บทที่9ดาบเพลิงตะวัน
ขณะที่ยืนมองอยู่นั้นจ้าวเฟยหลงพบว่าตนเองราวกับยืนอยู่ในหอการค้าเพราะบริเวณนี้เต็มไปด้วยสมบัติของผู้ที่เสียชีวิตที่ทั้งยุทธภัณฑ์หลากหลายชนิดเสื้อผ้าและเม็ดยา
“ที่นี่มีอาวุธให้ข้าได้เลือกใช้มากมายเลย"หนุ่มน้อยกระซิบกับตัวเอง
ตอนนั้นเองสายตาก็เหลือบไปเห็นดาบเล่มหนึ่งถูกโครงกระดูกกอดอยู่ใบดาบเป็สีแดงคมดาบสองคมสีขาวราวกับจะเชือดเฉือนได้ทุกสิ่ง โกร่งดาบสลักเป็รูปดวงตะวันสวยงามด้ามจับทำด้วยเหล็กดำไม่รู้ชนิด หัวด้ามประดับทับทิมสีแดง ทำให้ดาบสวยงามและทรงพลังที่โคนดาบสลักว่า
“เพลิงตะวัน”
เมื่อหยิบขึ้นมาปราณของคนและดาบได้ประสานกันเสียงตูม! ดังสนั่นไปทั้งขุนเขา จ้าวเฟยหลงกวัดแกว่งดาบอย่างมีความสุขเร่งเร้าพลังลมปราณบรรยากาศโดยรอบพลันร้อนขึ้นด้วยพลังลมปราณของคนและดาบ ต้นไม้ที่อยู่ใกล้เหี่ยวเฉาราวกับขาดน้ำมาหลายวัน
“เมื่อเ้าและข้าเข้ากันได้ดีขนาดนี้เรามาทำสัญญากันเถอะสหาย”
จ้าวเฟยหลงกัดปลายนิ้วแล้วหยดเืทำสัญญาลงบนใบดาบทันใดนั้นเืก็ถูกดูดซับไปทันที ตัวดาบก็เกิดแสงสีแดงส่องออกมาความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยก็ยิ่งเพิ่มมากขั้น แสดงว่าดาบได้ยอมรับเ้านายใหม่แล้ว ข้อมูลของดาบก็แสดงขึ้นในความคิดให้รู้ทันที
“ดาบเพลิงตะวัน หลอมจากศิลาเพลิงพิภพ ยุทธภัณฑ์ระดับิญญาขั้นสูง”
“แต่นี้ไปก็ออกไปผจญภัยในโลกกว้างกับข้าเถอะนะสหาย”
จ้าวเฟยหลงคาดเดาเอาไว้ว่าดาบเพลิงตะวันต้องไม่ธรรมดาแต่นี่เกินจากที่หวังเอาไว้ไปเยอะมาก แม้แต่ในตระกูลจ้าวยุทธภัณฑ์ที่ดีที่สุดอยู่กับเ้าตระกูลก็ยังเป็เพียงระดับปราณขั้นกลางเท่านั้นแต่ตอนนี้ในมือของเขาเป็ถึงยุทธภัณฑ์ระดับิญญาขั้นสูงมันช่างอิ่มอกอิ่มใจเสียนี่กระไรหากข่าวการนี้รู้ไปถึงตระกูลจ้าวพวกเขาคงต้องใจนตาถลนแน่ๆ
ยุทธภัณฑ์คือสิ่งที่เกิดจากการสร้างสรรของคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่านักหลอมคนกลุ่มนี้มีความสามารถอันสูงส่งเป็ตัวตนที่มีพลังจิตแข็งแกร่ง ศัตราวุธ ชุดเกราะโล่ ค่ายกลและสมบัติวิเศษ ล้วนมีที่มาจากพวกเขาทั้งสิ้น
แต่ทว่าพบเจอคนกลุ่มนี้ได้ยากยิ่ง หากว่ากลุ่มอิทธิพลใดมีนักหลอมใต้อาณัติย่อมมีอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวต่อทุกผู้ทุกนาม
ระดับของยุทธภัณฑ์นั้นแบ่งเป็เก้าระดับได้แก่“ระดับสามัญ” “ระดับปราณ” “ระดับิญญา” “ระดับล้ำเลิศ” “ระดับดิน” “ระดับฟ้า” “ระดับปราชญ์” “ระดับราชัน” และ “ระดับจักรพรรดิ”
แต่ละระดับแบ่งออกเป็สามขั้นได้ ขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูง
หลังจากนั้นจ้าวเฟยหลงก็ทำการสำรวจสิ่งของทุกอย่างที่หลงเหลือจากโครงกระดูกเ่าั้ไม่นานก็ปรากฏยุทธภัณฑ์ระดับสามัญประมาณสามสิบชิ้น ระดับปราณสิบชิ้นและระดับิญญาสามชิ้น มีทั้งอาวุธ ชุดเกราะปะปนกันไป ส่วนยุทธภัณฑ์ิญญาสามชิ้นนั้นแบ่งเป็กระบี่หนึ่งเล่มหอกหนึ่งเล่มและธนูอีกหนึ่งคัน
นอกจากนั้นจ้าวเฟยหลงก็ยังค้นพบยาจำนวนหนึ่งที่ใช้รักษาาแทั่วไปและพบเม็ดยาฟิ้นฟูระดับกำเนิดปราณอีกสองเม็ด “นี่ข้าโชคดีอะไรเช่นนี้ ฮ่าๆๆ”ของที่เหลือก็เป็เสื้อผ้า ของใช้ประจำวัน
“ถุงหนังสัตว์อสูร สามารถลดน้ำหนักของที่ใส่บรรทุกของได้มากมีความทนทานสูง”
จ้าวเฟยหลง เลือกใบที่สภาพดี จำนวนสามใบแล้วใส่ของที่เก็บได้ลงไป และเก็บถุงสภาพดีที่สุดใส่ดาบเพลิงตะวันกับยาทั้งหมดเสื้อผ้าสองสามชุด ของใช้อีกนิดหน่อยแบกใส่บ่าเพื่อเตรียมออกไปหาสมุนไพริญญา
เมื่อจัดการของที่เก็บมาเสร็จแล้วจ้าวเฟยหลง ทำการฝังบรรดาโครงกระดูกทั้งหลาย ข้างๆทางเข้าปากถ้ำเพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณโครงกระดูกเหล่านี้ ส่งพวกเขาไปสู่คติกลิ่นไอความตายจึงค่อยๆมลายหายจากบริเวณทางเข้าถ้ำเปลี่ยนเป็บรรยากาศแห่งความสดชื่นแจ่มใสเข้ามาแทนที่
จ้าวเฟยหลงเดินเข้าไปในป่าลึกสอดส่ายสายตามองหาสมุนไพรที่้าทั้งใต้โขดหินในพงหญ้า บนต้นไม้ ในถ้ำแต่จนแล้วจนรอดเขาก็พบเพียงสมุนไพรทั่วไปที่เคยอ่านเจอในห้องหนังสือตระกูลจ้าว
“หากเป็เช่นนี้ข้าจะหาพวกเ้าเจอเมื่อไหร่กันนะ” ขณะนั้นเองเมื่อจ้าวเฟยหลงกำลังหมดหนทางอยู่นั้นดวงจิตโลกาพลันเคลื่อนไหวคล้ายอยากจะสื่อสารกับเขา
จ้าวเฟยหลงหลับตาลงเพื่อทำสมาธิก็ปรากฏคัมภีร์สีเขียวสดใสลอยอยู่ในห้วงความคิดเมื่อลองใช้จิตััคัมภีร์ก็เปิดออกมาเองเนื้อหามากมายต่างไหลเข้าสู่ห้วงความคิด “คัมภีร์ร้อยเซียนสมุนไพร์”เมื่ออ่านจนจบจ้าวเฟยหลงดีใจราวกับได้พบประตู์ที่เปิดออก
“นี่มัน!...สุดยอด!!!ข้าไม่ต้องกลุ้มใจเื่สมุนไพรอีกต่อไปแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”
จ้าวเฟยหลงะโออกมาอย่างมีความสุข คัมภีร์ร้อยเซียนสมุนไพร์คือหนังสือที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรของเซียนสมุนไพรหนึ่งร้อยคนบนแดน์ในนั้นมีรูปภาพที่มีสีสันเหมือนกับสมุนไพรจริง นับหมื่นชนิด มีคำอธิบาย เคล็ดลับการเก็บเกี่ยวและใช้งานอย่างละเอียดรวมไปถึงสถานที่เกิดของสมุนไพร อีกทั้งยังมีภาพเคลื่อนไหวขณะใช้งานให้ดูอีกด้วย
จ้าวเฟยหลงเดินลึกเข้าไปในเทือกเขาในระหว่างทางเดินนั้นเขารู้สึกได้ว่ามีสายตานับไม่ถ้วนคอยจับจ้องตัวเขาอยู่ แต่มันไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหวด้วยสัตว์อสูรในเขตชั้นในเทือกเขาัเร้นนั้นระดับสูงสุดคือสัตว์อสูรระดับสาม ต่อให้สังหารไม่ได้เขาก็สามารถหนีเอาตัวรอดทำให้การเดินทางรอบนี้นับว่าสบายใจยิ่งนัก
สัตว์อสูรเป็สัตว์ที่สามารถซึมซับพลังฟ้าดินกลั่นเป็ปราณของตนเองได้ ทำให้พวกมันสามารถใช้ลมปราณได้ บรรลุระดับได้ ท้ายที่สุดฝ่าทัณฑ์์เหินสู่แดน์มีชีวิตชั่วนิรันดร์
เหล่าสัตว์อสูรแบ่งได้สิบระดับั้แ่“ระดับหนึ่ง” ไปถึง “ระดับสิบ”
เทียบกับระดับการฝึกตนของมนุษย์และแต่ละระดับมีสามขั้นย่อยคือขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูงหากเป็สัตว์อสูรที่อยู่ในขั้นสูงเต็มขั้นรอทะลวงระดับจะเรียกว่าราชันสัตว์อสูรของระดับนั้นๆ
และด้วยเหตุนี้ร่างกายของสัตว์อสูรจึงมีค่ายิ่งนักต่อผู้ฝึกยุทธ์มันสามารถนำส่วนต่างๆของร่างกายมาหลอมสร้างเป็ยุทธภัณฑ์แบบต่างๆ หลอมเม็ดโอสถส่วนประกอบค่ายกลดวงจิตอสูรที่เกิดจากการบ่มเพาะของสัตว์อสูรก็สามารถนำมาดูดซับเพื่อเพิ่มพลังลมปราณได้นอกจากนั้นยังได้รับพลังธาตุตามสัตว์อสูรชนิดนั้นๆด้วย
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่าง้าที่จะซากสัตว์อสูรทั้งนั้นเพราะเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งในเมืองตงเฟิงก็มีค่าพอที่จะให้อยู่สบายได้หลายเดือนทีเดียวด้วยเหตุนี้จึงมีอาชีพนักน่าสัตว์อสูรเกิดขึ้นในทุกๆเมืองที่ติดกับป่าที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่
วันแรกที่ออกตามหาสมุนไพร จ้าวเฟยหลงลงเอยด้วยการวิ่งหนีกระทิงเขาเงินสัตว์อสูรขั้นสามห้าตัว โดยที่เขาต้องใช้ยาตราเทพหงส์เพลิง หนีเอาตัวรอด เข้าไปในถ้ำบนหน้าผา
“ดีที่ข้าใช้วิชายุทธ์ระดับเทพทันหาไม่แล้วแค่ออกมาวันแรกก็คงเละเป็โจ๊กแน่ๆ”
เมื่อเข้ามาในถ้ำจึงเริ่มสำรวจภายในถ้ำแต่ก็พบว่าเป็ถ้ำว่างเปล่าไม่มีเ้าของจ้าวเฟยหลงก็นั่งพักฟื้นฟูลมปราณที่หมดไปตอนที่ใช้ยาตราเทพหงส์เพลิง
“วิชายุทธ์ระดับเทพช่างทรงพลังแต่ก็ต้องแลกด้วยค่าตอบแทนมหาศาลเช่นกัน ข้าในตอนนี้คงใช้ได้แค่วันละครั้งเท่านั้นจริงๆ”
“หึๆ!! ยาตราเทพหงส์เพลิงนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก” จ้าวเฟยหลงคิดย้อนถึงตอนที่ตนเองใช้ท่านี้หลบหนีกระทิงเขาเงินที่มีขนาดใหญ่ สูงราวหนึ่งจั้ง* ตาสีแดง ขนมันลื่นสีเหลืองขาอันทรงพลังเมื่อเวลาวิ่งรวดเร็วยิ่งนัก เขาสีเงินที่แหลมคมพร้อมที่จะทิ่มแทงทุกอย่างที่ขวางหน้า ลำพังตัวเดียวอาจพอหาทางสู้ได้แต่คราวนี้มันมากันห้าตัวเข้าล้อมหน้าล้อมหลังเขาไว้
เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นเต็มหลังจ้าวเฟยต้องรีบใช้ออกยาตราเทพหงส์เพลิง หลบหนีออกจากวงล้อมของกระทิงเขาเงินมาได้ผลของยาตราเทพหงส์เพลิงคือความเร็วชั่วพริบตาสร้างเงาติดตาราวกับตัวจริงหนึ่งก้าวไกลสิบจั้ง ไร้สายลมพัด ไร้เสียงสู่โสตประสาท ไร้รอยในจักษุเหมาะแก่การต่อสู้แบบประชิดและหนีเอาตัวรอดอย่างมาก
หลังจากพื้นฟูลมปราณจนกลับมาสมบูรณ์เต็มที่แล้วก็ได้กินอาหารที่เตรียมมา หยิบเอาเบาะนอนหมอนผ้าห่ม ปูนอนพักผ่อนในถ้ำ รุ่งเช้าเตรียมตัวออกหาสมุนไพรต่อไปในทุกๆวันจากนั้น เวลารุ่งสาง จ้าวเฟยหลงตื่นขึ้นมาฝึกวิชาเทพจนเป็กิจวัตรของเขาไปแล้ว
เริ่มที่วิชาวัฏฏะปราณเทพั ต่อจากนั้นตอนเช้าฝึกเพลงดาบเก้าดาบเทพัครองฟ้าตอนบ่ายฝึกเพลงหมัดเทพพยัคฆ์คำรณ ในตอนค่ำฝึกยาตราเทพหงส์เพลิง
เข้าสู่วันที่เจ็ดจ้าวเฟยหลงมุ่งสู่บริเวณที่มีน้ำตกเพราะความรู้จาก“คัมภีร์ร้อยเซียนสมุนไพร์”ทำให้รู้ว่าหญ้าเืันั้นมักเกิดบริเวณหน้าผาสูงชันใกล้ๆน้ำตกเพื่อดูดซับธาตุน้ำบริสุทธิ์ กลั่นแสงพระอาทิตย์อันร้อนแรงลักษณะของหญ้าเืั มีก้านยาว ใบสีแดงซ้อนกันเป็ชั้นหนาแน่นส่วนปลายคล้ายหัวั จึงมีชื่อเรียกว่าหญ้าเืั
เมื่อตะวันคล้อยบ่ายจ้าวเฟยหลงก็พบเจอน้ำตกแห่งหนึ่ง สูงราวหนึ่งร้อยจั้งเสียงน้ำตกกระทบพื้นดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าต้นไม้โดยรอบเขียวขจี ลำธารหลายสายแยกตัวออกจากน้ำตกไปคนละทิศละทาง
“อืม!ช่างเป็สถานที่ที่มีพลังฟ้าดินหนาแน่นดีจริงๆ เหมาะสำหรับใช้ฝึกวิชายิ่งนัก”
จ้าวเฟยหลงพึมพำกับตนเอง ขณะที่มองดูรอบๆหญ้าสีแดงสามต้นชูช่อไสวบนหน้าผาที่สูงขั้นไปราวห้าสิบจั้งก็กระทบกับสายตาของเขาอย่างจัง “นั่นมันหญ้าเืันี่นา!ในที่สุดข้าก็พบเ้าแล้ว” เสียงะโดัวยความดีใจดังลั่นน้ำตก
ทันใดนั้นเกิดเงาวูบไหวหลายเงาบนหน้าผา สลับกันไปมา “กรร” เสียงร้องขู่ดังทั่วบริเวณ
“สิบเจ็ด,สิบแปด,สิบเก้า....ไม่สิยี่สิบตัว”เ้าเฟยหลงแผ่พลังจิตออกนับจำนวนั้แ่ได้ฝึกวัฏฏะปราณเทพัพลังจิติญญาของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมากอาณาเขตสิบจั้งไม่มีสิ่งใดรอดจากการรับรู้เขาไปได้
“ตูม!”
เสียงของบางสิ่งฟาดลงกับพื้นดินที่บริเวณใกล้ๆจ้าวเฟยหลงยืนอยู่เสียงดังสนั่นแก้วหู แรงกดดันจากการฟาด ปะทะเข้ากับร่างกายของเขาหากเปลี่ยนเป็นักยุทธ์คนอื่นคงต้องาเ็สาหัสไปแล้ว แต่มันไม่สามารถทำอะไรร่างกายของจ้าวเฟยหลงได้เพราะหลังจากการหลอมรวมกับดวงจิตโลกาและเืเทพร่างกายของเขาพัฒนาไปถึงระดับจอมยุทธแล้ว
เมื่อฝุ่นควันจางลงจ้าวเฟยหลงก็ค่อยๆมองเห็นร่างยี่สิบร่าง ยืนล้อมขวางตัวเขากับหญ้าเืัเอาไว้
“ลิงกำปั้นศิลา สัตว์อสูรระดับสอง”สายตาของเขามองไปยังร่างของพวกมันด้วยความสงบ
“ข้าเพียง้าหญ้าเืัเท่านั้น”เมื่อจ้าวเฟยหลงพูดเสร็จ เสียงขู่คำรามดังขึ้นทันทีความหมายคือการปฏิเสธอย่างชัดแจ้ง
“หากพวกเ้า้ามอบเืเนื้อให้ข้าด้วยตัวข้านี้ก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจในครั้งนี้ได้”
“โฮก” เสียงร้องอันเกรี้ยวกราดดังออกมาจากเหล่าฝูงลิงกำปั้นศิลาพวกมันปกปักษ์หญ้าเืัมานานแสนนานแล้วจู่เด็กหนุ่มผู้นี้ก็ปรากฏตัวออกมาแล้วยังออกปากว่าจะเอาสิ่งที่พวกมันดูแลรักษาไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้มันช่างหยามกันเกินไปแล้ว
ท่ามกลางแสงแดดอันแรงกล้ายามบ่ายสาดส่องไปทั่วทั้งน้ำตกการต่อสู้อันดุเดือดเืพล่านของหนึ่งเด็กหนุ่มกับลิงกำปั้นศิลายี่สิบตัวจึงเริ่มต้นขึ้น การต่อสู้ระหว่างสัตว์อสูรระดับสองกับนักยุทธ์นั้นหากเป็คนอื่นอาจตกตายไปนานแล้วแต่จ้าวเฟยหลงผู้มีวิชาเทพนั้น เป็คนละเื่
ลิงกำปั้นศิลาตัวสูงสองจั้ง ะโถาโถมเข้าหาจ้าวเฟยหลงเพื่อปลิดชีวิตของเขาพวกมันพากันแยกเขี้ยวยิงฟัน กู่ร้องคำรามแสดงอำนาจอันยิ่งใหญ่หมัดศิลาขนาดใหญ่ห้าหมัดพุ่งเข้ามาหาจ้าวเฟยหลงล้อมหน้าล้อมหลังปิดหนทางการหลบหนีของเขาเอาไว้
เสียงหวีดหวิวของแรงหมัดตัดอากาศจนบิดเบี้ยว แสงสีขาวที่ห่อหุ้มหมัดนั้นแข็งแกร่งมากหากถูกหมัดทั้งห้านี้พร้อมๆกันเขาคงไม่ต่างจากกองเนื้อบดเป็แน่
ลิงกำปั้นศิลาทั้งห้าตัวต่างมั่นใจว่าการโจมตีของพวกมันในครั้งนี้ต้องทำให้คู่ต่อสู้ตกตายได้อย่างง่ายดายเพราะคู่ต่อสู้ของพวกมันเป็เพียงนักยุทธ์เท่านั้น
“ตูม!”
เสียงกำปั้นกระทบกันดังสนั่นตามด้วยเสียงโอดโอยดังขึ้นมาระงมไปทั่วแต่ไม่ใช่เสียงของจ้าวเฟยหลงหากแต่เป็ลิงกำปั้นศิลาทั้งห้าตัวนั้นกำปั้นของพวกมันแตกกระจายเศษเนื้อและกระดูกเกลื่อนพื้น
ลิงทั้งฝูงตกตะลึงไม่คิดเลยว่าภาพที่เห็นจะเกิดขึ้นจริงพวกมันต่างมั่นใจว่าการโจมตีครั้งนั้นต้องสำเร็จสามารถจบชีวิตของจ้าวเฟยหลงอย่างแน่นอนแต่ที่ยืนเด่นอยู่ตรงนั้นชายเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนพลิ้วไปกับสายลม
เด็กหนุ่มคนนั้นยังอยู่ดี ไม่มีแม้รอยขีดข่วนนี่มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน
จ้าวเฟยหลงยืนยิ้มที่มุมปากเล็กๆเขาใช้ยาตราเทพหงส์เพลิง หลบหลีกการโจมตีของลิงกำปั้นศิลาทิ้งภาพติดตาเอาไว้จนลิงเ่าั้เข้าใจว่าภาพติดตาคือตัวจริงของเขา ซึ่งต้องสูญเสียลมปราณไปมากพอสมควรแต่เมื่อหลบออกมาได้เขาก็รีบโคจรวัฏฏะปราณเทพัเพื่อพื้นฟูส่วนที่เสียไปทันที
*1 จั้งมีค่าประมาณ 3.3 เมตร