ห้องหินเย็น ๆ แคบ ๆ นี้ดูไม่อึดอัด เพราะมันมีรูกว้างเท่าช้างวิ่งผ่านที่ผนังซ้ายขวา มีเศษหินร่วงเสียงดังกรุกกรักออกมาจากความมืดด้านใน
บนเพดานเองก็มีเศษหินน้อย ๆ ทยอยร่วงจากรอยแยก มันชำรุดเป็ร่องเล็ก ๆ ตรงยาวตลอดแนว ปล่อยให้แสงสีเหลืองอมส้มอ่อนเล็ดลอดออกมา เกิดเป็ภาพคล้ายม่านแสงบาง ๆ ที่กลางห้อง มันเลือนรางแต่สาดสะท้อนและฟุ้งกระเจิงไปทั่ว แสงสลัวมัวจางทว่าเพียงพอจะปัดเป่าเงามืดให้หายไป เผยว่าทั้งห้องเป็หินอ่อนสีขาวสะอาดตา
หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ม่านแสง นางหยุดยืนอยู่หลังเก้าอี้ที่ชายผมแดงเคยนั่ง เมื่อไม่มีเงามืดปกคลุมจึงเห็นได้ว่านางมีอายุราวสิบหกปี สูงร้อยเจ็ดสิบเิเ ผมบ๊อบดัดลอนสีน้ำตาลไหม้ มีหน้าม้าแสกกลางเผยดวงหน้าขาวผ่อง ตัดด้วยสองคิ้วคมเข้มพองาม โครงหน้าลูกครึ่งยุโรป มีปากนิดจมูกหน่อย ตาสีฟ้าอ่อนสุกใสเฉียบคม แก้มขวามีรอยขีดแผลเป็บาง ๆ ที่สังเกตุแทบไม่เห็น
โดยรวมเครื่องหน้าทุกส่วนกลมกลืนเป็เอกภาพ ไม่มีโดดเด่น ไม่มีอ่อนด้อย ดั่งเครื่องบรรเลงดนตรีที่ถูกปรับจูนอย่างพิถีพิถัน เสียงทุกย่านดังกังวานเท่าๆกัน
ชุดของหญิงสาวต่างจากชายผมแดงเล็กน้อย มันดูเป็เครื่องแบบของชั้นยศที่รองลงมา มีหมวกแบนผ้าสีน้ำตาล และเสื้อโค้ทตัวใหญ่สีดำคลุมยาวถึงเข่า ปกเสื้อมีขลิปเส้นสีเงินเพียงเล็กน้อย ปลายแขนติดดาวสี่แฉกสีเงินหนึ่งดวง ใต้โค้ทสวมเสื้อเอวลอยหนังสัตว์สีน้ำตาล มีเสื้อซับในรัดรูปสีดำปกปิดหน้าท้องถึงต้นคอ
ท่อนล่างสวมกางเกงผ้าหนาสีดำ รูปทรงกระชับเข้าสัดส่วน เสียทีที่ขาของมันสั้นเพียงสองนิ้ว ยังดีที่ได้ถุงน่องสีดำบาง ๆ ช่วยปกปิดเนื้อหนังทั้งหมด ต้นขาขวายังมีเข็มขัดเส้นเล็กรัดไว้ด้วย ส่วนรองเท้าเป็บูทหนังหนาผสมผ้าบาง หุ้มโลหะดำเงาในส่วนสำคัญ
พรึบ
อยู่ ๆ หญิงสาวที่ยืนตรงพลันยกมือขวาทำวันทยหัตถ์ บนใบหน้ามีน้ำตาคลอเบ้า แววตาดูเศร้าสร้อย แต่กลับอมยิ้มด้วยความปีติยินดี ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมในวินาทีต่อมา
“พระนายลมโชย ขุนคีรี ถึงแก่กรรมขณะปฎิบัติหน้าที่ ...อย่างสมเกียรติ!!”
นางกล่าวคำอาลัยอย่างห้าวหาญด้วยเสียงดังฟังชัด ใสและไพเราะคล้ายน้ำไหลผ่านกรวดหิน ปิดด้วยการสะบัดมือลงอย่างขึงขัง ก่อนจะนั่งแทนที่ชายผมแดง
“เฮ้อ”
หญิงสาวนั่งถอนหายใจบนเก้าอี้ไม้แดงตรงข้ามลุงอาทร สองมือขาวราวน้ำนมกุมกลางอกที่สะท้อนขึ้นลง สีหน้านางดูหมองหม่นลงเล็กน้อย ทว่ากลับมาเรียบนิ่งในพริบตาต่อมา ก่อนจะฉีกยิ้มที่ยากจะคาดเดาพร้อมกับเอ่ยเสียงสั่นออกมาเบา
“ข้าหวังว่าวันนั้นของข้าจะมาถึงบ้าง…”
“หนูชื่อน้ำตกนะ! เป็เตรียมทหารตัวเล็ก ๆ จะทำหน้าที่ต่อจากอดีตพระนายลมโชย โดยใช้สำเนียงภาษาของยุคก่อน ขอคุณลุงให้ความร่วมมือด้วยค่ะ”
วินาทีต่อมาหญิงสาวแนะนำตัวด้วยเสียงฉะฉานพลางผายมือให้ลุงที่พื้นกลับมานั่งเก้าอี้ของเขา ท่าทางอกผายไหล่ผึ่งดูแข็งแรงสดใสขึ้นเหมือนเปลี่ยนเป็คนละคน
“ไอ้ท่าทีแบบนี้คืออะไร? ภาษาไทยปัจจุบันกลายเป็ภาษาโบราณไปแล้ว?”
ลุงอาทรดูงุนงงกับการกระทำของหญิงสาว เขาหน้านิ่วคิ้วขมวด ลุกมานั่งที่เดิมด้วยท่าทางระแวงเล็กน้อย เขารวบรวมสติได้สักพักแล้ว จึงเริ่มมีหลายคำถามในหัวที่เตรียมถามออกไปด้วยเสียงแหบแห้ง
“ผมพูดภาษาของยุคก่อนเหรอ?”
“ใช่ค่ะ ที่เราพูดอยู่คือภาษาที่คนโบราณใช้ค่ะ ส่วนที่พระนายลมโชยพูดคือภาษาปัจจุบัน แทบไม่ต่างแต่ห่างกันเป็พันปีค่ะ คิดว่าคุณลุงคงปลีกตัวอยู่ในหมู่บ้านห่างไกล คนที่นั่นน่าจะพูดแบบยุคก่อนกัน หนูเลยพูดบ้างเพื่อสะดวกสื่อสารกับลุง”
หญิงสาวอธิบายอย่างใจเย็น เสียงของนางกลับมากลางใสและเรียบนิ่ง ใบหน้ายังคงยิ้มตาหยี สองมือผสานนิ้วบนโต๊ะดูสงบเรียบร้อย
“หือ!?”
ลุงอาทรฟังแล้วหนวดคิ้วกระตุก เขาลูบหน้าตัวเองพลันรู้สึกถึงโคลนแข็งติดหน้า ตาเบิกกว้างขึ้นก่อนจะพูดต่อ
“แปลก ๆ ละ …ที่นี่คือสตูดิโอหรือเปล่า? เรากำลังถ่ายคอนเทนต์แก้ลงคนใช่ไหม?”
“ค่าย ๖๔ ค่ะ เื่จริง ไม่ใช่การแสดง”
น้ำตกตอบสั้น ๆ เสียงเรียบ ชักหน้านิ่งจริงจัง
“จริงก็บ้าแล้ว! เมื่อกี้ลำแสงยิงคนสลายไปกับตา แรงกว่าไอพ่นเครื่องบินเจ็ทอีก แต่กลับไม่มีความร้อนเลย มันต้องเป็ซีจีแน่ ๆ อาจจะเป็คอนเทนต์แกล้งคนด้วยจอทีวีที่สมจริงมาก! ควายผีนั่นก็เหมือนกัน... แต่มันจะใช่จริงเหรอ?”
ลุงอาทรคิดจนหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนจะเชื่อแต่ก็ยังไม่เชื่อ
“คนเมื่อกี้คงไม่…”
เขาเผลอหลุดปากถามอย่างลังเล
“ตายจริงค่ะ”
หญิงสาวตอบกระชับฉับไว หางตานางกระตุกครั้งหนึ่ง ใบหน้าค่อย ๆ กลับมายิ้มหยีตา
“ไอ้ผมแดงน่ะตายเนียนจริง ๆ แต่เธอไม่เนียน! ตอนนั้นฉันเห็นเธอยืนยิ้ม!”
ลุงอาทรยังคงนั่งคิดหน้านิ่วคิ้วขมวด เริ่มทบทวนและจับผิดสิ่งต่าง ๆ พลางชะเง้อมองรูโหว่ที่ผนังซ้ายทีขวาที แล้วก็นั่งเกาหัว วนอยู่อย่างนั้น
“ต่อเลยนะคะ คุณลุงจำเหตุการณ์ก่อนเจอควายสไลด์ได้ไหมคะ?”
น้ำตกพูดขัดจังหวะ นางยกยิ้มมุมปากเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ตาหรี่ลงอีกจนไม่เห็นแววตา ดูแล้วยากจะคาดเดาอารมณ์
“จำไม่ได้เลย มันว่างเปล่าทั้งก่อนเจอควายและก่อนมาที่นี่ ตอนนี้นอกจากชื่อก็จำอะไรไม่ได้แล้ว แม้แต่ความฝันความ้าของตัวเอง… เอ๊!”
ลุงอาทรหยุดการกระทำ ยิ้มและตอบไปอย่างเกรง ๆ ก่อนจะเบิกตากว้างคล้ายคิดอะไรได้ มันเป็เบาะแสที่จะนำไปสู่ทุกคำตอบ
“เหมือนฉันวูบเข้าฉากแบบไม่มีที่มาที่ไป แถมกระทบกระเทือนความทรงจำ… นี่ฉันโดนโปะยาสลบแล้วลากเข้าสตูสองครั้งเลยเหรอ?”
“ไม่ใช่ละ! เล่นแรงจัด มันละเมิดสิทธิ์เกินไป ฉันเองก็ไม่ได้มีเพื่อนชอบทำอะไรแบบนี้ …แต่ถ้านี่ไม่ใช่คอนเทนต์ แล้วเื่ราวขาด ๆ หาย ๆ และฉากน่าใมันคืออะไร? ฝันเหรอ!?”
อาทรครุ่นคิดหนักขึ้น เขานั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ครู่หนึ่ง สองมือของเขาที่กุมอยู่ใต้โต๊ะกุมกันแน่นขึ้นจนคราบโคลนปลิดออก
“…”
สาวผมบ๊อบน้ำตลายแดงนั่งหรี่ตาส่งยิ้มเงียบ ๆ มาสักพักแล้ว นางรอคำตอบเพิ่มเติมอย่างอดทน ตาฟ้าใสจ้องหน้าอีกฝ่ายแทบไม่กระพริบ สองมือขาวผ่องของนางที่ผสานกันอยู่บนโต๊ะยกนิ้วขึ้นลงไล่เป็จังหวะคลื่น
ลุงอาทรยิ่งคิดยิ่งเครียด เขามองหญิงสาวที่กำลังนั่งยิ้มตาหยี มองผลึกลูกตาที่กลิ้งกลอกลอกแลก มองรูโหว่มืด ๆ ที่ผนัง แล้วกลับมาครุ่นคิด
“ถ้าเป็คอนเทนต์ก็ต้องคุมตีมกันบ้างสิ! แต่นี่มั่วซั่วมาก ฉากควายผีมีกระบี่บิน ฉากนี้คนแต่งตัวขัดกับภาษา แล้วก็หินมีตา ไหนจะลำแสงนั่นอีก มีแต่อะไรไม่สมเหตุสมผลเต็มไปหมดเหมือนในฝันจริง ๆ นั่นแหละ…”
“…ใช่แล้ว! มันต้องเป็ความฝันแน่ ๆ แค่เล่นตามน้ำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ตื่น ไม่ต้องกังวลอะไรละ”
ลุงคิดได้พลันตาลุกวาว สีหน้าเปลี่ยนเป็ยิ้มอ่อน พอไม่เครียดก็พอจะจำอะไรได้บ้างแล้ว
“ในเมื่อมันเป็ความฝัน งั้นฉันขอพูดตามเสียงในหัวหน่อยเถอะ คำว่าลุงมันทำร้ายจิตใจมาสักพักแล้ว ฉันเพิ่งอายุสามสิบเองนะ!”
คิดเสร็จเขาก็พูดกับหญิงสาวตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม หน้าด้าน ๆ ดูผ่อนคลายและไร้ความละอาย
“น้องน้ำตก… ต่อไปนี้เรียกพี่ได้ไหม? เรียกลุงมันเจ็บน่ะ”
หญิงสาวชะงักไปหนึ่งวินาที นางหรี่ตาลงก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มเกร็ง ๆ
“! …งั้นพี่อาทรมาจากไหนคะ? ใบหน้าและอัตลักษณ์คลื่นิญญาของคุณลุงไม่มีบันทึกไว้ในบัญชีราษฎร์”
“อืม..”
“!? แต่ไอ้คำศัพท์เบียว ๆ นี่มันอะไร? คงจะเป็ความฝันจริง ๆ แล้วล่ะ”
อาทรยิ้มพอใจกับประโยคคำถาม แต่ก็มีหนวดกระตุกสองสามครั้งเพราะประโยคบอกเล่า ทว่าสุดท้ายก็ตอบไปตามความเป็จริงที่เพิ่งผุดขึ้นมาในหัวด้วยเสียงสาก ๆ ทว่ามันเป็โทนทุ้มต่ำที่ฟังดูน่าเชื่อถือ
“หมู่บ้านบึงบัว”
“ห๊ะ!!! คะ..คุณลุงมาจากที่นั่นจริงเหรอคะ!? แล้วลุงรู้จักหลวงตาเดือนไหม??”
อยู่ ๆ น้ำตกก็ส่งเสียงสูง สองมือทาบอกใ กดเสื้อหนังสัตว์สีแดงครึ้มจนรัดแน่น นางรีบถามกลับไปโดยไม่ทันระวัง กระทั่งลืมเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกลุง
“ชะ… ใช่! ที่นั่นแหละ ส่วนหลวงตาก็อยู่ที่วัดบึงบัว ไกลจากบ้านพี่ไปหนึ่งกิโลเมตร”
ลุงเสียงแหบตอบไปตามความจริง ใบหน้ายังยิ้มแต่หนวดคิ้วกระตุกเล็กน้อย เพราะยังได้ยินคำว่า "ลุง"
หลวงตาเดือนที่เขาจำได้คือพระดีองค์หนึ่ง ครั้งยังเป็ฆราวาสอายุยี่สิบเคยเกิดอุบัติเหตุติดเตียง จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าหายดีจะบวชตลอดชีวิต ต่อมาหลวงตาก็อาการดีขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ ท่านจึงบวชจนเป็เ้าอาวาสวัดบึงบัว
เท่าที่อาทรจำได้ หากนับเวลาคร่าว ๆ หลวงตาก็บวชได้สามสิบพรรษาแล้ว ตีอายุเป็เลขกลม ๆ ได้ห้าสิบปี
“คุณลุงรู้จักหลวงตาเดือน!!”
หญิงสาวเสียงสูงขึ้น สองตาเบิกกว้าง แววตาฟ้าใสเป็ประกาย ก่อนจะพนมมือแล้วกล่าวต่อ
“หลวงตาเดือนเป็ยอดอริยะเ้าองค์หนึ่ง เป็ตำนานเมื่อสองพันปีก่อน ไม่แน่ชัดว่าอยู่ขั้นใด รู้แค่ท่านเอกอุในสายพลังจิต ว่ากันว่าท่านเข้าสู่นิพพานแล้ว บ้างก็ว่าท่านจะมาเกิดอีกครั้งเดียว…”
“…ในหนังสือยังเขียนไว้ว่าท่านหายไปพร้อมกับหมู่บ้านบึงบัวอย่างลึกลับ หายไปทั้งคนทั้งพระ บ้านเรือนก็เช่นกัน แม้แต่หมูหมากาไก่แถวนั้นก็ยังหายไปด้วย มีหนังสือประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่า หลวงตาฝึกฝนคนในหมู่บ้านจนบรรลุโสดาบันกันหมด ภูตผีปีศาจมิกล้ำกราย ต่อสู้เบิกทางย้ายหมู่บ้านขึ้นไปอยู่บน์”
“!! นี่เรากำลังคุยเื่เดียวกันใช่ไหม? ตำนานหน้าไหนวะเนี่ย! ใครที่เขียนขึ้นมามันน่าตีมือจริง ๆ เธอนี่ก็เชื่อจนเอามาเล่าได้เป็ตุเป็ตะ ฝันนี้ช่างบันเทิงดีจริง ๆ”
อาทรได้ฟังก็อึ้งตะลึงงันไปครูหนึ่ง คิดไปก็ยิ้มไป กำลังกลั้นหัวเราะจนหนวดบาง ๆ กระตุกขึ้นลง คาดไม่ถึงว่าหมู่บ้านและหลวงตาที่เขารู้จัก จะกลายเป็ตำนานอภินิหารไปแล้ว ก่อนจะพูดออกไปด้วยทีเล่นทีจริง
“ใช่ ๆ พี่นับเป็คนของหมู่บ้านนั้น แต่บางอย่างก็ไม่…”
“ผู้ป่วยจิตเวชประเภทหนึ่ง มาจากบึงควาย แต่คิดไปเองว่าอยู่บ้านบึงบัวในตำนาน จบรายงาน”
น้ำตกตัดบทโดยสรุปจบการสอบปากคำด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พลันเก็บผลึกบนโต๊ะยัดเข้าเสื้อคลุมเร็วรี่ ก่อนจะจึงลุกขึ้นยืนนิ่ง ๆ มือไพล่หลัง
“เดี๋ยวก่อน ๆ พี่ไม่ใช่คนบ้านะ พี่พูดแต่เื่จริงที่จำได้ทั้งนั้น! น้องฟังพี่ก่อน…”
อาทรถึงกับเหวอ เขาพยายามพูดแก้ไขความเข้าใจผิด
“ใช่ค่ะ พี่อาทรไม่ใช่คนบ้า แต่พี่เป็ผู้ป่วยจิตเวชค่ะ”
หญิงสาวยืนนิ่งหลับตาตอบเสียงเรียบนิ่งเช่นเดียวกับใบหน้า
“ข้านำข้อมูลเข้าระบบครบถ้วนแล้ว เสวนากับคนสติไม่ดี ซักไซ้ต่อก็เสียเวลาเปล่า”
“ไม่ใช่แล้ว พี่ไม่ได้บ้า เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว!”
อาทรร้อนรน พลันยืนขึ้นพูดแก้ตัวมือไม้พัลวัน แต่เสียงสาก ๆ ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนคนบ้ามากขึ้น
“ใช่แน่ ๆ โลกนี้ไม่มีคนบ้าที่ไหนยอมรับว่าตัวเองเป็คนบ้าหรอกค่ะ”
น้ำตกปิดการสนทนาด้วยความเ็า ชนิดที่ว่าใครเห็นก็ไม่กล้ารบกวน
ทว่าอยู่ ๆ อาทรก็สงบลง เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มีโต๊ะและความเงียบคั่นกลางระหว่างเขากับหญิงสาว
“ช่างเถอะ ไม่มีอะไรต้องกังวล อย่างแย่ก็แค่ฝันร้าย ตื่นก็คือจบ ทำตัวไหลตามน้ำไปดีกว่า”
เขาคาดไม่ถึงว่าเื่จะบานปลาย ทว่านึกขึ้นได้ว่านี่เป็เพียงความฝัน จึงหยุดต่อปากต่อคำ
“มาค่ะ หนูต้องพาพี่ไปจัดการตัวเอง จากนั้นก็ลงทะเบียนรอเรียกระดมพลคืนนี้ค่ะ”
อยู่ ๆ น้ำตกพลันกล่าวพร้อมใบหน้ายิ้มตาหยี พลางกวักมือให้มายืนฝั่งเดียวกัน
“ห๊ะ! ระดมพลอะไร?”
อาทรเอ่ยถาม หน้าตาเขาดูเหลอหลา
ฟืด
“คนพวกนี้ไม่รู้เื่อะไรเลย ช่างน่ารำคาญยิ่ง หรือข้าจะไม่เหมาะกับงานเยี่ยงนี้จริง ๆ”
น้ำตกหายใจเย็นเยือก สองมือที่กลับไปไพล่หลังค่อย ๆ กำหมัดแน่นขึ้น หางตากระตุก ก่อนจะอธิบายด้วยเสียงระดับเดียว
“ประชาชนทุกคน อายุได้สิบห้าปีบริบูรณ์ ถือว่าเป็ทหารกองหนุนค่ะ พี่อาทรที่เคยเป็รายชื่อตกหล่นก็เช่นกัน ต้องออกไปสู้รบในแนวหน้าตามหมายเรียกระดมพล ไปสู้กับภูตผีปีศาจค่ะ”
“!! ไปสู้กับผีปีศาจ ไปเจอเ้าควายนั่นใช่ไหม? นี่ฉันกำลังจะถูกส่งไปตาย?…”
อาทรฟังไปก็หวนถึงประสบการณ์แรก เขามือสั่นและสีหน้าแข็งตึงขึ้นเล็กน้อย
“เดี๋ยวนะ... ตายก็คือตื่นป่ะ!?”
แม้จะยังกลัวแต่พอนึกขึ้นได้เขาก็ตัดสินใจว่าต้องไปต่อ จึงยิ้มตาหยีก่อนจะเชิดอกพูดเสียงสูงขึ้น
“โอเค รีบพาพี่ไปเลย!”
แป๊ะ! ฟุบ!
เหมือนกับมีเวทมนตร์ น้ำตกเพียงปรบมือหนึ่งครั้ง โคมไฟทรงกระบอกพลันยุบหายไปในเพดาน มันแเีราวกับไม่เคยมีอยู่
ครึด แกรก แกรก ครืด ครืด
ทันใดนั้นแผ่นเพดานหินหนาครึ่งเมตร ก็แยกออกเป็สองส่วนคล้ายประตูเลื่อน และแบ่งออกอีกครั้งเป็สี่ส่วน แปดส่วน ซ้อนทับกันจนเล็กลงเรื่อย ๆ จนหายไปในที่สุด
ครึืด ครืด ครืด ครืด
ทว่ายังมีฝ้าเพดานอีกชั้นที่ชำรุดน้อยกว่า มันกำลังเริ่มทำกระบวนการเดียวกัน ค่อย ๆ ซ้อนทับพับหายทีละส่วน
เมื่อสิ้นกระบวนการ เพดานหายไปแสงละมุนจึงสาดจ้า โลกมืดในห้องแคบพลันสว่างและปลอดโปร่งขึ้นทันตา ห้องหินสีขาวสะอาดตามีทางออกเดียวคือเพดาน ผนังหนาสองเมตรกั้นด้วยชั้นหินสีดำ ปลายโพรงมีห้องแบบเดียวกันแต่อยู่ห่างกันเป็สิบเมตร
อาทรมองเพดานทีมองโพรงที ส่วนหญิงสาวยังคงยืนนิ่ง ๆ มือไพล่หลัง
ครืดดด
พื้นที่พวกเขายืนอยู่พลันค่อย ๆ ยกตัวขั้นเหมือนลิฟต์ มันส่งทั้งและชุดโต๊ะสู่ชั้นถัดไป
“เอ้า เป็ลิฟต์เหรอเนี่ย!?”
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ลุงอาทรแปลกใจเล็กน้อยจนเผลอพูดออกมา
“ห้องกักกันใต้ดินค่ะ ข้างบนเชื่อมกับอุโมงค์ทางเดิน”
น้ำตกตอบเสียงเรียบ
ชั้นถัดไปนั้นอยู่ห่างกันเพียงเพดานกั้น มันเป็อุโมงค์สามเหลี่ยมด้านเท่า ทรงโปร่งโล่งสูงราวสี่เมตร ทำจากหินอ่อนสีขาวเช่นเดียวกับห้องหิน อาบไล้ด้วยแสงละมุนมาจากท่อขาวใสนับสิบท่อเหนือหัวไปเมตรกว่า หนาสามนิ้วบ้างห้านิ้วบ้าง คละขนาดและรูปทรง ข้างในมีเส้นแสงสีเหลืองส้มไหววูบ
ท่อพวกนี้เรียงตัวสลับซับซ้อนอยู่กลางอากาศใต้มุมจั่ว เข้าตรงนั้นออกตรงนี้เป็ระบบระเบียบ มีข้อต่อกลม ๆ อยู่เป็ระยะ ๆ รูปทรงคล้ายไฟหน้ารถยุคเรโทรที่ขึ้นฝ้า แต่ขดลวดภายในเป็เส้นแสงที่โคจรเป็กลุ่มก้อนพลังงาน
ครืด ครืด
ขณะที่สองคนเดินไปครู่หนึ่ง พลันมีเสียงดังมาจากด้านหลัง ชุดโต๊ะสีสะดุดตาหายไปแล้ว พื้นทางเดินที่เคยเป็พื้นของห้องหินพลันยุบลง แล้วถูกปิดด้วยเพดานที่ชำรุดถึงชั้นบน
แซ่ก แซ่ก แซ่ก แซ่ก
"!?"
อาทรหันกลับไปมองแวบหนึ่ง เขาเห็นรอยแยกที่พื้นกำลังซ่อมแซมตัวเอง มีเส้นใยยุบยับค่อย ๆ ก่อตัวเป็เนื้อหิน
“เป็ความฝันจริง ๆ”
คุณลุงคิด ก่อนจะละสายตาแล้วเดินต่อไป