บทที่ 9 อย่าผลักไสข้า
จนกระทั่ง่เย็นของวันหานอี้หลงกลับมาจากการทำงานที่หนักอึ้ง แม้ใบหน้าจะฉายความเหนื่อยล้าอยู่ในทีแต่เมื่อได้เห็นหยางชิวเหยาที่ยืนรอเขาอยู่ในจวน หานอี้หลงก็ยิ้มกว้างออกมาในทันที
ทั้งสองเดินกลับไปที่เรือนพักก่อนที่หานอี้หลงจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดลำลอง โดยมีหยางชิวเหยาคอยปรนนิบัติหานอี้หลงตามหน้าที่เป็อย่างดีอย่างเช่นที่เคยเป็มา
“ข้าขอตัวไปจัดการเื่เอกสารเสียหน่อยงานราชการมากล้นจนข้ามิอาจอยู่ทานข้าวร่วมกับเ้าได้...เ้าอย่าได้นึกโกรธเคืองข้าเลยนะ”หานอี้หลงกล่าวอย่างขอตัวกลับไปทำงานที่ห้องอักษรสักชั่วครู่หนึ่งด้วยก่อนหน้านี้ที่สำนักโยธามีงานสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ฮ่องเต้ทรงมอบหมายมาให้ทำให้หานอี้หลงนั้นยุ่งวุ่นวายกับเื่ดังกล่าวจนแทบมิอาจมีเวลาได้พักแต่เพราะเขาอยากเห็นหน้าหยางชิวเหยาเสียหน่อยสุดท้ายหานอี้หลงจึงกลับมาที่จวนพร้อมกองเอกสารที่มีติดตัวมาด้วย
“ท่านพี่...ท่านจะรับอาหารรองท้องเสียหน่อยหรือไม่เ้าคะ”หยางชิวเหยาพูดพลาง สองมือก็ยังคงจัดการเสื้อผ้าของหานอี้หลงไปพลางอย่างใส่ใจ
“ตามใจเ้าเถิด...”
หานอี้หลงตอบกลับพร้อมจ้องมองหยางชิวเหยาด้วยสายตารักใคร่และอ่อนโยนเฉกเช่นเคยััของหญิงสาวตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็ฮูหยินของเขาทำให้หัวใจของเขาไหววูบด้วยความปลื้มปริ่มยิ่งนัก
“เช่นนั้นอีกสักครู่ข้าจะให้พ่อครัวเตรียมซุปร้อนๆ แล้วจะนำไปให้ท่านนะเ้าคะ”หยางชิวเหยาพูดออกมาอย่างนึกอารมณ์ดีพลางคิดถึงแผนการที่นางได้ตระเตรียมเอาไว้สำหรับสกุลหาน
หานอี้หลงยกมือขึ้นลูบไล้ศีรษะของหยางชิวเหยาอย่างแ่เบาััอันนุ่มนวลทำให้หยางชิวเหยาอดรู้สึกกระดากอายขึ้นมาในทันที
หานอี้หลงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันหลังเดินออกไปยังห้องอักษร เขาอยากรีบเร่งจัดการงานเอกสารให้เสร็จโดยเร็วเพื่อจะได้กลับมานอนกอดร่างบางให้หายคิดถึง
หานอี้หลงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เขากำลังพิจารณาเอกสารราชการอย่างเคร่งเครียดสายตาของเขาจับจ้องอยู่กับเอกสารในมือแม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งแต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้งจากภาระหน้าที่ในราชสำนัก
ในขณะนั้นเสียงฝีเท้าอันแ่เบาก็ดังแว่วขึ้นมาหานอี้หลงเงยหน้าขึ้นมองอย่างนึกรู้ว่าเป็หยางชิวเหยาเขายิ้มกว้างออกมาอย่างรู้สึกยินดียิ่งนัก สองมือวางพู่กันลงบนแป้นหมึกพร้อมลุกขึ้นเดินเข้าไปหาหยางชิวเหยาอย่างเอาใจใส่
“ท่านพี่...ข้านำซุปเห็ดหูหนูขาวมาให้ท่าน...ท่านรีบทานตอนกำลังร้อนจะได้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น”หยางชิวเหยายกถ้วยซุปไปวางตรงโต๊ะด้านข้าง ก่อนจะดึงแขนของหานอี้หลงลงนั่งพร้อมยื่นถ้วยซุปให้เขาอย่างเอาใจ
หานอี้หลงยิ้มกว้างอย่างรู้สึกยินดีก่อนจะชิมน้ำซุปไปจนเกือบครึ่งค่อนถ้วย เมื่อหานอี้หลงกินเสร็จแล้วเขายังคงเห็นหยางชิวเหยายืนนิ่งอยู่เช่นเคย ท่าทางแปลกประหลาดและดูมีพิรุธทำให้หานอี้หลงรู้สึกสงสัยอยู่ในที
“เหยาเอ๋อร์...เ้ามีสิ่งใดหรือ”หานอี้หลงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน
“ท่านพี่...ท่านดูเหนื่อยล้ายิ่งนักข้าพาสาวใช้คนใหม่มาคอยปรนนิบัติท่าน” หยางชิวเหยากล่าวพร้อมหันไปหาเสี่ยวเว่ย
เสี่ยวเว่ยรีบพาโม่ป่ายหรูเข้ามาด้านในก่อนที่โม่ป่ายหรูจะคุกเข่าลงตรงหน้าหานอี้หลงพร้อมคำนับ
“ข้าน้อยโม่ป่ายหรูคำนับนายท่านเ้าค่ะ”
หานอี้หลงขมวดคิ้วแน่นอย่างรู้สึกแปลกใจสายตาของเขาเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะจ้องหน้าหยางชิวเหยาอย่าง้าคำตอบในทีโดยไม่แม้แต่จะชายตาแลโม่ป่ายหรูที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย
“เหยาเอ๋อร์...เ้าคิดทำสิ่งใดกันแน่” น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้น แต่ยังคงมีความอดกลั้น
“ท่านพี่...ข้าเห็นว่าแม่นางโม่นั้นดูดียิ่งนักหากนางได้มีโอกาสปรนนิบัติท่านพี่ ต่อไปสกุลหานจะต้องมีทายาทสืบสกุลเป็แน่”
คำพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังของหยางชิวเหยาทำเอาหานอี้หลงถึงกับกำหมัดแน่น“พวกเ้าออกไปให้หมด”หานอี้หลงตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงขึงขังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนทำเอาสาวใช้ทั้งสองถึงกับลนลานรีบถอยห่างออกไป
“เหยาเอ๋อร์...นี่เ้าคิดจะหาอนุมาให้ข้าหรือ”หานอี้หลงเดินเข้ามาประชิดหยางชิวเหยาอย่างนึกขุ่นเคืองสายตาทอประกายความผิดหวังเอาไว้อย่างมิอาจปิดบัง
“ท่านพี่...ข้าเพียง้าเห็นสกุลหานมีทายาทสืบสกุล”
“หากสกุลหานจำเป็ต้องมีทายาทบุตรผู้นั้นย่อยต้องเกิดจากเ้าแต่เพียงผู้เดียว”น้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังของหานอี้หลงทำเอาหยางชิวเหยาถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“ท่านพี่...ข้า...”
“เอาละ...เ้าไม่ต้องพูดสิ่งใดอีก ชีวิต้าเพียงเ้าเท่านั้น...”หานอี้หลงกล่าวออกมาอย่างตัดพ้อ ดวงตาของเขาทอประกายเ็ปพร้อมจ้องมองไปที่หยางชิวเหยาอย่าง้าคำตอบ
หยางชิวเหยาสะท้านกายเล็กน้อยความรู้สึกอึดอัดในใจพลุ่งพล่านขึ้นมา “ท่านพี่จะมิคิดใหม่อีกสักหนหรือเ้าคะ”
"เหยาเอ๋อร์....แม้เ้าจะยังมิคิดเปิดใจรับข้าเช่นนั้นก็อย่าได้ผลักไสข้าออกไปเลย” หานอี้หลงกล่าวด้วยเสียงเว้าวอนราวกับกำลังร้องขอความเมตตาจากนาง
หยางชิวเหยากำหมัดแน่นนางรู้สึกสำนึกผิดอย่างรุนแรง หยางชิวเหยาจึงทำได้เพียงก้มหน้านิ่ง “ท่านพี่...ข้าขอโทษ”
หานอี้หลงไม่พูดสิ่งใดอีก เขาทำเพียงเดินไปตรงหน้าหยางชิวเหยาพร้อมดึงนางเข้ามาในอ้อมกอด“เหยาเอ๋อร์...ข้ายินดีรอเ้า...ต่อให้ข้ามิอาจมีผู้สืบสกุลข้าก็มินึกเสียใจอันใด”
เสียงหัวใจของหยางชิวเหยากระตุกวาบขึ้นมานางหลับตาพร้อมข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างเงียบงัน นางรู้ดีว่าความรักของหานอี้หลงนั้นบริสุทธิ์เพียงใดแต่ความรู้สึกผิดในใจยังคงเป็กำแพงที่นางไม่อาจข้ามไปได้
“เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านพี่แล้ว...ท่านก็อย่าทำงานจนดึกนักเล่าข้าขอตัวกลับเรือนก่อนนะเ้าคะ”
หยางชิวเหยาพูดจบก็หันหลังเดินจากไปในทันทีด้วยความรู้สึกทั้งอึดอัดและสับสนอยู่ในทีหานอี้หลงได้แต่ยืนมองร่างบางไปจนลับสายตา ก่อนจะทอดถอนหายใจออกมา“ห้าปีแล้วที่สายตาของข้ามองเพียงแต่เ้า...แล้วสายตาของเ้าเล่ามีข้าอยู่บ้างหรือไม่”