ท่ามกลางทุ่งทะเลทรายอันเงียบสงัด แสงจันทราเต็มดวงคือเพื่อนคู่กายเพียงหนึ่งเดียว
“โอเกอร์ ท่านกวีกำลังพูดอะไรอยู่..”
เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งออกมาเป็ถ้อยคำว่ากล่าว แววตาของเธอแลดูตกตะลึงไปกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
เพียงแต่กวีกลับเมินเฉยต่อคำพูดของเธอ และได้เปล่งเสียงออกมาในขณะที่สายตายังคงจดจ้องไปที่ศัตรู
“ผมขอยอมแพ้ ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับพวกคนที่อยู่ด้านหลัง จะฆ่าหรือแกงก็แล้วแต่ใจพวกคุณเลย”
สิ้นสุดเสียงของกวีเพียงครู่หนึ่ง ดวงตาของซีซ่าได้จดจ้องไปที่แอนนา รอยยิ้มที่น่าสยดสยองปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทั่วทั้งร่างมีรังสีเข่นฆ่าอันเยียบเย็นแผ่กระจายออกมาให้ััได้
“ท่านแอนนา ต้องขอโทษด้วยครับ !!”
โอเกอร์ไม่รอรีพร้อมอุ้มแอนนาเอาไว้บนบ่า สองเท้าเร่งความเร็วกลับสู่ค่ายพักแรมในทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับ
เหล่าทหารกล้าล่วงรู้ถึงเจตจำนงของโอเกอร์ได้ในทันใด พวกเขาต่างเร่งชักดาบเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สนามรบ สายตาอาฆาตพร้อมใจกันจดจ้องไปที่กวี เมื่อนั้นเสียงะโได้ดังกู่ก้องพร้อมกับเสียงย่ำเท้าเพื่อมุ่งหน้าเข้าจู่โจมศัตรู
“โอเกอร์! นายจะทำอะไรกันแน่ ?!!”
แอนนาเปล่งเสียงะโพลางดิ้นรนอย่างสุดชีวิต สิ่งที่เธอเห็นคือหายนะ ฝ่ายของเธอกำลังจะถูกฆ่าตาย กระนั้นเธอกลับมิได้ยืนเคียงข้างพวกเขาดั่งที่เธอเคยพูดเอาไว้
“พวกเราไม่มีทางเลือก หมอนั่นมันบ้าจนกู่ไม่กลับแล้วครับ !!”
สองเท้าของโอเกอร์เร่งมุ่งไปข้างหน้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ ทุกอย่างมิได้เป็ไปดั่งใจคิด ไม่มีกลยุทธ์หรือแผนการใด ๆ หลงเหลืออยู่ในหัวของเขาอีกต่อไป
ถูกหักหลังเป็ครั้งที่สอง ภายในจิตใจของแอนนาจึงก่อกำเนิดเป็ความแค้นอันบ้าคลั่งที่ดุร้ายราวกับสัตว์ป่า
“ปล่อยชั้นลงเดี๋ยวนี้ ชั้นจะไปฆ่าไอ้คนทรยศนั่น ชั้นจะไม่มีวันอภัยจนกว่าร่างของมันจะมอดไหม้เป็เถ้าธุลี !!”
เสียงะโของแอนนาดังก้องกังวานประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า จนกระทั่งเรือนร่างของเธอพลันหายเข้าไปในค่ายพักแรม
“ฆ่ามันให้หมดแล้วจับตัวองค์หญิงแอนนามาซะ !!”
ซีซ่าเร่งเปล่งเสียงะโเพื่อสั่งการ เมื่อนั้นกองกำลังส่วนใหญ่จึงเริ่มต้นเคลื่อนพลไปข้างหน้า กลุ่มโจรส่วนใหญ่ทิ้งปืนและพุ่งตรงเข้าหาศัตรูพร้อมดาบและขวาน เสียงคำรามได้ดังกู่ก้อง มีเพียงบางส่วนที่มีกันไม่มากได้เริ่มต้นลั่นไก เสียงปืนดังก้องกังวาน เจาะกะโหลกของเหล่านักรบวิปลาศผู้เดือดดาล ลำพังเพียงดาบและขวานของทหารฝ่ายแอนนาย่อมมิอาจต้านไหว
ผู้คนเริ่มต้นล้มลงและสิ้นใจ ทว่าเหล่านักรบที่ยังเหลือรอดกลับไม่ยอมหยุดยั้งฝีเท้าให้ชะงักแม้ว่าพวกพ้องจะตายไปสักกี่คน
กวีมิได้เอ่ยถ้อยคำและมีสีหน้าเรียบเฉย ตัวเขาไม่มีสิ่งใดต้องมาแก้ตัว ทุกสิ่งที่ได้กระทำลงไปล้วนแล้วผิดมหันต์ เขาขายิญญาของผู้มีพระคุณเพื่อที่ตนจะได้มีชีวิตรอด
เมื่อนั้นซีซ่าได้ก้าวเดินเข้ามาหา ปากบอกว่า “เ้าหนู ดีจริง ๆ ที่แกไม่เอาชีวิตมาทิ้งแบบโง่ๆ”
คำพูดนี้ทิ่มแทงทะลุเข้าสู่จิตใจ ไม่มีสิ่งใดที่กวีจะสามารถภาคภูมิใจในการกระทำของตน
ทว่าเขาจำเป็ต้องเลือก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ว่าจะตายเคียงข้างพวกพ้องเยี่ยงวีรบุรุษ หรือว่าจะเลือกมีชีวิตอยู่ต่อไปเยี่ยงคนทรยศ
แต่สุดท้ายแล้วเขาก็จำเป็ต้องเลือก และสิ่งที่เขาเลือก ก็คือการมีชีวิตอยู่ต่อไปพร้อมติดตราบาปที่เรียกว่าการทรยศ
กลุ่มโจรสองนายได้เข้าจับกุมกวี เขางุนงงและจึงเอ่ยถาม
“จะทำอะไร ?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของชายหนุ่ม ในวินาทีต่อมาซีซ่าจึงเริ่มต้นปริปาก “ไม่ต้องเป็ห่วง ข้าเพียง้าเน้นย้ำว่าแกจะไม่เล่นตุกติก ตราบใดที่แกไม่ลอบแทงข้างหลังข้า เมื่อการต่อสู้ในครั้งนี้จบลง หลังจากนั้นข้าจะปล่อยแกไปเอง”
ไร้ซึ่งหนทางเล่นแง่ ร่างของกวีในยามนี้มิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิ้วทั้งห้า
รอยยิ้มเปรมปรีดิ์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซีซ่า มันเม้นปากก่อนจะเอ่ยคำพูดออกมาด้วยสายตาอันน่าสยดสยอง
“ต้องขอโทษที่ข้ายังไม่อาจปล่อยแกให้กลับไปได้ แต่เพื่อเป็การแลกเปลี่ยน ข้าจะแสดงอะไรดี ๆ ให้แกดูก็แล้วกัน”
สิ้นเสียงของมัน ร่างกายของซีซ่าพลันเริ่มต้นแปรเปลี่ยนไป
บางสิ่งได้งอกยาวออกมาจากแผ่นหลังของมัน ราวกับตะขาบสีดำร่างั์ที่มีชีวิต ขานับร้อยเคลื่อนไหวยั้วเยี้ยอย่างน่าสยองพร้อมเลื้อยไปตามแขนและขา เพียงไม่นาน พวกมันได้ปกคลุมทั่วทั้งร่างของซีซ่าพร้อมแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เป็ดั่งเกราะ
สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดได้ถือกำเนิด ศีรษะของซีซ่าเคลือบด้วยของแข็งสีดำลามไปถึงดวงตา มือสองข้างมีกรงเล็บแหลมคมงอกยาวราวกับหอก ใจกลางแผ่นหลังปรากฏบางสิ่งที่คล้ายหาง หากแต่ว่ามันกลับมีขานับร้อยงอกออกมาเช่นเดียวกันกับตะขาบ
“นี่คืออาวุธปรสิต แม้จะเป็เพียงอาวุธระดับสาม แต่กลับมีความแข็งแกร่งไม่เป็สองรองใคร มันคือหอกและโล่ที่ทะลวงได้ทุกสิ่ง ชื่อของมันคือปรสิตตะขาบทมิฬ !!”
ซีซ่าะโเสียงดังพร้อมเปล่งเสียงคำรามอันบ้าคลั่ง เสียงที่ดังราวกับเสียงฟ้าผ่าได้ก้องกังวานไปทั่วทั้งสนามรบ
“ซุ่ม !!”
เรือนร่างของซีซ่าพุ่งตรงไปข้างหน้า กรงเล็บอันแหลมคมเข้าฉีกกระชากร่างเนื้อของศัตรูให้กลายเป็ชิ้นๆ
เืและเครื่องในไหลเกลื่อนนองไปทั่วพื้นทราย พร้อมความตายได้เข้าพรากิญญาของศัตรูให้หลุดออกจากร่างไปในชั่วพริบตา!
ในบรรดาอาวุธทั้งหมด อาวุธปรสิตนั้นแตกต่างไปจากอาวุธประเภทอื่น มันเปรียบได้ดังสิ่งมีชีวิต เมื่อเริ่มต้นใช้งาน อาวุธปรสิตจะแทรกซึมผ่านิัและแปรเปลี่ยนเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายผู้ใช้ คนผู้นั้นจะกลายร่างเป็อาวุธที่มีชีวิต เพื่อเป็การแลกเปลี่ยน ผู้ใช้งานจะได้รับพลังพิเศษที่อาวุธปรสิตแต่ละชิ้นมีอยู่
“อ้ากก !!”
ปีศาจร้ายร่ายรำและฆ่าฟันพรรคพวกของแอนนาอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องดังก้องกังวานขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า จากหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็สอง จากสองแปรเปลี่ยนเป็สี่
ในขณะเดียวกัน กวีที่ยามนี้เป็ผู้เฝ้ามองกลับอดมิได้ที่จะครุ่นคิด
.
< ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้เราจะคิดถูก เพราะหากเรายังอยู่ข้างเดียวกับท่านแอนนา สภาพของเราตอนนี้เราก็คงไม่ต่างจากคนพวกนั้น >
.
แม้นจะมีผู้พิทักษ์ที่แข็งเฉกเช่นโอเกอร์ ทว่าด้วยจำนวนที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว มิหนำซ้ำยังมีเครื่องจักรสังหารผู้บ้าคลั่งอย่างซีซ่า ต่อให้มีอีกสักสิบชีวิต สิ่งเดียวที่เฝ้ารออยู่ที่ปลายประตูก็มีแค่ความตายเท่านั้น
“พวกแก ข้าจะเข้าไปข้างในค่าย จงอย่าให้ใครก็ตามมาขวางทางข้าเป็อันขาด !!”
เสียงของซีซ่าะโดังลั่น และเมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง ร่างกายเคลือบเกราะสีทมิฬก็ได้กระโจนขึ้นสู่ผืนนภา ล่องทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนผู้ใดก็มิอาจติดตามได้ทัน
“ตามมันไป อย่าปล่อยให้มันถึงตัวท่านแอนนาได้เป็อันขาด !!”
เหล่านักรบกล้าต่างพร้อมใจไม่ย่อหย่อนความพยายาม ทว่าพวกโจรกลับไม่ปล่อยให้มดหรือเหลือบไรหลุดรอด หากเมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนพยายามเร่งฝีเท้าหวนคืนกลับสู่ค่าย กลุ่มโจรจากแนวหลังจะลั่นไกและปลิดชีพพวกเขาเพียง่เวลาแค่เสี้ยววินาที
กลุ่มของแอนนากำลังถูกฆ่าล้างบาง ทว่ากลับไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คิดจะล่าถอย เสียงะโยังคงดังก้องพร้อมสองมือได้ตะบันดาบเข้าใส่ศัตรู บ้าบิ่นดั่งนักรบแดนเถื่อน พวกเขาไม่ยินยอมจำนนต่อโชคชะตา แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่กลับฆ่าฟันศัตรูเป็ว่าเล่นมิได้เป็สองรองจากพวกโจร
เพียงแต่ว่า ต่อให้พวกเขาจะเอาชนะศัตรูตรงหน้าได้ทั้งหมด ทว่ารอบค่ายก็ยังมีพวกมันรายล้อมอีกถึงหนึ่งกองร้อย สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่มีวันได้รับชัยชนะ
“ฮะๆ คิดไปคิดมา ตัวเรานี่มันน่าสมเพชจริงๆ”
กวียังคงเฝ้าทอดถอนลมหายใจ ในขณะที่ทุกคนต่างจงรักภักดีต่อแอนนาอย่างสุดใจขาดดิ้น ทว่าตัวเขากลับทรยศพวกพ้อง ขายิญญาให้แก่ปีศาจร้าย หันหลังให้แก่คุณธรรม และปล่อยให้พวกพ้องต้องตายอย่างน่าสลด
มันช่างน่าเศร้า เพราะในทุก ๆ การหักหลังที่เกิดครั้ง ทุกครั้งมันล้วนมีต้นตอมาจากแหล่งที่มาเดียวกัน นั่นคือการกระทำของมิตรสหายที่เคยมอบความไว้ใจให้มากที่สุด
แต่แล้ว พลันกวีได้หลับตาลงไปเพียงหนึ่งชั่วครู่ขณะ..
“เอ๊ะ ?”
ใน่เวลาอันน้อยประหนึ่งการกะพริบตาเพียงหนึ่งครั้ง เมื่อนับจากจุดเริ่มต้นมันเกิดขึ้นด้วยระยะเวลาเพียงหนึ่งร้อยสามสิบห้ามิลลิวินาที
เมื่อได้ลืมตาตื่นขึ้นมา เสียงย่ำเท้าและเสียงการเชือดเฉือนเนื้อหนังพลันเงียบลงในทันใด ทิวทัศน์เบื้องหน้าไร้ซึ่งการขยับหรือเคลื่อนไหวราวกับว่า่เวลาได้หยุดชะงัก
แลดูว่า ณ สถานที่แห่งนี้จะมีเพียงกวีที่ยังคงรู้สึกตัว “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?” ริมฝีปากสั่นไหวและว่ากล่าวออกมาได้ ศีรษะของเขาเหลียวมองไปรอบๆ ทว่าร่างกายส่วนอื่นกลับไม่ยอมเชื่อฟัง พวกมันมิอาจขยับเขยื้อนได้ดังใจคิด แม้กระทั่งโจรทั้งสองที่จับกุมเขาก็แน่นิ่งไปราวกับเป็เพียงรูปปั้น
กวีััได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้าจากเื้ั เยือกเย็นประหนึ่งน้ำแข็ง เงียบเชียบไร้ซึ่งเรือนเงา เพียงแต่ว่า พลันตัวเขาหลับตาลงและลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง รูปลักษณ์ของใครบางคนกลับปรากฏอยู่เพียงเบื้องหน้าอย่างฉับพลันโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
เปรียบได้ดังยมทูตแห่งความตาย ทั่วกายไร้ซึ่งเนื้อหนัง มีเพียงโครงกระดูกพร้อมเปลวเพลิงลุกโชติ่ปกคลุมทั่วกายคล้ายกับเสื้อคลุม
“สวัสดี..”
เสียงของมันพลันถูกเปล่งขึ้นกระนั้นกลับแหบแห้งราวกับเสียงของชายแก่ มือขวาที่ไร้เนื้อในยื่นออกมาเบื้องหน้า เพียงแววตาคู่นั้นของกวีได้จดจ้องไปยังรูม่านตาอันกลวงโบ๋ของสิ่งมีชีวิตประหลาด แสงสว่างสีแดงฉานพลันเปล่งประกายออกมาจากรูม่านตาของมัน
น่ากลัวราวกับว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจจากขุมนรก ประหนึ่งความตายกำลังเข้ามาเยือนพร้อมกับยมทูตในชุดคลุมเพลิงสีทมิฬ
“แกเป็ใคร ?”
กวีรวบรวมความกล้าและเปล่งวาจาออกไปเพื่อเอ่ยถาม บนใบหน้าของเ้าปีศาจปรากฏรอยยิ้มอันน่าสยดสยอง โครงกระดูกส่วนกรามขยับและสั่นไหวพร้อมเปล่งเสียงกล่าวอันน่าขนลุก
“ชั้นก็คือนาย.. และนาย.. ก็คือชั้น..”
เ้าโครงกระดูกปริศนาราวกับ้าสื่อถึงบางสิ่ง กระนั้นตัวกวีกลับมิอาจเข้าใจได้ถึงความหมายที่แท้จริง