บทที่ 4 การเติบโต
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถังซานอายุสามขวบแล้ว ใน่สามปีนี้ เขาแทบจะไม่เคยเห็นโลกภายนอกเลย อย่างมากก็แค่มองลอดออกไปผ่านช่องเล็ก ๆ ของกระท่อมเท่านั้น
ท้องนภาภายนอกสว่างแล้ว สหายวัยเดียวกันที่ยังมีชีวิต ส่วนใหญ่ยังพูดไม่คล่องด้วยซ้ำ ทุกวันพวกเขาใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
แน่นอนว่าที่นี่ไม่มีการศึกษา ไม่มีอะไรเลย เพียงแค่ปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอยู่ประหนึ่งสัตว์เลี้ยงเท่านั้น
จู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก ปีศาจหมาป่าร่างใหญ่โตเดินอาด ๆ เข้ามาจากด้านนอก
“ออกมา! ไล่พวกมันออกมาให้หมด” ปีศาจหมาป่าสั่งการกับปีศาจหมูที่ปกติแล้วโหดร้ายและชอบเตะเด็ก ๆ เป็ประจำอย่างเย่อหยิ่ง
ปีศาจหมูเริ่มกรีดร้องทันที เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของมัน เด็ก ๆ ต่างสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ในขณะที่ก้าวออกจากประตู ร่างกายของเด็กทุกคนแทบจะงอตัวเข้าหากัน สำหรับพวกเขาแล้ว โลกภายนอกนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า
ด้านนอกมีเกวียนหลายเล่ม ผู้ที่ลากเกวียนนั้นเป็มนุษย์ผู้ใหญ่ บนเกวียนมีกรงขนาดใหญ่หลายใบ ส่วนบรรดาทาสมนุษย์ที่ลากเกวียนนั้น ดวงตาของพวกเขาว่างเปล่า ไม่สนใจการปรากฏตัวของเด็ก ๆ เหล่านี้ ราวกับว่าพวกเขาคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว
เด็ก ๆ ถูกต้อนขึ้นเกวียน และถูกขังในกรง
ภายใต้การควบคุมของปีศาจหมาป่า เกวียนที่ใช้แรงงานมนุษย์ถูกลากไปข้างหน้าไม่ช้า แต่ก็ไม่เร็วนัก เด็ก ๆ กำลังถูกย้ายไปยังสถานที่อยู่อาศัยแห่งใหม่อีกครั้ง
ถนนราบเรียบปูด้วยก้อนหิน เมื่อล้อรถบดผ่านไปบนพื้นผิว จะเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
นี่เป็ครั้งแรกที่ถังซานได้เห็นสภาพภายนอกหลังจากมาถึงโลกใบนี้ได้สามปี
นภาแจ่มใส อากาศเย็นสบาย ดูเหมือนว่าสภาพอากาศวันนี้จะดีทีเดียว อย่างน้อยก็ไม่หนาวเกินไป แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ยังคงสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ ทว่าถังซานกลับรู้สึกสบายตัว
สองข้างทางเป็พงไพรที่น่าตื่นตะลึง ที่ใช้คำว่าน่าตื่นตะลึงนั่นก็เพราะว่าพืชพรรณที่อยู่ในสายตานั้นสูงใหญ่เกินไป เมื่อเทียบกับความทรงจำในชาติก่อน พืชพรรณที่นี่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ใหญ่กว่ามาก ต้นไม้บางต้นสูงเกือบสามสิบจั้ง*[1] ต้องเงยหน้าขึ้นให้ขนานกับนภาจึงจะมองเห็นได้ชัดเจน
สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาบินผ่านท้องนภาเป็ครั้งคราว ดูคล้ายวิหค แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนนัก
ในอากาศอุดมไปด้วยปราณิญญาและลมหายใจแห่งชีวิตอย่างเข้มข้น เวลาสามปีทำให้ถังซานมั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่านี่คือโลกที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการฝึกฝน เป็โลกที่มีพลังชีวิตสูงยิ่ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหล่าปีศาจและภูตที่ทรงพลังเ่าั้ล้วนถือกำเนิดขึ้นในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
ในเวลาสามปี ถังซานได้ฝึกฝนวิชาเสวียนเทียนขั้นที่หนึ่งสำเร็จแล้ว
ในมหาพิภพโต้วหลัวซึ่งเป็บ้านเกิดของเขานั้น การจะทะลวงผ่านขั้นแรกของวิชาเสวียนเทียนได้ ยังต้องใช้วิธีพิเศษบางอย่าง แต่ที่นี่ไม่จำเป็
เมื่อเขาเชื่อมต่อเส้นลมปราณ พลังเสวียนเทียนในร่างกายก็ไหลเวียนอย่างเป็ธรรมชาติ ทะลวงผ่านขีดจำกัดของขั้นที่หนึ่งได้อย่างง่ายดาย
สามขวบ! ยามนี้เขาอายุเพียงสามขวบเท่านั้น! ในโลกก่อนหน้านี้ เขาต้องใช้เวลาถึงหกปีเต็มจึงจะบรรลุถึงจุดนี้ได้ แม้ว่าความเข้าใจจะแตกต่างกัน แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับปราณิญญาของโลกใบนี้
อย่างไรก็ตาม ถังซานยังคงผอมแห้งมาก เขาไม่อยากให้พวกปีศาจเ่าั้พบเห็นความผิดปกติใด ๆ เขารู้สึกได้ว่าแม้แต่ปีศาจหมาป่าที่ธรรมดาที่สุด ก็ยังมีพลังเทียบเท่ากับที่เขาต้องฝึกฝนวิชาเสวียนเทียนถึงขั้นที่สอง เมื่อรวมกับความแตกต่างทางสรีระแล้ว การต่อต้านใด ๆ ก็เป็เพียงการรนหาที่ตายเท่านั้น
ในโลกนี้ มนุษย์ยังจมอยู่ในความมืดมน หาก้าเปลี่ยนแปลงสถานะทาสของมนุษย์อย่างแท้จริง การแก้ไขความไม่รู้นี้คงเป็สิ่งสำคัญที่สุด
ขบวนเคลื่อนย้ายเด็กมนุษย์สัญจรมาเป็เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม*[2] ในที่สุดก็มาถึงสถานที่ที่คล้ายกับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
กระท่อมไม้ที่เรียบง่ายที่สุด ผู้คนในชุดขาดวิ่นเดินอยู่ทุกหนแห่ง ส่วนใหญ่เป็บุรุษ มีสตรีให้เห็นน้อยมาก หมู่บ้านแห่งนี้ดูเหมือนจะมีผู้คนอาศัยอยู่นับพันคน
เกวียนที่ใช้แรงงานมนุษย์หยุดลง ประตูเปิดออก มีหญิงชาวบ้านบางคนเดินเข้ามา พวกนางก้มตัวลงต่ำ หลังโค้งงอด้วยความหวาดกลัวต่อหน้าปีศาจหมาป่า
หัวหน้าปีศาจหมาป่าแค่นเสียงเ็า “เด็กพวกนี้ฝากไว้กับพวกเ้าแล้ว พาไปเถอะ”
ถังซานชะงักไปชั่วขณะ
นี่หมายความว่าข้าจะได้กลับไปใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์แล้วหรือ?
เด็ก ๆ ที่ถูกกักขังมาสามปีแทบไม่มีสติปัญญาเหลืออยู่เลย เมื่อเผชิญหน้ากับโลกที่แปลกใหม่ พวกเขามีเพียงความหวาดกลัว
พวกเขาถูกลากเข้าไปในหมู่บ้าน สิ่งที่ทำให้ถังซานรู้สึกสะท้อนใจคือ ทาสมนุษย์ที่นี่ก็มิได้มีความเมตตาสงสารต่อเด็ก ๆ เหล่านี้มากนัก พวกเขาต่างมีสายตาเหม่อลอย เพียงแค่พาเด็ก ๆ เข้าไปในหมู่บ้านอย่างเฉื่อยชาเท่านั้น
วันต่อมา พวกเขาได้เริ่มเรียนรู้ ใช่แล้ว เด็ก ๆ เหล่านี้เริ่มได้รับสิทธิในการศึกษา
พวกเขาเรียนรู้อะไรงั้นหรือ?
อันดับแรกคือให้พวกเขารู้จักสิ่งของต่าง ๆ รู้จักสิ่งของที่ทาสใช้ และเรียนรู้ถ้อยคำง่าย ๆ
อาหารการกินยังแย่กว่าตอนที่ถูกกักขังเสียอีก ที่นี่ขาดแคลนอาหาร สตรีและเด็กได้รับอาหารน้อยมาก มีเพียงบุรุษที่แข็งแรงเท่านั้นที่มีโอกาสได้กินมากกว่าผู้อื่น
ในหมู่บ้าน อย่างน้อยก็ไม่มีการจำกัดการเคลื่อนไหวของเด็ก ๆ อีกต่อไป ดังนั้นถังซานจึงพบว่า บุรุษที่นี่มักจะออกไปจากหมู่บ้านเป็เวลานาน น่าจะไปทำงานเป็ทาส การตายของคนในหมู่บ้านเป็เื่ธรรมดามาก
จากการเสวนาระหว่างชาวบ้าน เขาก็รู้ว่าเขาเป็เด็กที่มาจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง หมู่บ้านมนุษย์ที่นี่ไม่อนุญาตให้เลี้ยงดูเด็กที่เกิดในหมู่บ้านของตนเอง แต่จะแลกเปลี่ยนกันรับอุปการะแทน
ถังซานไม่ได้ทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่น อีกทั้งไม่มีการกระทำใดที่น่าใ เขาเพียงแค่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างเงียบ ๆ และฝึกฝนอย่างลับ ๆ
…..
สามปีผ่านไป ถังซานอายุได้หกขวบแล้ว
เด็กในวัยนี้ ต้องเริ่มช่วยทำงานในหมู่บ้าน เช่น สานเสื่อ ขนย้ายของที่มีน้ำหนักเบา
พวกเด็ก ๆ เหล่านี้อยู่รวมกันั้แ่มาถึง จนถึงหกขวบก็ยังคงเป็เช่นเดิม หนึ่งในสามของเด็ก ๆ เสียชีวิตไปใน่สามปีที่ผ่านมา สาเหตุการเสียชีวิตมีหลากหลาย การขาดการรักษาเป็ปัญหาใหญ่ที่สุด และอีกอย่างก็คือความหิวโหย
ค่ำคืนย่างกรายมาถึง ในหมู่บ้านมนุษย์ที่ไม่โดดเด่น มีเงาร่างหนึ่งแอบย่องออกไปอย่างเงียบกริบ
ถังซานเหมือนกับเด็กมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ค่อมหลังเล็กน้อย ทว่าการเคลื่อนไหวของเขานั้นรวดเร็ว เมื่อเขาเดินเข้าไปในป่า หลังของเขาก็พลันยืดตรงขึ้นมาทันที ดวงตาที่เคยหม่นหมองก็เปล่งประกายสดใสขึ้นในบัดดล
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยามค่ำคืนในเมืองหมาป่าวายุนั้นหนาวเหน็บ อุณหภูมิระหว่างรัตติกาลและทิวากาลแตกต่างกันมาก ทว่าในอากาศอันเย็นะเืนี้กลับแฝงไปด้วยปราณิญญาอันเข้มข้น ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมา
ถังซานยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาโอบไว้ข้างหน้า บนผิวกายของเขามีแสงสีขาวไหลวนอยู่อย่างเลือนราง ปลายเท้าแตะพื้นเบา ๆ ร่างกายเบาหวิวขึ้นมาทันที
ด้วยประสบการณ์จากชาติก่อน เขาคุ้นเคยกับการใช้วิชาเสวียนเทียนเป็อย่างดี ทว่าร่างกายใหม่นี้ยัง้าการฝึกฝน ต้องอาศัยการฝึกปรือเพื่อให้ทันความคิดของเขา
ั้แ่อายุห้าขวบ เขาก็มักจะแอบออกมาในยามราตรีเป็ประจำ ส่วนหนึ่งเพราะปราณิญญาในป่าเข้มข้นกว่า อีกทั้งเขายังสามารถฝึกฝนได้สะดวกยิ่งขึ้นในป่าแห่งนี้
ย่างก้าวอันเบาหวิวคือวิชา ‘เคลื่อนไหวดุจเงาพราย’ หนึ่งในความสามารถที่เขาชำนาญที่สุดในชาติก่อน นี่คือสิ่งที่เขาฝึกฝนเป็อันดับแรก ในโลกอันตรายเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการรักษาชีวิตไว้
มือทั้งสองของเขาค่อย ๆ ปรากฏสีหยกขึ้น นี่คืออีกหนึ่งยอดวิชา ‘ฝ่ามือหยกเร้นลับ’ ที่สามารถทำให้ฝ่ามือต้านทานพิษร้ายและอาวุธทั้งปวงได้
ครึ่งชั่วยามแห่งการฝึกฝน ทำให้ร่างกายของเขามีไอร้อนระเหยออกมาเล็กน้อย พลังเสวียนเทียนไหลเวียนอย่างราบรื่นภายในร่างกาย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกจนปัญญาคือ ิญญาอาวุธที่เขาเคยปลุกในชาติก่อนบนมหาพิภพโต้วหลัว ดูเหมือนจะไม่ปรากฏในโลกนี้ แต่นี่ก็เป็เื่ปกติ เขาเกิดใหม่มาพร้อมกับความทรงจำเท่านั้น ไร้ความสามารถที่เคยมีในอดีต
ขั้นที่สามของวิชาเสวียนเทียน ในที่สุดก็สำเร็จ เขาที่อายุเพียงหกขวบ สามารถฝึกฝนวิชาวิชาเสวียนเทียนถึงขั้นที่สามได้แล้ว ซึ่งในชาติก่อนเป็สิ่งที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ
ทว่ายามนี้ หากกล่าวถึงพลัง เขายังห่างไกลจากระดับที่ตนเองเคยฝึกฝนวิชาเสวียนเทียนขั้นที่สามในชาติก่อน เพราะในมหาพิภพโต้วหลัวนั้น เขามีการปลุกิญญาอาวุธ ซึ่งิญญาอาวุธมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่เขา และเขายังเป็ผู้ได้รับโชคอันประเสริฐ มีิญญาอาวุธคู่อีกด้วย วิชาเสวียนเทียนเป็การเสริมกำลังภายใน แต่ิญญาอาวุธต่างหากที่เป็วิธีการปลดปล่อยพลังอันทรงพลัง
เขายังจำได้อย่างชัดเจนว่ายามที่เขาทะลวงถึงขั้นที่สามบนมหาพิภพโต้วหลัวนั้น เขาได้หลอมรวมกับวงแหวนิญญาที่ทรงพลัง และยังได้กระดูกิญญาอันแข็งแกร่ง วางรากฐานให้กับตัวเองในภายหลัง
ในขณะนี้ นอกจากวิชาเสวียนเทียน และความสามารถที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เสวียนเทียนที่เขานำติดตัวมาจากโลกแรกเริ่มนั้นแล้ว ก็ไม่มีความสามารถอื่นใดอีก แม้ว่าการฝึกฝนวิชาเสวียนเทียนเพียงอย่างเดียวจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่านี่ยังไม่เพียงพอ
[1] 1 จั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร
[2] ครึ่งชั่วยามเท่ากับหนึ่งชั่วโมง