เนื่องจากผู้คุมได้รับการไหว้วานจากหม่าซิงเขารู้ว่าต้องไม่ทำให้สกุลหลินสายรองเผชิญกับความลำบาก จึงมอบน้ำให้อีกชาม
กัวซื่อเห็นเช่นนั้นจึงรีบเอ่ย “พวกเราก็้าน้ำเพิ่ม”
“หมดแล้ว!” ผู้คุมะโอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะยกถังเดินจากไป
“เฮอะตาต่ำ” กัวซื่อพึมพำเสียงเบา ก่อนจะยื่นชามใส่น้ำให้ฮูหยินผู้เฒ่า
ฮูหยินผู้เฒ่าดื่มน้ำไปหนึ่งอึกพลางขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะยื่นชามให้หลินเฉิงคุน
หลินเฉิงคุนไม่สนใจคนอื่นเขาดื่มไปมากถึงค่อนชาม จากนั้นจึงอาเจียนออกมาเล็กน้อย “นี่มันน้ำอันใด? มีไว้ให้คนดื่มหรือ? ในน้ำไม่เพียงมีทราย ยังมีรสชาติแปลกประหลาดอีก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้กัวซื่อที่เดิมทีโกรธเคืองที่เขาดื่มน้ำมากไปก็รู้สึกไม่อยากอาหารทันที
ส่วนน้ำที่เหลือหลินเสวี่ยหลานกับหลินเสวี่ยอีฝืนดื่มจนหมด
ส่วนบุตรชายของอนุทั้งสองคนไม่ได้ดื่มเลย
เมื่อได้ยินคำตำหนิของหลินเฉิงคุนพวกหลินเฉิงจางที่อยู่ห้องขังถัดไปก็เบิกตากว้างด้วยท่าทีไม่เข้าใจ
น้ำนี่อร่อยมากแท้ๆ รสชาติหวานใสยิ่งกว่าน้ำพุบนูเาเสียอีกมีทรายปะปนที่ไหนกัน?
หลินเสวี่ยจู๋ยื่นชามใส่น้ำให้ลู่ซื่อเงียบๆ “ท่านน้าดื่มสักนิดเถิดเ้าค่ะ”
ลู่ซื่อดื่มไปเพียงหนึ่งอึกแล้วยื่นให้หลินเสวี่ยจู๋หลังจากหลินเสวี่ยจู๋ทำทีดื่มไปหนึ่งอึก ก็ยื่นชามให้ลู่ซื่ออีกครา อีกฝ่ายจึงป้อนน้ำที่เหลือให้หยวนซิว
ด้านเว่ยหงเอ๋อร์อนุรองของหลินเฉิงคุน เมื่อเห็นว่าไม่มีคนแตะต้องขนมปังสีดำสามชิ้นนั้นก็เดินไปหยิบมันมา
ยื่นชิ้นหนึ่งให้กู้เจินเหนียงผู้เป็อนุเก้าและยื่นอีกชิ้นให้หลินเซิ่งจิ่งผู้เป็บุตรชาย
กู้เจินเหนียงกินอย่างเงียบงันสายตาของนางว่างเปล่าเล็กน้อย ใบหน้าไร้อารมณ์
หลินเซิ่งจิ่งมองขนมปังสีดำแวบหนึ่งด้วยความรังเกียจก่อนจะเอ่ย “ข้าไม่กิน นี่ไม่ใช่อาหารให้คนกินด้วยซ้ำ”
จู่ๆ ฝ่ามือก็กระทบเข้ากับใบหน้าของเขา
หลินเซิ่งจิ่งเงยหน้ามองเว่ยหงเอ๋อร์ผู้เป็มารดาด้วยความตกตะลึง
เว่ยหงเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “เ้ากินเดี๋ยวนี้ หากเหลือแม้แต่เศษข้าจะตบเ้าอีก”
หลินเซิ่งจิ่งไม่เคยเห็นมารดาเป็เช่นนี้มาก่อนจึงรับขนมปังสีดำมาด้วยเนื้อตัวสั่นเทา แล้วเคี้ยวมันอย่างน้อยอกน้อยใจ
ขณะเคี้ยวก็อยากอาเจียนออกมาทว่าถูกมารดาใช้สายตาข่มขู่ให้กลืนลงไป
เว่ยหงเอ๋อร์จ้องมองบุตรชายกินขนมปังสีดำจนหมดส่วนตนเองก็ฝืนกล้ำกลืนกินไปหนึ่งชิ้นด้วยความสะอิดสะเอียนเช่นกัน
กัวซื่อที่เห็นฉากนี้เอ่ยเสียงแหลมทันที “ช่างเป็คนที่ชาติกำเนิดต่ำต้อยเสียจริงแม้แต่ของพรรค์นี้ยังกินลงได้”
เว่ยหงเอ๋อร์ไม่ตอบเพียงมองนางอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม จากนั้นหลับตาลงแล้วนอนหลับ
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกเพียงว่าคำกล่าวของกัวซื่อน่าขบขันนัก
เว่ยหงเอ๋อร์ผู้นี้เป็คนฉลาดนางรู้ว่าต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอดท่ามกลางความยากลำบาก
แตกต่างจากกัวซื่อที่เอาตัวรอดไม่ได้แล้วยังมีอารมณ์เหน็บแนมคนอื่นอีก
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋กำลังชมละครอยู่ก็ได้ยินลู่ซื่อเอ่ย “ซิวเอ๋อร์ เ้าฟื้นแล้ว!”
สายตาของทุกคนล้วนพุ่งเป้ามาทางนี้
หลินเสวี่ยจู๋หันไปมองเห็นเพียงหยวนซิวลืมตาขึ้นเล็กน้อย แล้วเรียก “ท่านน้า” เบาๆ จากนั้นก็หมดแรงที่จะพูดต่อ
ลู่ซื่อร้องไห้ด้วยความยินดีน้ำตาไหลริน
ในฐานะที่หลินเฉิงเหยาเป็หมอจึงเอ่ยปลอบโยน “การร้องไห้จะทำให้ตับและปอดาเ็ลู่ฮูหยินไม่ควรเศร้าโศกเกินไป ดูแลตนเองให้ดีก่อนค่อยไปดูแลคนอื่น”
เหวินซิ่วชิงเอ่ยเสริม “ใช่แล้วน้องสาวอย่าร้องไห้เลย เซียง...ลูกเขยประสบเื่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ยังรอดมาได้เห็นได้ชัดว่าคนดีผีคุ้ม น้องสาววางใจเถิด”
ลู่ซื่อเช็ดน้ำตา พลางกล่าวขอบคุณ
เมื่อก่อนนางคิดมาโดยตลอดว่าสกุลหลินมีเจตนาซ่อนเร้น้าเอื้อมมือจับหลานชายของตนเอง
อีกทั้งวิธีการของหลินเสวี่ยจู๋ก็ไม่น่าดูชมอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้นางจึงดูแคลนคนสกุลนี้จากก้นบึ้งหัวใจตอนนี้กลับตระหนักได้ว่าเมื่อพบเจอความยากลำบากย่อมได้รู้ว่าผู้ใดบ้างที่จริงใจกับนาง
เทียบกับสกุลหลินสายหลักที่รอไม่ไหวที่จะตัดความสัมพันธ์แล้วหลินเฉิงจางที่ทั้งถูกทำให้เดือดร้อน ทั้งเสียตำแหน่งงาน ทั้งโดนยึดทรัพย์สิน กลับไม่เอ่ยตำหนิสักประโยค
เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงในทางที่ดีตลอดระยะเวลาหลายปีที่เขาเป็ขุนนางมานี้ย่อมไม่ใช่เื่หลอกลวงครอบครัวของหลินเฉิงจางล้วนซื่อสัตย์และจริงใจ ลู่ซื่อทำได้เพียงจดจำน้ำใจนี้ไว้อย่างเงียบงัน
ค่ำคืนนี้ผ่านไปด้วยความไม่สงบ
เมื่อได้รับคำแนะนำจากหลินเฉิงเหยาทุกคนจึงเติมพลังเท่าที่จะทำได้ ทว่าเนื่องจากใกล้จะถูกเนรเทศอยู่รอมร่อ จึงแทบไม่มีผู้ใดนอนหลับสนิท
นอกจากหยวนซิวที่สลบไสล และหลินอวี่เซวียนที่ยังเด็กและอ่อนต่อโลกแล้วก็มีเพียงหลินเสวี่ยจู๋คนเดียวที่นอนหลับอย่างจริงจัง
นางส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติแล้วนอนหลับสนิท
หลังจากตื่นนอนก็กินขนมไปสองชิ้นหยิบโอสถออกมาสองเม็ด แล้วตักน้ำพุจิติญญามาหนึ่งชามจากนั้นก็ออกจากมิติแล้วนำของเ่าั้มาป้อนหยวนซิว
ครั้งนี้ทันทีที่นางประคองเขาลุกขึ้น ข้อมือพลันถูกเขาคว้าเอาไว้
หยวนซิวราวกับเก็บแรงไว้นานแล้วในที่สุดเขาก็ลืมตา
เขาจ้องนาง แววตาดูซับซ้อนเต็มไปด้วยความสับสนและไม่อยากจะเชื่อ
หลินเสวี่ยจู๋ชะงักไปเล็กน้อย
นางะโในใจอย่างบ้าคลั่ง‘ท่านรอให้ข้าป้อนเสร็จค่อยตื่นจะได้หรือไม่?’
ท่านเป็เช่นนี้ข้าป้อนไม่ค่อยสะดวก
แต่หยวนซิวยังคงจ้องนางสายตาเผยความสงสัยอย่างชัดเจน
เฮอะ บุรุษนี่นะ!
นางยอมรับว่าหลินเสวี่ยจู๋ในนิยายนอกจากเป็สมาชิกาุโของสมาคมผู้หลงรักหน้าตาของหยวนซิวแล้วแรงจูงใจในการแต่งให้หยวนซิวยังไม่บริสุทธิ์นัก มีเหตุผลอันไร้สาระอยู่ไม่มากก็น้อย
ในฐานะที่หยวนซิวเป็พระเอกที่เฉลียวฉลาดเขาย่อมมองแผนการของหญิงสาวที่มีความสามารถน้อยนิดอย่างหลินเสวี่ยจู๋ออก
แต่นางไม่จำเป็ต้องทำเื่แย่ๆกระมัง หรือตัวประกอบหญิงจะต้องประจบประแจงหยวนซิวตอนที่เขามีอำนาจ และซ้ำเติมตอนเขาหมดอำนาจถึงจะคู่ควรกับคำว่าชั่วร้าย?
หากนางดูแลหยวนซิวสักเล็กน้อยนางย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็ตัวประกอบหญิงชั่วร้ายแล้วใช่หรือไม่?
หลินเสวี่ยจู๋คิดได้เช่นนี้ก็พลันไร้คำพูดนางขุ่นเคืองเสียจนกล้าทำเื่บางอย่าง นางตัดสินใจส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติแล้วนำขวดยาสลบออกมา
นางพิจารณาปริมาณยาแล้วนำมาทาจมูกของหยวนซิวเล็กน้อย
ประสิทธิภาพของยาสลบนับว่ารุนแรงยิ่งเพียงครู่เดียวหยวนซิวก็หลับตาลงอีกครา
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเช่นนั้นก็สบายใจขึ้นมา
นางป้อนทั้งน้ำและยาให้เขาเสร็จในอึดใจเดียวจากนั้นก็เก็บข้าวของเข้ามิติ แล้วกลับไปงีบต่อบนกองฟาง
เมื่อฟ้าสางก็มีเสียงฆ้องที่ฟังแล้วบาดหูดังขึ้นอย่างกะทันหันปลุกทุกคนที่กำลังสะลึมสะลือให้ตื่น ในห้องขังพลันเกิดความวุ่นวาย
หลินอวี่เซวียนใ จึงร้องไห้อย่างน่าสงสารเจี่ยงฉีซวงกอดเขาไว้ในอ้อมแขนแล้วปลอบไม่หยุด
หลินเฉิงคุนกับกัวซื่อราวกับบุรุษสตรีร้องรับพวกเขาสลับกันกรีดร้อง
สองพี่น้องหลินเสวี่ยหลานกับหลินเสวี่ยอีทนฟังเสียงเช่นนี้ไม่ไหวได้แต่กอดกันร้องไห้
ผู้คุมหยุดตีฆ้อง ก่อนจะะโเสียงดัง “หุบปากให้หมด! เก็บของได้ต้องออกเดินทางแล้ว”
คำว่า ‘ออกเดินทาง’ราวกับแทงใจดำหลินเฉิงคุน เขาส่งเสียงกรีดร้องราวกับหมูที่ถูกเชือด
ผู้คุมไม่พอใจจึงลากเขาออกไปตบปากในที่สุดห้องขังก็สงบลง
จากนั้นผู้คุมก็เอ่ยปาก “ฝ่าามีรับสั่งพวกเ้ายังไม่คุกเข่ารับราชโองการอีก”
ทุกคนที่เดิมทีนั่งบ้างนอนบ้างเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ทยอยเปลี่ยนเป็คุกเข่า
ผู้คุมเอ่ยต่อ “นักโทษฏหยวนซิวและผู้สมรู้ร่วมคิดจะถูกแห่ไปตามถนนเป็เวลาหนึ่งวันจากนั้นส่งตัวไปชายแดนเหนือทันที ไม่อาจมีข้อผิดพลาดใดๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนก็เงียบสนิท
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มหยันในใจยิ่งกว่าเดิม
ฮ่องเต้สุนัขมีวิธีอันชาญฉลาดในการหลอกลวงผู้คนมากมายนักเดิมทีนี่ก็เป็ความผิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงอยู่แล้วเพียงยึดทรัพย์สินและเนรเทศก็พอ ยังต้องแห่ไปตามถนนเพื่อให้ชาวบ้านเหยียบย่ำเกียรติของหยวนซิวอีก
คนที่ชั่วร้ายคงเป็เ้ามากกว่าฮ่องเต้สุนัข!
.............................