บทที่ 20 ครอบครัว [เด็ก ๆ]
“ตื่นหรือยัง?”
ชีกุกก้มหัวลงเล็กน้อยเป็การทักทาย แทนการตอบคำถามของยูซอยอง
ขณะที่ชีกุกเดินผ่านเธอไปเข้าห้องน้ำโดยที่ไม่พูดอะไร ยูซอยองก็แอบถอนหายใจ
เธอทิ้งชีกุกไว้ และเดินเข้าห้องของนายอนไป
นายอนนอนหลับกอดตุ๊กตาที่เธอนำมาจากบ้านพักพิงเทวทูต
“นายอน นายอน? ตื่นได้แล้วนะ กินข้าวแล้วไปโรงเรียนได้แล้ว”
“อื้อ....”
“ตื่นเถอะ เ้าหญิงนายอน”
“อื้อ... ขออีกห้านาทีนะคะพี่.......”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ตื่นนอนกันเถอะ”
ลีจองฮุนยิ้มขณะที่มองดูยูซอยองพยายามปลุกนายอนจากนอกประตู
เขาเดินไปที่ห้องน้ำ
“มีคนอยู่”
ลีจองฮุนรอที่หน้าห้องน้ำสักพัก ขณะได้ยินเสียงของชีกุกมาจากข้างใน
“อืออื้อ....”
นายอนออกมาจากห้องทั้งที่ยังบิดี้เีอยู่
“นอนหลับสบายไหม?”
นายอนหาวหนึ่งครั้งก่อนที่จะตอบคำถามของลีจองฮุน
“ค่ะ หลับสบายนะคะ แล้วคุณลุงล่ะคะ?”
‘ทำไมซอยองได้เป็พี่สาว แล้วฉันได้เป็คุณลุงล่ะ?’ ลีจองฮุนคิดในใจ
“ก็งั้น ๆ นะ”
“งั้น ๆ เหรอ?”
“ใช่”
“ไม่สบายตัวตรงไหนหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก”
“งั้นฝันร้ายสินะ?”
“อันนั้นก็ไม่ใช่เหมือนกัน”
“งั้นทำไมถึงงั้น ๆ ล่ะ”
“ไม่รู้สิ?”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดเื่ตลกที่ไร้สาระและค่อย ๆ ทลายกำแพงทีละนิด ชีกุกที่อาบน้ำเสร็จ ก็เดินออกมาพลางเช็ดผมด้วยผ้าขนหนู
“หือ พี่คะ ตื่นั้แ่เมื่อไหร่?”
ชีกุกตอบคำถามของนายอนสั้น ๆ เพียงว่า “ก่อนนี้แป๊บหนึ่ง”
หลังจากที่เขาทักทายลีจองฮุนทางสายตา เขาก็ก้มหัวทักทายยูซอยองที่ออกมาจากการจัดเครื่องนอนให้นายอนเสร็จพอดี
จากนั้นเขาก็ตรงเข้าไปในห้อง
ยูซอยองที่เห็นท่าทางนั้น ก็มีสีหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
ลีจองฮุนที่มองเธออยู่ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
“เอาล่ะ นายอนก็ควรไปอาบน้ำด้วย?”
“ค่ะพี่”
หลังจากแน่ใจว่านายอนเข้าไปในห้องน้ำแล้ว ลีจองฮุนก็จับมือยูซอยอง
ยูซอยองมองไปที่ลีจองฮุน
“ทำไมเหรอ?”
“ก็แค่....อยากขอบคุณน่ะ”
“เฮ้อ เสียงนั้นอีกแล้ว”
ยูซอยองบีบแขนของลีจองฮุนเบา ๆ เขายิ้มและแสดงความน่ารักให้เห็นเบา ๆ
“เด็ก ๆ ยังดูประหม่าอยู่เลย”
ยูซอยองพยักหน้าให้กับคำพูดของลีจองฮุน
“เมื่อเวลาผ่านไปก็จะดีขึ้นเอง เพราะของแบบนี้มันต้องใช้เวลา”
“ฉันเตรียมพร้อมั้แ่ที่คุยกับพี่แล้ว เพราะงั้นฉันจะเข้าไปใกล้ชิดนายอนเอง ส่วนพี่เข้าไปใกล้ชิดชีกุก เข้าใจไหม?”
“ได้สิ งั้นเรามาลองพยายามกันเถอะ”
ชีกุกที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนผ่านประตู ก็พยายามฝืนยิ้ม
ชีกุกคิดขณะยืนเป่าผมด้วยเครื่องเป่าผมอยู่หน้ากระจก
‘นายอนปรับตัวได้ดีกว่าที่ฉันคิดไว้’
เป็เวลาหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ฉันจากบ้านพักพิงเทวทูตมาที่วิลล่าในย่านโคช็อก
จนถึงตอนนี้นายอนก็ปรับตัวได้ค่อนข้างดี โรงเรียนใหม่ที่ย้ายไป เธอก็ได้เพื่อนที่อยากสนิทด้วย แม้แต่ที่บ้านเธอก็เข้ากันได้ดีกับทั้งยูซอยองและลีจองฮุน ส่วนตอนเย็นก็นั่งดูทีวีด้วยกันที่โซฟาในห้องนั่งเล่น
‘เหมือนครอบครัวเลย....’
เว้นเสียแต่ว่า นายอนเรียกยูซอยองว่าพี่ และเรียกลีจองฮุนว่าคุณลุง นอกนั้นภาพลักษณ์ภายนอกก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้แตกต่างจากครอบครัวอื่น ๆ ทั่วไป
สิ่งที่นายอนไม่ได้รับในชาติที่แล้ว สิ่งที่ปรารถนามาตลอด
นอกจากปัญหาเื่ชื่อเรียกแล้ว นายอนก็ดูกลมกลืนเข้ากับครอบครัวนี้ดี
‘ฉันไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้น’
ในทางกลับกัน ชีกุกไม่มีความคิดแบบนั้นเลย
ในตอนแรก ความจริงที่ว่าเขาถูกรับอุปการะเป็ลูกบุญธรรมของลีจองฮุนและยูซอยองนั้นเป็ทางเลือกที่ฟังดูดี ดังนั้นจึงวางแผนที่จะใช้ชีวิตเหมือนกันกับคิมยังกีในชาติที่แล้ว เมื่อโตเป็ผู้ใหญ่ เขาจะออกจากบ้านนี้ตามที่สัญญาไว้กับลีจองฮุน
นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมเขาถึงตั้งใจทำแบบนั้น เพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็ที่จะต้องยึดติดกับสายสัมพันธ์ของครอบครัว
‘เป็ทางเลือกที่ดีมาก ๆ ที่นายอนเองก็ถูกรับเลี้ยงมาด้วยกัน’
ชีกุกคิดว่ามันเป็ทางเลือกที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่สำหรับชีวิตของนายอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัวนี้และสำหรับชุมชนนี้ที่พวกเขาต้องอยู่อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึง่เวลาแห่งอิสระ
เขาคิดแบบนั้น และลีจองฮุนที่แต่งตัวเต็มยศก็เข้ามาในห้อง
“คิดว่าการที่พานายอนมา เป็ทางเลือกที่ถูกต้องใช่ไหม?”
ชีกุกมองไปยังลีจองฮุนที่เข้ามาในห้องและพูด
ลีจองฮุนพยักหน้าเบา ๆ
“ใช่แบบนั้นแหละ”
“อ่า”
“ทำไมเหรอ?”
“เพราะซอยองกำลังกังวลอยู่เล็กน้อย”
“กังวลอะไร?”
“เธอคิดว่านายปรับตัวได้ไม่ดีเท่าไหร่”
ชีกุกหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำพูดของลีจองฮุน
เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น สีหน้าของลีจองฮุนก็ตึงเครียดขึ้น
เขาพูดว่า “ซอยองอยากทำกับนายเหมือนที่ทำกับนายอน”
“ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจให้คุณรับเลี้ยงนายอนมาด้วยกัน ผมคิดว่าพูดไปชัดแล้วนะ?”
“ฉันรู้ แต่ว่า....”
ชีกุกมองไปที่ลีจองฮุน
“จำสัญญาของเราไม่ได้เหรอ? คุณเป็พ่อตามกฎหมายของผม จัดการทรัพย์สินของผม และผมจะทำให้คุณเป็นักธุรกิจที่มั่นคง ไม่ใช่เหรอ?”
“....ก็ใช่”
“ก็เห็นแล้วนี่ ในสัญญาไม่มีองค์ประกอบของครอบครัว ไม่มีความสัมพันธ์ของลูกชายหรือพ่อแม่อยู่ในนั้น”
“....”
“นายอนและฉันสบายดี เลี้ยงเด็กคนนั้นให้เหมือนลูกสาวของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป ฉันจะหายไปจากบ้านหลังนี้ แต่นายอนจะไม่ทำแบบนั้น”
“....”
“จำเหตุผลที่ผมบอกให้คุณรับเลี้ยงนายอนด้วย”
“....ได้ ฉันจำได้”
ลีจองฮุนกัดริมฝีปาก และเดินออกไปข้างนอกอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าเขาออกไปแล้ว ชีกุกก็ทำสีหน้าไม่สบอารมณ์
‘ผมไม่ทำอะไรที่ไม่ได้อยู่ในสัญญา ชาติที่แล้วคุณรู้แบบนั้นดี คุณถึงไม่ขอให้ผมทำอะไรที่ไม่ได้อยู่ในสัญญา’
เมื่อคิดได้อย่างนั้น ชีกุกก็เตรียมตัวไปโรงเรียนเสร็จพอดี
* * *
ลีจองฮุนและยูซอยองอยู่กับพวกเขาจนถึงหน้าโรงเรียน
“เดี๋ยวกลับมานะคะ พี่ คุณลุง”
ยูซอยองยิ้มและพูดกับนายอนที่เรียกแบบนั้น
“จ้ะ ดูแลตัวเองด้วยนะ แล้วก็เรียกว่าพ่อกับแม่น่าจะดีกว่า ถ้านายอนทำแบบนั้นคงจะดีนะจ๊ะ”
“จะพยายามค่ะ”
หลังจากตอบแบบไร้เดียงสา นายอนก็วิ่งเข้าโรงเรียนไป
ชีกุกก้มหัวให้ลีจองฮุนและยูซอยองเล็กน้อย และเดินตามนายอนไป
ชีกุกทิ้งสายตาซับซ้อนของทั้งสองคนไว้ข้างหลัง เขาเดินเข้าห้องเรียน และนั่งลงที่ที่นั่งด้านหลังแถวริมหน้าต่าง
พวกเพื่อนร่วมชั้นแค่ชำเลืองมองชีกุกเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้เข้ามาพูดคุยหรือโต้เถียงกับเขา
มานาน้อยนิดที่ชีกุกตั้งใจปล่อยออกมา คือสิ่งที่สร้างบรรยากาศแบบนั้นโดยธรรมชาติ
เช่นเดียวกับคุณครูที่ไม่ได้ถามอะไรชีกุกเป็พิเศษ
ความจริงแล้ว ถึงจะถามคำถามอะไร ชีกุกก็ไม่สามารถให้คำตอบได้
แม้ว่าในชาติที่แล้วเขาจะสร้างกำแพงไว้กับการศึกษามากเพียงใด อย่างน้อยเขาก็มีความรู้ที่จำเป็สำหรับหลักสูตรประถมศึกษา
‘น่าเบื่อ’
แต่เขาไม่สามารถออกมาจากสถานที่ที่เด็ก ๆ ควรมีความคิดสร้างสรรค์ได้ เขาทำได้เพียงใช้เวลามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ
ชีกุกคิดว่า วันนี้ก็คงไม่มีอะไรต่างออกไป และจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจนกว่าเขาจะจบการศึกษาภาคบังคับ
แต่แล้วสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของเขาก็เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด
“พี่ชายนายอน! พี่ชายนายอน!”
หลังเวลาอาหารกลางวัน ในขณะที่ทุกคนกำลังใช้เวลาในแบบของตัวเอง นักเรียนหญิงคนหนึ่งก็เข้ามาตามหาชีกุกพร้อมกับเสียงที่เร่งรีบ
‘เพื่อนของนายอนเหรอ?’
เขาเคยเห็นเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ไว้ผมเปียไม่กี่ครั้งที่โรงเรียน เด็กสาวรีบมองหาเขา ชีกุกก็รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“อะไรเหรอ?”
ชีกุกเดินไปหาเด็กสาวคนนั้น
ทันทีที่เห็นชีกุก อีกฝ่ายก็คว้าข้อมือของเขา
“ตอนนี้นายอน... ช่างเถอะ รีบมาทีเถอะค่ะ!”
เมื่อััได้ถึงความรีบเร่งและความกลัวในน้ำเสียงของเด็กสาว สีหน้าของชีกุกก็เคร่งเครียดขึ้นทันที
เขาเดินตามเด็กสาวตรงไปที่ห้องเรียนของชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
“อ๊ะ-!”
เสียงร้องของนายอนสามารถได้ยินจากระยะไกล
“ใช่แล้วนี่นา! เธอมันเด็กกำพร้า!”
มีคนกำลังรังแกนายอน!
ชั่วพริบตาเดียว แววตาของชีกุกก็พลันฉายความรุนแรงออกมาชั่ววูบหนึ่ง
“โอ๊ยยย-! ฉันไม่ใช่เด็กกำพร้านะ! ฉันมีพ่อกับแม่! พี่ชายฉันก็มี!”
“โกหกอยู่เห็น ๆ! เธอมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กนี่! เพื่อนฉันที่อยู่โรงเรียนคึมช็อนบอกฉันมาหมดแล้ว!”
“ไม่ใช่นะ!”
“ใช่สิ!”
ชีกุกใช้กำลังผลักกำแพงฝูงชนที่สร้างโดยพวกเด็ก ๆ เข้าไปแทรกตรงที่ว่าง
“พี่คะ! โอ๊ยย-!”
นายอนวิ่งไปหาชีกุกและกอดเขา
ชีกุกแตะหลังนายอนเบา ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“พี่บ้าอะไรกัน! ก็กำพร้ากันทั้งสองคนนั่นแหละ!”
สายตาของชีกุกจ้องไปที่เด็กชาย
เขากินอะไรเข้าไปนะ ตัวถึงใหญ่เท่านักเรียนมัธยมต้น ทั้ง ๆ ที่เป็แค่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เอง
ชีกุกจ้องไปที่ดวงตาของเขา
“อะไร! มองหาอะไร! ไอ้คนไม่มีใครคบ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่ม เด็กคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวเขาก็หัวเราะกันคิกคัก
“ฝากนายอนทีนะ”
ชีกุกส่งนายอนให้กับเด็กสาวผมเปียและค่อย ๆ เดินเข้าไปหาเด็กชาย
“อะไร? ถ้ามองแล้วจะทำไม!”
คำพูดอวดเก่งของเด็กหนุ่ม
“เฮ้ย จะเอาหรือไง?!”
“แกมันไอ้คนไม่มีเพื่อนชัด ๆ”
“มาสู้กับฉันแทนไหมล่ะ?”
ภายใต้การยั่วยุของพวกเด็กที่อยู่รอบข้าง
“พี่ฉันไม่ใช่พวกคนไม่มีเพื่อนนะ!”
การประท้วงของนายอน
“เหมือนจินยองจะสู้กับเด็ก ป.6 เลยนะ”
“เราต้องไปบอกคุณครูไม่ใช่เหรอ?”
“ถึงเขาจะอยู่ ป.6 แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ตัวใหญ่ขนาดนั้น คิดว่าเขาจะแพ้ไหม?”
“มัวทำอะไรอยู่? ไปเรียกคุณครูสิ”
ชีกุกได้ยินเสียงซุบซิบของพวกคนที่เพิกเฉยแสร้งเป็กลาง และไปยืนอยู่ตรงหน้าของเด็กหนุ่ม
“แกชื่ออะไร?”
เด็กชายหัวเราะให้กับคำถามของชีกุก
“โอจินยอง! เห็นแบบนี้ฉันก็เก่งที่สุดในชั้น ป.5 โรงเรียนคูโรนะ แกกับยัยนั่นมาจากโรงเรียนคึมช็อนใช่ไหม? ที่นั่นมีเพื่อนฉันอยู่ล่ะ”
“พ่อแม่ของแกมีเงินเยอะไหมล่ะ?”
“ก็ต้องเยอะอยู่แล้วสิ!”
“แล้วทำไมเลี้ยงลูกมาเป็เด็กเวรแบบนี้กันล่ะ?”
“ฮะ?”
โอจินยองเริ่มเดือด
ไหล่ของเขากระตุก
แต่ก่อนที่กำปั้นของเขาจะพุ่งออกไป พลังเวทย์ของชีกุกก็พุ่งมาที่เขาก่อน
“...!”
โอจินยองตัวแข็งค้างอยู่ตรงนั้นขณะที่เขากำลังจะกำมือเตรียมต่อย
หากไม่ใช่ผู้มีพลังที่มีความชำนาญ สิ่งนี้ก็นับเป็พลังที่ยากจะจัดการ แน่นอน... เด็กในโรงเรียนประถมที่เก่งที่สุดก็ไม่สามารถรับมือมันได้
“อืออืออือ....”
ความหวาดกลัวที่ไม่ทราบที่มาพัดผ่านโอจินยองราวกับคลื่นั์
สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทั้งหมดของโอจินยองทำงาน
ทว่าเพราะขยับตัวไม่ได้ มันจึงมีเพียงการตอบสนองทางร่างกายเบื้องต้นแทนเท่านั้น
“อืออืออือ....”
กางเกงของโอจินยองเปียกชื้น กลิ่นเหม็นอับกระจายไปทั่วทางเดิน
แต่ชีกุกไม่คิดที่จะหยุดเพียงแค่นั้น
‘ไม่คุ้มที่จะลงมือเลย’
พลังเวทย์กดดันโอจินยองมากขึ้น
ปูดดดด-!
ด้านหลังกางเกงของโอจินยองนูนออกมา
กลิ่นที่เหม็นกว่ากลิ่นปัสสาวะกระจายไปทั่วทางเดิน
จากนั้นชีกุกก็เลิกใช้พลังเวทย์
เมื่อพลังที่กดดันหายไป โอจินยองก็ทรุดตัวลงตรงนั้น
และสิ่งที่ทำให้กางเกงของโอจินยองนูน ก็หลุดออกมานอกกางเกงของเขา
“เอ๊ะ! โอจินยองขี้แตก!”
“อี๋~”
“แอะ”
“แหวะ”
“อ่า จริงด้วย! เขากินแกงกะหรี่ไปนี่!”
เพราะพลังเวทย์พุ่งเป้าไปที่โอจินยองคนเดียว ทำให้เด็ก ๆ ที่อยู่รอบตัวเขาไม่รู้สึกถึงพลังนั้น
ในสายตาของพวกเขาเห็นเพียงชีกุกและโอจินยองกำลังทะเลาะกัน และโอจินยองก็อุจจาระราด
“ขี้แตก ขี้แตก”
“เ้าคนขี้แตก!”
“คนขี้แตก!”
เสียงล้อโอจินยองดังมาจากทุกที่
ชีกุกมองลงไปที่โอจินยองด้วยสีหน้าเฉยชา และพูดออกไป
“ไอ้ขี้แตก”
และเดินไปหานายอน
นายอนที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัวขณะที่ปิดจมูกไว้
“เขาขี้แตกล่ะ!”
“ไอ้ขี้แตก!”
“ไอ้ขี้แตก!”
ได้ยินเสียงล้อโอจินยองดังมาจากตรงนั้นทีตรงนี้ที
แม้แต่เด็กที่บอกว่าเป็ผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ของโอจินยองก็เอาด้วย ส่วนเด็กที่ไม่ได้เข้าร่วมก็มองไปที่โอจินยองด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
“ชิ! ไม่ใช่นะ! ฉันไม่ได้ขี้แตก!”
โอจินยองท้วง แต่กลับทำให้เกิดผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม
“ขี้แตก! ขี้แตก!”
“บอกว่าไม่ใช่ไง!”
สุดท้ายโอจินยองก็ร้องไห้สะอื้น
สถานการณ์เปลี่ยนในชั่วพริบตา แล้วจากนั้นคุณครูก็วิ่งมา
แต่ครูก็ช่วยอะไรไม่ได้
หลังจากรีบอาบน้ำและเปลี่ยนเป็ชุดพละให้โอจินยอง ครูก็โทรติดต่อผู้ปกครองของทั้งคู่