อีกทั้งห่างไกลผู้คนยิ่งนัก จักได้ยินเรื่องคนอีกหมู่บ้านหนึ่งล้มป่วยยังยากลำบาก นี่เรื่องราวอันไม่เปิดเผยในเมืองหลวงยังไม่อาจรอดหูรอดตาชายผู้เคยยิ่งใหญ่ในอาณาจักรเป็นอันดับสอง อย่างนั้นนี่นับเป็นเรื่องราวอันใด 
    ยามกระทันหันไม่สามารถขบคิดปัญหาข้อนี้ได้ละเอียด ปากกลับตอบว่า“พระอาการดีขึ้นมากแล้ว ด้วยบุญญาธิการล้นเกล้า นี่มิต้องให้ใต้เท้ากังวลใจ”
    แม่ทัพพิทักษ์ประจิมทอดถอนใจกล่าวว่า“ท่านกลับไปเถิด เหลือเหิมดาบเดียว ท่านตัวคนเดียวแล้วไม่อาจทำอย่างไรได้”
    คำกล่าวนี้เหมือนสายฟ้าฟาดกลางใจ เหิม ห้วยน้ำดิน หรือ ผู้ที่ได้รับขนานนามเป็นเหิมดาบเดียว แท้ที่จริงคนผู้นี้มีชื่อเสียงอยู่ทางภาคตะวันออก ก่อนหน้านี้ประวัติไม่ชัดแจ้งว่าเป็นใครมาจากไหน ลือกันว่าเป็นนักฆ่าของกลุ่มโจรชายแดนมาก่อน แต่สามปีก่อนรับคำสั่งจากพระเจ้าโก๊ะล่อฝง ลอบสังหารแม่ทัพน้อยท้าวเทียนทอง แม่ทัพผู้คุมกำลังสามพันของอาณาจักรลาว  มีบทบาทสำคัญอันเนื่องมาจากริเริ่มแผ่ความปกครองไปยังเมืองเงี้ยว  คุกคามความมั่นคงแนวชายแดนผู้คนจำนวนมากแทนที่จะค้าขายกับหัวเมืองน้อยใหญ่ของนครปา กลับถ่ายเทไปค้าขายกับเมืองเงี้ยวแทน ตั้งเค้าว่าก่อเป็นกองกำลังสำคัญในอนาคต 
    เหิมดาบเดียวซ่อนกายอยู่ใต้สระที่ท้าวเทียนทองอาบน้ำเป็นประจำอยู่ทั้งคืนไม่มีผู้ใดพบเห็น จังหวะก้าวลงบันไดท่าน้ำสามขั้นท้าวเทียนทองแม้มีปฎิกิริยารู้ตัวโผกายกลับ แต่ยังช้าไปชั่ววูบ เหิมดาบเดียวคาบก้านบัวทะยานจากน้ำ แทงดาบปักทรวงอกท้าวเทียนทอง ท้าวเทียนทองไม่ทันส่งเสียงร้องแม้ครึ่งคำก็สิ้นใจตาย ภายหลังทหารสามพันคนตามหาทั่วเมืองกระจายออกไปถึงสามสี่โยชน์ยังตามหาไม่พบแม้เงา กล่าวกันว่าเหิมดาบเดียวมีวิชาดำดิน แม้คำกล่าวนี้จะเกินจริงไปบ้างแต่ก็แสดงให้เห็นความสามารถในการซ่อนเร้นของมันอยู่ดี ที่สั่นสะท้านจิตใจของเหิมดาบเดียว คือ การเดินทางในครั้งนี้ นอกจากมั่นใจในตัวเองแล้ว ยังได้นำมือดีมาด้วยไม่น้อยกว่ายี่สิบนาย เดินทางกระจายเป็นวงกว้าง โอบล้อมขึ้นเขามา ความจริงไม่เชื่อว่ามือดีเหล่านั้นจะเสียท่าไปอย่างง่ายดายกระทั่งส่งข่าวร้ายยังไม่ได้ส่งก็สุดที่เชื่อได้ แต่บัดนี้สนทนามาหลายคำยังไม่ได้ยินเสียงคนของตนเคลื่อนไหวเหิมดาบเดียว พลันเข้าใจกระจ่างว่าสมาธิจิตใจของตนนั้นปั่นป่วนตั้งแต่แรกทักทายของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นการเร้นกายของมันมากไปกว่านั้นยังมีปัญหาที่ขบคิดไม่เข้าใจคือ หนึ่งนั้นตัวเองมั่นใจในความสามารถในการสงบรำงับซ่อนเร้นทั้งกายและจิต แต่ทว่าแม่ทัพพิทักษ์ประจิมใช้การทักทายเพียงครั้งเดียว ไม่เพียงระบุว่าตนซ่อนกายอยู่ยังระบุถึงศักดิ์ศรีอีกต่างหาก การนี้ต้องมีความนัยแน่นอน อีกทั้งบัดนี้พวกพ้องที่นำมาคงประสบเภทภัยมากกว่าวาสนา ปริศนาที่ไม่คลี่คลายก็พลันกระจ่างแจ้ง หวนนึกถึงตนเองพอได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการก็ใช้เวลาเตรียมการหนึ่งวันหนึ่งคืนรวบรวมมือดีในพระนครซักซ้อมแล้วออกเดินทางมา หลังจากกำหนดแผนทั้งหมดเดินทางร่วมกันจนถึงชายป่าหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด จากนั้นแยกย้ายกันเดินทางแต่แรก เหิมดาบเดียวนั้นด้วยพลังฝีมือเดินทางได้รวดเร็วกว่า คำนวนแน่ใจว่าสามารถรุดมาถึงก่อนทุกนายหนึ่งวันในสองวันนี้ใช้เวลาหมดไปกับการเฝ้าสังเกตการณ์ การดำเนินชีวิตประจำวันของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม แม้แต่ส่งสัญญาณหากันยังไม่กล้ากระทำด้วยว่าจะสร้างความตื่นตัวให้กับอีกฝ่าย
    มันความจริงซุ่มอยู่บนคบไม้ เพราะ แน่ใจว่าแม่ทัพพิทักษ์ประจิมมีกิจวัตรซ้อมฝีมือทุกวันในเพลาเย็น และใช้หุ่นไม้ประหลาดพวกนี้เป็นเป้าซ้อม จึงซุ่มแอบอยู่บนคาคบเหนือชุดหุ่นไม้ที่มีร่องรอยการใช้งานมากที่สุด ตั้งใจว่าเมื่อเวลาแม่ทัพพิทักษ์ประจิมสิ้นสุดการฝึกซ้อมจะเป็นเวลาอันผ่อนคลายสมาธิจิตใจและเป็นเวลาจู่โจม
    หากแม้นแม่ทัพพิทักษ์ประจิมไม่รู้ตัวก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ หากแม้นรู้ตัวแต่ด้วยสภาวะที่ฝ่ายตนเตรียมพร้อมอย่างไรเสียก็เป็นฝ่ายได้เปรียบจะรุกไล่ให้ถึงริมหน้าผา หน่วยพลดาบจะกรูจากที่ซ่อน ประสานเสริมค่ายกลรุกไล่ไปพร้อมกัน สุดท้ายพลหอกเตรียมเป็นแนวป้องกันที่สองหากว่าเป้าหมายหลุดรอดจากค่ายกลดาบ ดำเนินการต่อเนื่องจนกระทั่งแม่ทัพพิทักษ์ประจิมสิ้นทางถอย พลธนูจะทำหน้าที่ระดมยิงให้แม่ทัพพิทักษ์ประจิมตกหน้าผาไป ดูจากมาตราการอันเฉียบขาดและรัดกุมพร้อมพรัก ทั้งมือหอกดาบและธนู อีกทั้งยังกระตุ้นตัวเองตลอดเวลาให้ไม่ประมาทแล้วยังคำนวนความเป็นไปได้หลายประการเพื่อรับมือกับเหตุการณ์พลิกผัน ไม่ว่าอย่างไรทุกสิ่งยังอยู่ในความควบคุม
    ที่สุดแล้วก็พบว่าแม้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างสูงค่าแล้ว ที่แท้ยังประเมินต่ำไปจากความเป็นจริงหลายเท่านักก่อนอื่นด้วยความสามารถในการแอบซุ่มไร้กายไร้จิต แม่ทัพพิทักษ์ประจิมกลับล่วงรู้ได้เหมือนไม่ลำบากกินแรงข้อนี้แสดงว่าพลังสมาธิของคนผู้นี้ถึงขั้นฟ้าดินเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งสูงกว่าตนเองหนึ่งขั้น ที่เหลือคงต้องใช้ฝีมือที่แท้จริงเข้าตัดสิน กล่าวถึงพลังฝีมือที่แท้จริงแม้ตนเองได้เปรียบในความหนุ่มแน่น แต่ทว่าด้วยกิตติศัพท์ชนะร้อยศึกของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม ยังยากบอกได้ว่าผู้ใดจะชนะในท้ายสุด อย่าว่าแต่ขณะนี้สมาธิจิตใจเป็นรองอยู่เรื่องฝีมือก็ไม่อาจประเมินสถานการณ์สูงเกินไป  ดังบทเรียนที่เพิ่งประสบดังนั้นไม่กล้าคาดว่าฝีมือของมันจะสูงกว่าฝ่ายตรงข้ามอีกต่อไป
    เมื่อใคร่ครวญถึงขั้นนี้ เหิมดาบเดียว ภายใต้สถานการณ์คับขันทราบว่าตนตกเป็นรอง กลับรวบรวมสมาธิจิตใจกลับมาได้สำเร็จ พบว่าด้วยตัวแม่ทัพพิทักษ์ประจิมอยู่เพียงผู้เดียว ตนก็จับตาดูเกือบตลอดเวลา ย่อมไม่สามารถจัดการสมุนของตนได้ทั้งหมด ที่อับจนกว่านั้น โดยที่ตนเฝ้าจับตาดูอยู่ความเคลื่อนไหวของเม่ทัพพิทักษ์ประจิมอยู่สองคืน ยังมีคนผู้หนึ่งสามารถส่งข่าวให้กับแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ และม้ันคาดคำนวนว่าคนผู้นั้นเป็นผู้จัดการกับกองกำลังของตนทั้งหมด
    คิดถึงตอนนี้ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ใจประหวัดถึงชื่อหนึ่งในสิบปีนี้ที่สาบสูญไปพร้อมกับแม่ทัพพิทักษ์ประจิม ปาน สายลมอุดร ผู้เป็นประดุจมือขวาของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม 
    แม่ทัพพิทักษ์ประจิมรับราชการยี่สิบห้าปี ไต่เต้าจากหัวหมู่ทะลวงฟันเรื่อยมาจนเป็นขุนศึกกระทั่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าชีวิต สู้ศึกเมื่อครั้งช่วงกลางรัชกาลจึงได้เลื่อนเป็นแม่ทัพพิทักษ์ประจิม เล่ากันว่าเหตุการณ์เป็นที่น่าหวาดเสียวนัก พระเจ้าโก๊ะล่อฝงไล่ตามทหารพ่ายทัพฮั่นไปสุดท้ายเป็นหลุมพราง ทหารรักษาพระองค์กว่าพันเหลือเพียงสิบเพราะโดนข้าศึกซุ่มล้อมโจมตี โดยตัดทางถอยและกักวไว้กลางทัพ ดีที่แม่ทัพพิทักษ์ประจิมครั้งนั้นเป็น นายกองซ้ายนามเดิม ใหญ่ นิลกาฬ ทำงานภายใต้กองทัพซ้ายในความควบคุมพระยารักษาแดน ตัดสินใจนำทหารมือดีเพียงสิบนายทะลวงตามหลังมาคุ้มครองท่าน ด้วยมองเล่ห์กลออกแต่แรก ที่จริงถือว่าทำผิดกฏกองทัพมหันต์เนื่องจากเคลื่อนไหวโดยพลการ สุดท้ายอาศัยฝีมืออันสูงส่งประคองชีวิตทั้งหมดได้นานเกือบชั่วน้ำเดือด เล่ากันว่า ใหญ่ นิลกาฬ ประดุจเทพยักษาร่ายรำดาบ ตลอดทั้งร่างปกคลุมด้วยโลหิตมนุษย์จนเปลี่ยนลักษณ์จากสีนิลเป็นแดงฉาน รักษาแนวด้านหนึ่งของทั้งหมด ปล่อยด้านหลังเป็นภาระของทหารกล้าทั้งสิบรับหน้าที่อารักขา จวบจนกระทั่งทัพซ้าย และทัพขวาเดินทัพมาช่วยเหลือทัน
    อาศัยเหตุการณ์ครั้งนั้นได้รับตำแหน่งพระยาในช่วงรับราชการปีทียี่สิบของพระเจ้าโก๊ะล่อฝง ทรงพระราชทานสมัญญานามว่า แม่ทัพพิทักษ์ประจิม ด้วยว่าทิศที่ท่านต้านทานข้าศึกในครั้งนั้นเป็นทิศตะวันตกพอดี
    ในเหตุการณ์ครั้งนั้นหนึ่งในทหารสนิท คือ ปาน สายลมอุดร อายุเพียงสิบแปดปีเศษ เล่ากันว่าเหตุการณ์แนวรบด้านหลังก็หวาดเสียวไม่แพ้กัน ปาน เคลื่อนไหวดุจสายลมทำลายจังหวะต่อสู้ของข้าศึกเปิดช่องให้ทหารกล้าฝ่ายตนได้เปรียบตลอดเวลา หลังจากนั้นไม่ว่าการศึกใด ปาน เป็นผู้รับหน้าที่สอดแนมและทำลายจุดแข็งแกร่งให้ก่อนทัพใหญ่ตามหลังตลอดมา
    อีกห้าปีถัดมาระหว่างการหลบหนีของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม สายลมอุดรได้เสียชีวิตระหว่างอารักขาผู้เป็นนาย ซึ่งเป็นเรื่องราวเมื่อสิบปีก่อน ทว่าบัดนี้เหิมดาบเดียว เป็นผู้เดียวที่รับรู้ว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
    เหิม ดาบเดียวเมื่อใคร่ครวญถึงตอนนี้นับว่าเข้าใจเหตุผลกลการณ์ทั้งสิ้น แต่ทว่ากลับตกในห้วงอันเลวร้ายยากกอบกู้  ลำพังแม่ทัพพิทักษ์ประจิมก็เกินรับมือไหว แต่ยังเข้าใจว่าสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยเชื่อมั่นในความสามารถด้านหลบหนี แต่บัดนี้เพิ่ม ปาน สายลมอุดรมาอีกหนึ่ง จุดเด่นของตนพอดีถูกกลบลบไปคิดส่วนคิด ใคร่ครวญส่วนใคร่ครวญ ยามคับขันสติสมาธิบรรลุถึงขั้นสูงสุดอีกครา สลัดความกังวลผลได้ผลเสียคืนสู่ความกระจ่างแจ่มใส
    ความเคลื่อนไหวของแม่ทัพพิทักษ์ประจิมหรือพระยาพิทักษ์ประจิมก็ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ชูหัวแม่มือขึ้นเป็นทำนองชมเชย“เหิมดาบเดียว ไม่ธรรมดาจริงๆ อาศัยคำพูดข้าพเจ้าไม่กี่คำก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด”
    เหิมดาบเดียวยามนี้แม้ทราบว่าตกเป็นรองซ้ำแล้วซ้ำอีกกลับไม่ลนลานอีกต่อไปกล่าวว่า“ฉันใดฉันนั้น ไอ้เหิมยอมรับว่าพ่ายแพ้แก่ใต้เท้าตั้งแต่ยังไม่ทันประมือ แต่ลูกผู้ชายเมื่อคิดสู่สนามรบก็ไม่หวนคืนกลับ ยังหวังให้ใต้เท้าให้โอกาส ไอ้เหิมได้พิสูจน์ฝีมืออันแท้จริงสักครา”
    มันเพียงคิดอาศัยศักดิ์ศรีแม่ทัพพิทักษ์ประจิม ขอโอกาสไม่กลุ้มรุมจู่โจมมัน แม้ว่าโอกาสชนะยากเต็มทีก็ต้องไขว่คว้าไว้ มันรู้ว่าขอเพียงเมื่อสักครู่ไม่เข้าใจความนัย  แม่ทัพพิทักษ์ประจิมคงไม่กลับคำลงมือลงไม้เป็นแน่ แต่ถ้าเตลิดเปิดเปิงหนีไปสุดท้ายต้องถูกสายลมอุดรไล่ล่าจวบจนสิ้นชีพ เพราะมันเมื่อสมาธิแตกซ่านก็หาใช่คู่มืออันใดไม่  อันยอดฝีมือความจริงแพ้ชนะกันที่พลังสมาธิ หากตนไม่เข้าใจความนัย ยามเลอะเลือนหลบหนีพอเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับใกล้เคียงกันหรือแม้ต่ำกว่าหนึ่งขั้นเท่ากับพบมัจจุราชโดยแท้ แลโดยสถานการณ์แล้วฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางปล่อยปละละเว้นให้มันกลับไปรวมสมัครพรรคพวกหวนกลับมาเป็นครั้งที่สอง

    แม่ทัพพิทักษ์ประจิมเผยอรอยยิ้ม เห็นฟันขาวตัดกับหน้าดำเห็นเด่นชัด“เหิมดาบเดียว มีคารมอันแหลมคม ยากที่ข้าพเจ้าปฏิเสธ เอาเถอะในเมื่อมาแล้วจะจากไปเยี่ยงนี้ก็กระไรอยู่”
    จบคำ โดยไม่ให้สุ้มให้เสียง เท้าขวาของแม่ทัพพิทักษ์ประจิมกวาดขึ้นตรงบริเวณหน้าของเหิมดาบเดียวประหนึ่งสายฟ้าฟาด อริยาบทกลับดูกลมกลืนราวกับไม่ต้องลำบากกินแรงอันใด บรรลุขั้นเคลื่อนไหวดังใจหมาย จากอริยาบทไพล่หลังเป็นเตะกวาดราวกับไม่ได้อาศัยเวลาในการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
    นี่ยากตำหนิท่านฉวยโอกาส อันที่จริงตั้งแต่เริ่มสนทนาเหิมดาบเดียวอยู่ในสภาพพร้อมรุกตลอดเวลา ทว่าคิดส่วนคิด จนใจที่จวบกระทั่งสิ้นคำสนทนา ไม่สามารถหาโอกาสได้แม้เสี้ยวกระพริบตาเป็นฝ่ายรุก ได้แต่ตั้งท่าตลอดเวลา
    ข้างเหิมดาบเดียว ไม่ลนลานทราบว่า เดิมทีประเมินความห่างชั้นฝีมือหนึ่งขั้น แต่เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนสภาวะจากไพล่หลังเป็นพร้อมเตะกวาดก็ทราบว่าพบพานยอดฝีมือในยอดฝีมือที่ระยะห่างใกล้เคียงกันหาใช่หนึ่งขั้นครึ่งขั้นดังที่คิด รวบรวมพลังทั่วร่างเสียงกล้ามเนื้อลั่นเปรียะประดึงดาบจากฝักแทบเป็นเวลาเดียวกันกับส้นเท้าแม่ทัพพิทักษ์ประจิมพ้นจากพื้น ฟันดาบเข้ารับหาหน้าแข้งของแม่ทัพพิทักษ์ประจิมเรื่องเหลือเชื่อก็อุบัติแก่สายตาเหิมดาบเดียว เห็นแม่ทัพพิทักษ์ประจิมบิดข้อเท้าวูบหนึ่ง เปลี่ยนทิศทางกลางคันใช้ฝ่าเท้าเลือดเนื้อรับคมดาบแทน เหล็กคมกล้ากลับไม่อาจทำอย่างไรได้ เสียงตังปะทะสนั่นหวั่นไหว เหิมรู้สึกข้อมือชาด้านถอยหลังหนึ่งก้าว นี่หาใช่ตนไร้เรี่ยวแรง หรือดาบไม่มีประสิทธิภาพไม่ แต่เท้าของแม่ทัพพิทักษ์ประจิมรวบรวมกำลังสูงสุดตลอดทั้งข้อดุจดั่งหินผาหาใช่เลือดเนื้อคนต้านปะทะทั้งยังสร้างความเสียหายแก่พลังต่อสู้ของมัน
    เห็นแม่ทัพพิทักษ์ประจิมหมุนตัวหนึ่งรอบ เปิดช่วงหลังให้จนใจที่จนบัดนี้ข้อมือไม่หายชาจากการปะทะ ได้แต่เบิ่งตาดูท่านรวบรวมกำลังจากการหมุนเท้าขวาวนเข้าจู่โจมบริเวณลำตัวเป็นคำรบสอง
    เหิมกัดฟันสืบเท้าไปข้างหน้า อาศัยสภาวะเคลื่อนไหวเพิ่มพลังให้ตัวเอง โชคดีที่ข้อมือหายจากอาการชาด้านพอดี ครั้งนี้กลับปะทะอย่างหักโหม ทราบว่าตนตกเป็นเบี้ยล่างสิ้นเชิง เนื่องจากปมเด่นของมันเป็นความเร็วกลับถูกบังคับให้หาญหักตรงๆ แต่รู้ส่วนรู้ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้แต่อย่างใด พลันข้อมือชาอีกคราโดยพลังปะทะกระแทกถอยไปหนึ่งก้าว
    เหิมพลันพบว่าสภาวะกดดันกลับผ่อนลง รวบรวมกำลังก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อกระโดดเข้าโจมตี ครั้นเงื้อดาบจนสุดล้าดีดดาบเข้าสู่สภาวะโจมตี ตระหนักรู้ว่าบัดนี้แม่ทัพผู้แกร่งกล้วเปรียบดังแมวหยอกเย้ามุสิก แม่ทัพพิทักษ์ประจิมจงใจคลายความกดดันลงเพื่อเปิดโอกาสให้ตนได้ใช้ปมเด่นได้เต็มที่ ยอดคนท่านนี้ไม่พบเจอคู่มือมานานดังนั้นใช้เหิมดาบเดียวเหมือนดังเป้าซ้อมมือ ในใจเหิมดาบเดียวกลับสงบราบเรียบ หวนนึกว่านี่เป็นบททดสอบที่สอง ตนภายใต้สภาวะคลี่คลายลง หากหลบหนีต่อจากนี้คงไม่มีโอกาสหายใจเกินสามครั้ง
    เหิมดาบเดียว ทราบว่าภายในสามกระบวนเพลงดาบต้องสร้างสภาวะไม่พ่ายให้จงได้ เพื่อดาบสุดท้ายจักเกิดประสิทธิผลสูงสุด ดาบนั้นดาบเดียวไม่มีดาบอื่นอีก
    พลันที่เหิมม้วนดาบจากล่างขึ้นบนตวัดบนลงล่างในสภาวะเฉียงเล็กน้อยด้วยความเร็วระดับตามองไม่เห็น แม่ทัพพิทักษ์ประจิมถอยกายหนึ่งก้าวปลายดาบทั้งสองครั้งพุ่งผ่านผิวกายในระยะห่างเพียงนิ้วก้อยกั้น เป็นแม่ทัพพิทักษ์ประจิมจงใจสำแดงประสาทรับรู้อันสุดเปรียบปาน  ทั้งรักษาระยะห่างที่สามารถออกอาวุธได้เป็นการสะกดข่มสมาธิเหิมดาบเดียวตลอดเวลา อย่าเห็นว่าแม่ทัพพิทักษ์ประจิมหลบรอดอย่างปลอดโปร่ง หากเปลี่ยนเป็นมือธรรมดาทั่วไปต้องประสบกับความหายนะ ปลายดาบล้วนเปลี่ยนแปลงทิศทางตลอดเวลา ชั่วอึดใจจำแนกความเปลี่ยนแปลงได้สิบเส้นทาง หากมือดีที่ระดับด้อยกว่าหนึ่งขั้น พานเห็นดาบฟันเฉียงลงกลับไม่อาจทำนายเส้นทางได้ถูกต้อง
    เหิมดาบเดียวมิใช่ไม่ทราบว่าคู่ต่อสู้จงใจหลบโดยรักษาระยะห่างอันแม่นยำตลอดเวลา แต่คิดไปก็เปลืองสมองนึกรู้ว่าแม่ทัพพิทักษ์ประจิมดูออกว่าตนต้องอาศัยความเร็วเพิ่มสภาวะความแหลมคมของดาบตลอดเวลา ในใจไม่ทราบเป็นรสชาติใดฝ่ายตรงข้ามกลับคำนวนแน่ชัดว่าสิ้นดาบชุดที่สาม กระบวนต่อไปเป็นดาบอันสูงส่งที่สุดในชีวิตของตนแล้ว แต่นี่ไม่อาจไม่เดิมพัน เหิมดาบเดียวตัดใจฟาดออกด้วยกระบวนท่าที่สอง
    เห็นดาบเปลี่ยนแปลงทิ้งเป็นเงาเลือนลางด้วยปรากฏการณ์ภาพติดตาเป็นริ้วบนอากาศหลายสิบจุด แม่ทัพพิทักษ์ประจิมใช้สองหมัดต่อยในอากาศ ทุกจุดกลับเป็นตำแหน่งก่อนเกิดริ้วเงาทั้งสิ้น มาตรว่าความเร็วไม่เทียบเท่า ทว่าการคำนวนนั้นแม่นยำสุดเปรียบปาน หากแม้นกระทบถูกดาบของเหิม เป็นที่แน่ใจว่าชื่อเหิมดาบเดียวไม่ต้องใช้อีกต่อไป
    ดาบที่สามยิ่งไร้ร่องรอยดาบถูกฟันจากบนลงล่างด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เห็นเป็นเส้นจางเส้นเดียว ดาบนี้ไม่มีการพลิกผันเปลี่ยนแปร เมื่อลงสู่จุดต่ำสุดเห็นเหิมดาบเดียวหมุนตัวด้วยระดับความเร็วดุจข่างลูกยักษ์ แม่ทัพพิทักษ์ประจิมยังประคองระยะห่างไม่เปลี่ยนแปลงพลันข่างลูกยักษ์นั้นถลันวูบไปด้านหลัง แม่ทัพพิทักษ์ประจิมชมดูจนขมวดคิ้ว  ใบหน้าสลายรอยยิ้มเปลี่ยนเป็นจริงจังเป็นครั้งแรก 
    จากนั้นเมื่อเหิมดาบเดียวหมุนครบรอบมาอีกครา ร่างทั้งร่าง ดาบทั้งดาบ กลับสะสมพลังสภาวะจากสามดาบแรกรวมอยู่ในท่วงท่าทั้งหมด ประกายดาบกระจายจ้าตำแหน่งที่ประกายดาบฟาดออกกลับครอบคลุมตำแหน่งสำคัญทั้งหมดบนร่างกาย หน้าผาก ระหว่างจมูกและริมฝีปาก คอหอย หัวใจ ลิ้นปี่ สะดือ หว่างขา ด้วยความเร็วระดับไม่อาจมองเห็นด้วยตามนุษย์ได้  
    เหิมดาบเดียวบัญญัติดาบนี้จากการสะสมพลังหมุนของดาบยิ่งฟาดฟันยิ่งเพิ่มความเร็วและพลังเรียกว่า เจ็ดดาบสังหาร คนทั่วไปนึกว่าเป็นเจ็ดกระบวนท่า  ที่แท้เป็นกระบวนท่าเดียวเจ็ดดาบ
    ตำแหน่งทั้งหมดล้วนเป็นแนวเส้นกึ่งกลางร่างกายทั้งสิ้น ยอดฝีมือทั่วไปแม้ทราบกลับจนใจที่ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ แต่ทว่าแม่ทัพพิทักษ์ประจิมเป็นยอดฝีมือในยอดฝีมือ เห็นประกายดาบกระจายออกกลับพานต่อยหมัดขวาออกตรงๆ 
    เหิมดาบเดียวเห็นหมัดทื่อด้านกลับขยายใหญ่ สภาพการณ์กลับเป็นประหนึ่งว่า หนึ่งหมัดสามารถรับได้ทั้งหมดเจ็ดดาบในคราวเดียว หากนี่เป็นจิตหลอนดาบที่พุ่งเข้าคอหอยอันเป็นดาบจริงดาบแรกอาจประสบผลสำเร็จ แต่หากนี่เป็นความจริงหรือหนึ่งหมัดนี้กระทบถูกดาบตนเท่ากับปล่อยพลังดาบหนึ่งในเจ็ดสู้ศึกหมัดสะท้านแผ่นดินนี้เพียงลำพัง
    เหิมดาบเดียวทอดถอนใจ รวบรวมความคิดอันเด็ดเดี่ยวตัดสินใจในฉับพลัน เห็นประกายดาบที่แตกกระจายรวมเป็นหนึ่งเข้าปะทะกับหมัดของแม่ทัพพิทักษ์ประจิมอย่างหักโหม
    เสียงตังดังสะท้านป่า นกกากระพือปีกบินจากยอดไม้เป็นรัศมีไกลหลายร้อยก้าว ส่ำสัตว์แตกตื่นวิ่งห่างออกจากทิศทางของทั้งสอง นี่แสดงว่าคลื่นพลังเสียงอันสะท้านหูกระจายอย่างรุนแรงถึงเพียงไหนเหิมดาบเดียวปลิวลิ่วไปด้านหลังอย่างสุดจะควบคุมรั้งยั้งได้ รู้สึกสะท้านสะเทือนไปทั่วร่างอวัยวะภายในถูกกระแทกอย่างหนัก ร้อนวูบทั่วลำคอ กระอักโลหิตสดออกรอบคำใหญ่ส่วนแม่ทัพพิทักษ์ประจิมถอยกายตึงตังสามก้าว นี่เป็นมันชื่นชมคนบนเส้นทางนักสู้ด้วยกัน ได้ยินชื่อเหิมดาบเดียวมานาน เมื่อพบพานดังนั้นอดไม่ได้ที่จะทดสอบความสามารถฝ่ายตรงข้ามถึงกลับปล่อยให้เหิมดาบเดียวสะสมพลังได้ดังใจ เห็นเหิมดาบเดียวตวัดดาบไปมาในแนวทางรวมพลังยิ่งสนใจ คิดรับทราบดาบสุดยอดอันสุดท้ายของชายผู้เลื่องชื่อแห่งลุ่มน้ำโขง เมื่อรับดาบสุดท้ายนี้รู้สึกทั้งสมใจทั้งเสียดายที่หลังจากนี้ไม่ว่าอย่างไรต้องปลิดชีวิตคู่ต่อสู้มิให้รอดไปได้ถึงกระนั้นพลังดาบของเหิมดาบเดียวแตกกระจายไปทั่วแขนขวาของแม่ทัพพิทักษ์ประจิมรู้สึกชาด้านจนยากคลายหมัดที่กำได้ นี่แสดงว่าดาบนี้ทรงอานุภาพถึงเพียงไหน แม้นไม่อาจทำอันตรายยอดคนท่านนี้แต่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวทั้งในเชิงรุกและรับได้ นี่นับว่าสมควรภาคภูมิใจแล้ว
    แม่ทัพพิทักษ์ประจิมยังไม่ทันสลายพลังเสร็จสิ้น ข้อแขนยังชาด้านอยู่ ในใจคำนวนว่าสามารถใช้แขนข้างที่เหลืออยู่ปลิดชีวิตเหิมดาบเดียวไม่ยากเย็น เผยอยิ้มด้วยความสมใจหลายปีมานี้ช่างเงียบเหงานักจู่ๆมีนักฆ่าฝีมืออันดับต้นมาให้เป็นเป้าซ้อมฝีมือค่อยมีความสนุกสนานบ้าง ร่างเอนไปด้านหลังเล็กน้อยขณะโน้มร่างไปด้านหน้ารวมกำลังขึ้นใหม่ มันกลับสลายรอยยิ้มไปสิ้น
    พริบตานั้นเงาร่างสูงใหญ่ไม่แพ้แม่ทัพพิทักษ์ประจิม เปรียบกันแล้วทั้งยังสูงกว่า ลอยลิ่วจากยอดไม้ ไม่รวดเร็วไม่เชื่องช้าสภาวะสะสมกำลังจากการร่วงหล่นตามธรรมชาติตลอดเวลา เห็นละลิ่วเป็นเส้นโค้งอันสวยงามคำนวนจุดตกแน่นอนที่ตำแหน่งถอยของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม ความสามารถนี้เป็นที่น่าตระหนกยิ่งนัก สมควรเป็นคู่มืออันยากพบพานแท้จริง
    ก่อนอื่นควรทราบว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้แทบพร้อมเพรียงกัน เมื่อดาบหมัดปะทะกัน ร่างสูงนั้นก็ดีดตัวจากยอดไม้ในเวลาที่ไม่อาจเปรียบเทียบก่อนหลัง ทั้งคำนวนการถอยของแม่ทัพพิทักษ์ประจิมแน่นอนที่สามก้าว ยอดฝีมือระดับนี้หากเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่สภาวะจู่โจมจะลดกำลังลงตามธรรมชาติ ร่างลึกลับคำนวนระดับฝีมือและผลการปะทะอย่างแม่นยำ จากนั้นสาดพุ่งร่างด้วยกำลังเพียงครั้งเดียวไปสู่ตำแหน่งที่หมายเพื่อให้พลังจู่โจมอยู่ในสภาวะสูงสุด เยี่ยงนี้จึงน่าตระหนกยิ่งนัก
    ในห้วงเวลาเดียวกันจากเรือนไม้ เงาร่างอันประเปรียวสายหนึ่งสาดพุ่งเข้ากลางลาน ระดับความเร็วยังสูงส่งกว่าการเคลื่อนไหวของเหิมดาบเดียว เห็นแน่ชัดว่าสามารถล่วงถึงกลางวงต่อสู้ในบัดดลก่อนเวลาร่างสูงใหญ่นั้นพุ่งจู่โจมถึงเห็นแม่ทัพพิทักษ์ประจิมตวาดก้อง“ไม่ต้อง พาครอบครัวกูหนีไป” 
    วาจาลั่นจบ เงาจางสายนั้นหมุนกลับไปยังเรือนน้อยโดยไม่ใช้เวลาหยุดยั้งเพื่อเปลี่ยนทิศทางแม้แต่น้อย เพียงความเคลื่อนไหวนี้ก็สามารถสะท้านโลกแล้ว ที่แท้เงาร่างสายนี้จึงเป็นมือขวาของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม ปาน สายลมอุดร
    ฝ่ายแม่ทัพพิทักษ์ประจิมนับตั้งแต่รู้สึกถึงศัตรูอันตึงมือแล้วสมาธิจิตใจกระจ่างแจ่มใสถึงขีดสุด คำนวนแน่ว่าบัดนี้ตนอยู่ในสภาพการณ์อันเลวร้ายถึงที่สุด ก่อนอื่นตนแม้สามารถรับรู้ได้ถึงเหิมดาบเดียวผู้เป็นอันดับหนึ่งในด้านซ่อนเร้นแห่งลุ่มแม่น้ำโขงแล้ว กลับไม่รับรู้ถึงการคงอยู่ของคนผู้นี้แม้แต่น้อยแสดงว่าฝ่ายตรงข้ามฝึกฝนถึงขั้นไร้ตัวไร้ตน จิตสำนึกเก็บงำภายในสมบูรณ์แบบ เปรียบกับตนแล้ว ในด้านจิตสำนึกเก็บงำ ร่างลึกลับนี้ยังเหนือกว่าขั้นหนึ่ง ถึงแม้แม่ทัพพิทักษ์ประจิมมีพลังฝีมือเหนือกว่าก็ใช่ว่าจะได้เปรียบ เนื่องจากตนกลายเป็นสภาพสูญเสียแขนขวาชั่วคราว การประมือกับผู้มีพลังใกล้เคียงกันไม่ต่างกับฆ่าตัวตาย ความคิดแล่นผ่านสมองดุจสายฟ้าแลบ ดังนั้นออกคำสั่ง ปาน สายลมอุดร ไม่ต้องช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้นนอกจากไม่มีส่วนช่วยเรื่องราวอันใด ได้แต่เพิ่มความสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ หากอาศัยมือขวาผู้นี้รักษาครอบครัวตนให้อยู่รอดไว้ยังเป็นที่น่าปลาบปลื้มพอแล้ว หากโชคดีได้ชัยย่อมมีโอกาสพร้อมหน้าอีกครา
    ปาน สายลมอุดร ครั้นได้รับคำสั่งไม่ทบทวนซ้ำสอง ไม่หยุดยั้งลังเลแม้แต่น้อย ร่างกายเปลี่ยนเป็นสายลมหอบหนึ่ง พุ่งผ่านเข้าประตูเรือนไปยังห้องโถงหน้า เปิดพื้นไม้ออก เห็นเป็นวัสดุสีดำอยู่ภายใน นั่นเป็นยางธรรมชาติ หลังจากดึงออกห้าชั้น เผยให้เห็นประตูไม้อีกบาน ที่แท้นี่เป็นหลุมหลบภัยที่ผ่านการออกแบบอย่างดี ก่อนอื่นทำด้วยโครงสร้างไม้เป็นกล่องแน่นหนา จากนั้นหุ้มห่อด้วยยางธรรมชาติสองชั้น ฝังอยู่ใต้ดินจากนั้นก่อสร้างเป็นพื้นส่วนโถงด้านหน้า ภายในยังมีท่ออากาศกรองด้วยเยื่อไม้ไผ่และเยื่อไม้ต่างๆสองสามชนิด สามารถกันควันไฟได้ ยางธรรมชาติยังเรียงตัวในรูปแบบต่างๆกันสามารถเก็บเสียงได้เป็นอย่างดี หากแม้นไม่แตกตื่นวุ่นวายอยู่ในความเงียบ อาศัยยอดคนเยี่ยงแม่ทัพพิทักษ์ประจิมยังไม่สามารถจับการคงอยู่ได้ ภายในปรากฏใบหน้าขาวซีดสามอัน หนึ่งนั้นงามอย่างโศกซึ้งสุดประมาณ อีกสองเป็นใบหน้าเล็กๆที่แตกต่างกัน
    เจ้าของความงามนั้นคือ เจ้าหญิงจันทรา ผู้เป็นแก้วพระเนตรดวงพระทัยของ พระเจ้าโก๊ะล่อฝง ภรรยาสุดที่รักของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม แต่หาใช่เป็นคู่ครองอันมาจากความเห็นชอบของเจ้าอาณาจักรไม่ ขณะนั้นแม้แม่ทัพพิทักษ์ประจิมเป็นขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ แต่หาใช่เชื้อพระวงศ์อันใดไม่ เมื่อครั้งแรกพบระหว่างพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ทั้งสองล้วนทราบแก่ใจว่าหัวใจเป็นของกันและกัน และไม่อาจวาดหวังพระราชพิธีสยุมพรใดๆ ผ่านไปห้าปีคืนสำนึกพระคุณนที ทั้งสองลอบหนีจากพระนครไปด้วยกัน เร้นกายสู่ป่าลึกใช้ชีวิตเยี่ยงสามีภรรยาทั่วไป ไม่ทราบว่ามีความสุขปานใด พระเจ้าโก๊ะล่อฝงเมื่อทรงทราบเรื่อง ทรงเข้าพระทัยพระธิดาดีอีกทั้งพระยาพิทักษ์ประจิมมีคุณูปการแก่บ้านเมืองอย่างใหญ่หลวงดังนั้นทรงโปรดละเว้นการติดตาม เพียงแต่ไม่ได้เว้นโทษ ยังคงตราความผิดไว้ตามราชประเพณีเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ดังนั้นแม้ยังมิสิ้นรัชกาลแต่มีการติดตามไล่ล่าเยี่ยงนี้ เป็นที่แน่แก่ใจว่าความนี้ย่อมมีเบื้องหลัง
    “เราไม่ไป” รับสั่งแรกของเจ้าหญิงจันทรา เมื่อเบื้องหน้าปรากฏบุคคลอันเปรียบเป็นแขนขวาของสามี
    ปาน สายลมอุดร จับตาแน่วนี่งอยู่อึดใจหนึ่ง ไม่พบความเศร้าโศกอันใดมีแต่แววตาอันเด็ดเดี่ยวฉายจากแววพระเนตร ปานเหลือบมองไปยังใบหน้าขาวซีดอีกสองที่เหลืออยู่ บุตรชายและบุตรสาวของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม บุตรชายมีเค้าโครงหน้ารูปหน้าสันคมคลับคล้ายบิดา สีผิวเข้มคล้ำแม้ไม่ดุจเดียวกับบิดาแต่จัดได้ว่าละม้ายคล้ายอายุเก้าขวบสิบขวบ ส่วนบุตรสาวอายุมากกว่าปีหนึ่งโครงหน้ารูปไข่พิมพ์พักตร์ดุจเดียวกลับพระมารดายิ่งนักหากแม้นมีสนมกำนัลเก่าแก่ได้มีโอกาสยลโฉม คงเปรียบดังย้อนอดีตเมื่อครั้งรับใช้เจ้านายน้อยครั้งทรงพระเยาว์ 
    ปานเบือนสายตากลับไปยังเจ้าหญิงจันทราอีกครั้ง ทรงพยักศีรษะน้อยๆ ปาน สายลมอุดรน้อมคำนับจากนั้นคว้าข้อแขนสองเด็กน้อยวูบหนึ่ง ถลันลับไปจากคลองจักษุ
    พระยาพิทักษ์ประจิมทางหนึ่งนั้นทุ่มกำลังทั้งร่างรับท่าสังหารรุนแรงหนึ่งครา สะท้านไปทั้งร่างถอยกายสองก้าว ฝ่ายตรงข้ามถูกแรงกระแทกสะท้อนลอยคว้างกลับไปสามวา เสียงหมัดปะทะฝ่ามือสนั่นหวั่นไหวร่างสูงนั้นหมุนลงสู่พื้นหยุดยืนอย่างสง่างาม เห็นเป็นชายกลางคนผิวขาว ไว้ทั้งหนวดและเคราแต่งกายแปลกประหลาดจากคนท้องถิ่น ชุดยาวสีเขียวเกือบถึงข้อเท้า แขนเสื้อหลวมกว้างยาวพ้นข้อศอกจนถึงกลางช่วงแขน ผมยาวมัดเกล้าเป็นจุกไว้ด้านบนปล่อยชายผมยาวประบ่า กล่าวคำภาษาไตอันเป็นภาษาของคนอาณาจักรน่านเจ้าทั้งสิบเมือง สำเนียงแปร่งหู“นับถือมานาน นับถือมานาน นับว่าเปิดหูเปิดตาจริงๆ”
    “ที่แท้ท่านทูตชาวฮั่น หากแม้นพบปะกันแต่แรกใยมิใช่น่าสมใจยิ่งกว่านี้” ผู้มาเยือนกลับเป็นราชทูตพิเศษจากแผ่นดินประเทศฮั่นในฮ่องเต้ พระยาพิทักษ์ประจิมกล่าวอย่างปลอดโปร่ง กระทบว่าหากแม้นศัตรูผู้มาเยือนปรากฏกายแต่แรกเหตุการณ์ไม่แน่ว่าจะล่วงมาถึงบัดนี้
    ราชทูตชาวฮั่นสะบัดชายเสื้อคราหนึ่งกล่าวว่า“นี่ต้องตำหนิข้าพเจ้าขลาดเขลา แม้ทำความรู้จักแต่แรกอาจได้ชัย แต่ไม่แน่ว่าจะทำภารกิจลุล่วงแล้ว” คำกล่าวนี้ทั้งถ่อมตน ทั้งอวดอ้าง แต่กลับขจัดจุดอ่อนในใจไปสิ้น ยอมรับว่าการลอบทำร้ายนั้นหาใช่การกระทำของผู้กล้าไม่ แต่แฝงความหมายของความสำเร็จสำคัญกว่าผลได้เสียส่วนตัว ยากทำร้ายหรือทอนสมาธิอันเกิดจากความรู้สึกผิดได้ อีกทั้งพลังโจมตีที่แสดงให้เห็น หากต่อสู้อย่างยุติธรรมราชทูตอาจยังกำชัยหรือพ่ายแพ้ยากบอกได้  เพียงทว่าหากได้ชัยความสูญเสียสุดที่จะประเมินเช่นกัน
    พระยาพิทักษ์ประจิมลอบทอดถอนใจ เสียดายที่สงครามจิตวิทยาไม่บังเกิดผล หากแม้นฝากรอยตำหนิในพลังสมาธิได้ หนทางพลิกฟื้นใช่ว่าจะปิดตาย แต่เมื่อไม่สำเร็จ บัดนี้ตนได้แต่รับมือสุดกำลังความเป็นตายส่วนตัวนั้นไม่นับเป็นอย่างไร  พระยาพิทักษ์ประจิมคาดคำนวนว่า ด้วยการตอบโต้ของตนราชทูตฮั่นต้องเก็บเนื้อตัวไม่ต่ำกว่าสิบปีไม่เช่นนั้นพลังที่สร้างสมมาต้องหายไปกว่าครึ่ง 
    ตรึกตรองแล้วสองมือรวบเป็นกำหมัดแขนซ้ายขวายกขึ้นป้องกันก่อนเคลื่อนไหวต่อไปราชทูตชาวฮั่นขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจลอบนับถือการตัดสินใจของแม่ทัพเลื่องชื่อของตาลีฟู ขบคิดรวดเร็วแล้วกระจายกำลังลงสู่สองหมัดกำรวบขึ้นแล้วกุมมือประสาน หามีผู้ใดทราบไม่ว่ายอดวิชาชาวฮั่นอันลึกลับและสาบสูญปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปีที่อาณาจักรน่านเจ้านี้เอง
    สองมือกุมบิดผันหนึ่งกำหนึ่งแบหงาย บัดเดี๋ยวพลิกซ้ายบนขวาล่าง บัดเดี๋ยวพลิกขวากลับทับซ้อนบน สุดที่คนทั่วไปใช้สายตาติดตามทัน พระยาพิทักษ์ประจิมกลับมีโสตประสาทอันปราดเปรียวกว่าคนทั่วไป ด้วยสมาธิจิตดุจสงฆ์ผู้ได้ฌานสมาบัติขั้นสูง ทราบว่าสภาวะพลังฝ่ายตรงข้ามเร่งเร้าเพิ่มพูนตลอดเวลาแต่หามีช่องว่างจุดอ่อนไม่
    ควรทราบว่าวิชาการต่อสู้ของชาวฮั่นนั้นมีจุดเริ่มต้นต่างกับวิชาฝีมือที่พระยาพิทักษ์ประจิมใช้ออก ท่านนั้นเน้นสมาธิจิตและพลังภายนอก สมาธิก่อเกิดพลังภายในเสริมนอก อาศัยนอกเป็นกำลังหลัก จิตเป็นกำลังเสริม ชาวฮั่นเรียกวิถีเช่นนี้ว่าเป็นแนวทางกำลังภายนอก คนผู้ไม่เข้าใจคิดว่าเป็นการใช้กำลังกายเป็นเอก แต่หาทราบไม่ว่าแม้กำลังกายเป็นเอกหากต้องใช้สมาธิจิตกำกับเพื่อใช้กำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมศูนย์ไม่รั่วไหลไม่ขาดตอน และไม่หมดสิ้น 
    ส่วนชาวฮั่นนั้น ใช้กำลังภายในเป็นหลัก กำลังภายนอกเป็นรอง รูปร่างแม้ไม่กำยำล่ำสันแต่อาศัยการเคลื่อนของพลังในกาย อันเรียกขานว่า ชี่ เดินตามจุดเส้นต่างๆ หากแม้สามารถบังคับพลังภายในได้อย่างถูกต้องก่อเกิดกำลังหนุนเนื่องทะลักทะลาย สามารถกระแทกหินให้บุบสลาย ดูดรั้งท่อนไม้ได้ดุจปุยนุ่น
    ดูเผินๆประหนึ่งแตกต่าง แต่ว่าจุดสุดท้ายนั้นกลับไม่ต่างกัน เหมือนดังสภาพเหตุการณ์ตอนนี้ขณะที่พระยาพิทักษ์ประจิมดูออกว่าสภาวะพลังของราชทูตชาวฮั่นเพิ่มพูนตลอดเวลา ไม่ได้ประหม่าลนลานกับการเคลื่อนไหวดุจภาพมายาแม้แต่น้อย กลับรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวกระจ่างชัดตลอดเวลา ราชทูตชาวฮั่นเองกลับรู้สึกว่ายอดฝีมือผู้นี้แม้ไม่เคลื่อนไหวจิตสมาธิรวบกระชับเป็นจุดศูนย์หนึ่งเดียวที่บริเวณทรวงอก แต่แผ่เรืองรองครอบคลุมทั้งร่างกาย ท่าร่างไร้จุดอ่อนทั้งตำแหน่งวางเท้าและตำแหน่งหมัด หากแม้นตนเผยจุดอ่อนเพียงส่วนเสี้ยวลมหายใจ พระยาพิทักษ์ประจิมอาจสามารถสังหารได้ด้วยหมัดเท้าเข่าศอกตลอดเวลา ประหนึ่งว่าตลอดทั้งร่างเลือดเนื้อกลับแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธชนิดหนึ่ง
    เพลานั้นนับเป็นข้อพิสูจน์ว่า เมื่อถึงที่สุดของจุดสุดสูงวิชาฝีมือใดๆล้วนเป็นดุจเดียวกันราชทูตฮั่นนั้นวางแผนว่าจะอาศัยวิชาลับจู่โจมในความเปลี่ยนแปลงถึงสี่ประการ คือ หมัด ซ่อนหมัด ฝ่ามือ ซ่อนฝ่ามือ บัดนี้รู้ว่าแม้ขณะจู่โจมแปลงหมัด เป็นซ่อนหมัด สุดท้ายผู้ต้องแบกความปราชัยกลับมาตุภูมิของต้องเป็นตน จึงรวบรั้งพลังทั้งหมดเปลี่ยนเป็นจู่โจมในครั้งเดียวไม่กล้าเปลี่ยนแปลงทิศทางของพลังใดๆ
    ป่าทั้งป่ากลับกลายเป็นเงียบกริบ เมื่อหมัดสี่ข้างกระแทกเข้าหากัน ประหลาดที่ไร้เสียงปะทะใดๆให้ปรากฏทั้งสองฝ่ายกลับทิ้งท่วงท่านิ่งค้างอยู่เช่นนั้นเป็นอึดใจ ดังรูปสลักอันวิจิตร น่าเสียดายที่ความงามนี้ในโลกหล้าอาจมีเพียงครั้งเดียว และผู้เดียวที่มีโอกาสอันไม่ปรารถนานี้คือองค์หญิงจันทรานั้นเอง
    ราชทูตฮั่นเป็นฝ่ายรั้งมือกลับ หน้าขาวซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากปรากฏสีม่วงคล้ำประหลาด สองมือประสานกันโค้งจนศรีษะจรดพื้นให้กับคู่ต่อสู้ จากนั้นถลันวูบหนึ่งก็หายลับตาไป
    นับตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด เพียงชั่วเวลาหายใจเข้าออก องค์หญิงจันทรากลับรู้สึกประหนึ่งชั่วกัปล์กัลป์ก็มิปาน ครั้นเห็นผู้เป็นสามีนิ่งค้างในท่วงท่าจู่โจมนั้น เจ้าหญิงทรงเดินแช่มช้าด้วยพระทัยอันระทมอ้อมไปยังด้านหน้าของพระยาพิทักษ์ประจิม “พี่ใหญ่” ทรงเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือเห็นพระยาพิทักษ์ประจิมยังหยุดยืนตาเบิ่งค้างประดุจรูปปั้นเทพสัประยุทธ ท่วงท่าเหี้ยมหาญสองมือกำหมัดไปข้างหน้าขวาสูงซ้ายต่ำ ที่แท้ท่านได้สิ้นชีวิตเสียแล้วเจ้าหญิงจันทราทรงทรุดพระองค์ลงกราบแทบเท้าสามี จากนั้นทรงเดินมุ่งหน้าไปยังหน้าผาสูง
    ปาน สายลมอุดรโอบอุ้มสองเด็กน้อยลัดตัดผ่านป่าไม้ไปทางเชิงภูเขาฝั่งตะวันออก ด้วยความสามารถของ ปาน หาใช่เรื่องยากไม่ที่จะสลัดผู้ติดตาม เรื่องการต่อสู้กับยอดยุทธระดับราชทูตฮั่นนับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากประลองความเร็วทางตรงนั้นทอดตาทั่วทั้งแผ่นดินยากหาผู้ใดเปรียบ แต่การหอบหิ้วเด็กสองคนไปด้วยนั้นนับว่าสิ้นเปลืองกำลังนักหยาดเหงื่อเริ่มผุดพรายเต็มใบหน้า ปาน สายลมอุดร ชั่วครู่เปลี่ยนเป็นชุ่มโชกสองแขนจนสองเด็กน้อยรู้สึกได้
    เสียงกู่ร้องก้องกังวาลไพรแว่วมาจากเบื้องบน ณ ที่เคยเป็นเรือนแสนสุข ทั้งหมดทราบดีว่าผู้ที่กู่ร้องก้องนั้น เป็นผู้ได้ชัยและมิใช่เสียงสัญญาณของพระยากพิทักษ์ประจิม
    ปาน สายลมอุดรพลันเพิ่มกำลังความเร็วขึ้นอีกระดับ ทว่าชั่วครู่ความเร็วกลับลดระดับลงอีกด้วยว่าใช้กำลังเกินขนาด ปาน สายลมอุดรพลันชะลอความเร็วลงสุดท้ายหยุดและวางร่างเด็กน้อยทั้งสองลง“อาส่งเจ้าทั้งสองได้เพียงเท่านี้ จากนี้จงหนีไปให้ไกลสุดไกล อย่าได้หันกลับ หากแม้นภายภาคหน้าเจ้าทั้งสองประกอบกิจการยิ่งใหญ่ อาผู้นี้ก็ปลาบปลื้มมากแล้ว”
    “อาปาน” เด็กน้อยกล่าวแทบพร้อมเพรียงกัน จันทร ผู้พี่เขม็งมองใบหน้า อาปาน ผู้นี้แล้วกล่าวว่า“อาปาน คิดว่าอาจต้านทานศัตรูผู้เหนือล้ำกว่าท่านพ่อ ได้นานสักเท่าไร”
    ปาน สายลมอุดร มันปกติสีหน้าจริงจังเรียบเฉย ครั้งนี้สีหน้าของมันกลับเปิดเผยความอารมณ์ทุกประการออกมา ยิ่งกว่าครั้งใดๆที่เด็กๆเคยพบเห็น มันกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า“หากแม้นทุ่มเทสุดพละกำลัง อาคงต้านได้ชั่วธูปไหม้ได้ครึ่งหนึ่ง”
    “จากนั้นเล่า อาปาน คาดว่าหลานทั้งสอง สามารถหนีไปได้ไกลเพียงใด และรอดได้หรือไม่”จันทรผู้พี่ถามต่อ 
    ปานนิ่งอึดใจจึงตอบว่า“หากแม้นโชคชะตา วาสนาของเจ้าทั้งสองดีอยู่ คงแคล้วคลาดไปได้”
    จันทร  เหลือบมองน้องชาย แล้วหันมากล่าวกับปานอย่างเด็ดเดี่ยว “ถ้าเช่นนั้น อาปาน จงนำ น้องหาญ ไปเถิด ทิ้งข้าพเจ้าไว้ที่นี่”ยากยิ่งสำหรับเด็กวัย สิบสองสิบสามปี มีความคิดอ่านเกินวัยเยี่ยงนี้ ยิ่งภายในภาวะอันคับขันเหนือธรรมดา
    “เช่นนั้นจะได้อย่างไร อาปาน ท่านพาท่านพี่จันทร หนีไปเถิดข้าพเจ้าอยู่ที่นี่เอง” หาญน้อยกล่าวโพล่งด้วยความตื่นตระหนก
    ปาน สายลมอุดร นิ่งงันชั่วขณะ จันทรสำทับว่า“หากแม้นข้าพเจ้ามีชีวิตรอด ก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด ภายภาคหน้าคงได้แต่มีเหย้าเรือน ไม่อาจทำกิจการอันใดได้” จากนั้นกล่าวต่อว่า“อาปาน ข้าพเจ้ารู้ดีหากแม้นเหลือภาระให้ท่านเพียงน้องหาญ ท่านต้องหนีไปได้เป็นแน่ โปรดรีบตัดสินใจ”
    ปาน สายลมอุดร จ้องเขม็งในดวงตาของ จันทร ผู้ที่แท้มีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรน่านเจ้า ทั้งสองเรียกหา ปาน สายลมดุดร เป็น อา ด้วยว่าบิดานับถือลูกน้องผู้นี้ เป็นดังน้องในไส้ผู้หนึ่ง เรื่องนี้ ปานเองรู้สึกซาบซึ้งนัก  เจ้าหญิงจันทราก็ทรงหาถือตัวไม่เรียกหาเป็น น้องปาน อย่างสนิทสนมมาตลอด ทั้งยังทรงปรุงอาหารเผื่อแผ่ให้แก่ปานอยู่เสมอ
    ปาน รู้สึกประหลาดอย่างยิ่งนัก เพราะดังว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดเมื่อชั่วน้ำเดือดที่แล้วดูประหนึ่งซ้ำซ้อนกับเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันตอนนี้ เมื่อมองไปในดวงตาของ เด็กหญิงจันทร กลับรู้สึกเหมือนดังมองเข้าไปในพระเนตรของเจ้าหญิงจันทรา ปาน รู้ทันทีว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจนี้ได้ ถึงกับลอบเลื่อมใส เจ้าหญิงน้อยผู้นี้นักจากนั้นกล่าวโดยไม่ใส่ใจอาการของ หาญน้อย แต่อย่างใดว่า“ตกลง อาจะพาหาญน้อยไป แต่เจ้าเองหากมีหนทางรอดใดจงคว้าไว้ ภายภาคหน้าเจ้ามิใช่บุคคลผู้เป็นแม่ศรีเรือนแต่เพียงเท่านั้น อามั่นใจ”
    กล่าวจบแม้เวลาร่ำลาก็ไม่เหลือพอ ปานสายลมอุดรคว้าร่างหาญน้อยหอบหิ้วจากไป เกือบเป็นเวลาเดียวกันกับที่เงาดำในชุดยาวบรรลุมาถึงเจ้าหญิงน้อยหันหน้ามองผู้มานั้นหาได้พรั่นพรึงไม่ พลันยินเพียงเสียงครวญคร่ำที่แทบขาดใจของหาญน้อยห่างไกลออกไปทุกที