4
รถไฟเหาะสะเทินน้ำสะเทินบก(1)
เวลาผ่านไปครบหนึ่งสัปดาห์
“อรุณสวัสดิ์พ่ะย่ะค่ะเ้าชายเยเซอ เฟเนชาน เ้าชายลำดับที่หนึ่งแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เฟเนชาน”
“สวัสดีครับคุณคนสวน”
“เ้าชายเยเซอวันนี้เสด็จมาเดินเล่นแต่เช้าตรู่เชียวพ่ะย่ะค่ะ!”
“ครับ ข้านึกสงสัยขึ้นมาว่าสวนดอกไม้ตอนเช้าจะเป็ยังไงน่ะ”
ผมยิ้มแย้มโกหกเหล่าคนสวนที่มาทักทาย
สวนดอกไม้ตอนเช้างดงามก็จริงแต่ผมไม่ได้รีบมาเพื่อเชยชมมันหรอก
กิจวัตรประจำวัน่ห้าวันแรกของผมคือการเอ้อระเหยครู่หนึ่งหลังมื้อเช้าจากนั้นก็อ่าน ‘รีแย็สแตร์รายปักษ์’ ฉบับใหม่ล่าสุดและฉบับเก่า ๆเพื่อศึกษาสถานการณ์ในจักรวรรดิ
พอพ้นมื้อเที่ยงผมจะมานั่งตรงระเบียงพิจารณารากฐานของจักรวรรดิด้วยการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่กานาแอลและเด็กๆ ผู้ช่วยนำมาให้ พอเริ่มเมื่อยขบก็ค่อยไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้ประมาณหนึ่งชั่วโมงเสร็จแล้วจึงกลับห้อง
ทว่า...
“ดอกคาเมลเลียงดงามมากเลยใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะสวนดอกไม้ของพระราชวังโรเมโรเป็สถานที่ที่สมเด็จเ้าฟ้าชายแห่งจักรวรรดิโปรดยิ่งจึงได้รับการดูแลเป็พิเศษพ่ะย่ะค่ะ”
“อื้ม งดงามมากเลย”
ขนาดตัวผมเองยังรู้สึกได้เลยว่าตอบได้ไร้จิติญญาสิ้นดี
ใช่แล้วไอ้เ้าชายแห่งจักรวรรดินั่นแหละคือปัญหา เซดริก รีแย็สแตร์ ฉายา ‘เซ็งเคร็ง’
ว่าที่มกุฎราชกุมารและพระเอกของเื่ ‘ลาออกจากงานไปเป็บุตรีดยุกในต่างโลก’
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาออกมากวัดแกว่งดาบตรงสนามประลองทุกครั้งที่ถึงเวลาเดินเล่นยามบ่ายของผมผมคงได้มีความสุขกับการสูดอากาศนอกห้อง่บ่ายไปแล้ว
“คนสวนในพระราชวังกำลังยุ่งกันหัวหมุนเพราะใกล้ถึงฤดูดอกทิวลิปบานเต็มทีแล้วพ่ะย่ะค่ะพระองค์อุตส่าห์เสด็จมาจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ กระหม่อมก็อยากให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรดอกทิวลิปสีม่วงแต่ว่า...”
คนสวนผู้หนึ่งทำหน้าเสียดายสุดซึ้งหรือว่าดอกทิวลิปไม่บานที่สวนนี้?
“ไม่เป็ไรครับไว้คราวหน้าคงมีโอกาสได้เห็น”
ผมไม่ได้เชี่ยวชาญเื่ดอกไม้แถมการอดดูดอกทิวลิปไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร จึงส่งยิ้มบางให้กำลังใจ
ไม่นานเหล่าคนสวนก็ค้อมศีรษะให้ผมก่อนจะหยิบกรรไกรตัดกิ่งขึ้นมาอีกครั้ง
ผมจำได้ว่าแบ็งฌาแม็งเคยบอกไว้ว่าเ้าชายแห่งจักรวรรดิจะมาใช้สนามประลองเป็‘บางครั้ง’ ทว่านับั้แ่วันที่ผมสบตาเขาผ่านหน้าต่างเขาก็มาแกว่งดาบตรงสนามประลองด้านหลังพระราชวังฌูลีแย็ตไม่ว่างเว้นเลยสักวัน
ตอนนี้ไม่ใช่่าสักหน่อยอีกอย่างตามที่แบ็งฌาแม็งบอกฝีมือการรบของเ้าชายแห่งจักรวรรดิถือเป็หนึ่งในจักรวรรดิแล้วด้วยซ้ำชักจะขยันเกินไปแล้ว
หรือว่าเครียดสะสม?
ผมจึงตัดสินใจออกมาเดินเล่นโดยเลี่ยง่เวลานั้นเพราะผมไม่อยากให้มีเหตุการณ์บังเอิญเดินสวนกันแล้วต้องเผชิญหน้ากับเ้าชายแห่งจักรวรรดิ
ทว่าสองสามวันก่อนเ้าชายเริ่มมาสนามประลองเวลาเดียวกับที่ผมออกไปเดินเล่น
แม้ผมจะไม่เข้าใจว่าทำไมตารางของเขาถึงเปลี่ยนแต่ผมจะทำอะไรได้นอกจากเป็ลูกบ้านที่ต้องปรับตารางให้เข้ากับเ้าบ้าน
เ้าของบ้านอยู่สูงสุดในนิยายโรแมนติกแฟนตาซีเองก็ไม่ต่างกันหรอก
ดังนั้นนับจากวันนี้ไปผมจึงตัดสินใจจะมีความสุขที่ได้เดินเล่นตอนเช้าแทน
“เ้าชายให้เตรียมโต๊ะชาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ ขอบคุณนะแบ็งฌาแม็งกับคนอื่น ๆ ก็มาดื่มด้วยกันสิครับ”
แบ็งฌาแม็งดูลำบากใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำชวนแต่สุดท้ายก็พยักหน้า
กานาแอลกับเด็กคนอื่นๆ พลันยิ้มแป้น ก่อนจะไปนำโต๊ะและขนมกินเล่นมา
ตอนผมชวนให้ทุกคนมาดื่มชาด้วยกันครั้งแรกแบ็งฌาแม็งปฏิเสธว่าต้องรักษากฎระเบียบของราชวงศ์อย่างเคร่งครัดทั้งยังบอกว่าการที่ผู้ช่วยส่วนพระองค์กับเชื้อพระวงศ์รับประทานอาหารร่วมกันเป็เื่ไม่สมควร
ผมเลยลองซักถาม‘แบ็งฌาแม็งกับเด็ก ๆ เป็ลูกหลานของตระกูลชนชั้นสูงแท้ ๆแค่นั่งลงดื่มชาสักถ้วยก็ทำไม่ได้เลยเหรอ’ ทั้งยังตัดพ้อว่า ‘ให้ข้าดื่มคนเดียวทั้งๆ ที่ทุกคนดูอยู่ด้วยมันรู้สึกประหลาดออก’
แต่ก็ไม่สำเร็จ
สุดท้ายงานเลี้ยงน้ำชาแห่งพระราชวังฌูลีแย็ตจึงลุล่วงได้ด้วยการที่ผมใช้อำนาจขู่เข็ญว่า ‘ตอนข้าอยู่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็ทำแบบนี้ใครไม่ทำเชิญไปที่อื่น’
“เ้าชายของว่างวันนี้คือมาดแลน[1]”
“มีคุกกี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะเพิ่งอบเสร็จเมื่อกี้เลย!”
“กานาแอล อย่าวิ่งสิพอเ้าวิ่งสองแฝดก็พลอยวิ่งตามเลยเนี่ย”
กานาแอลและเด็ก ๆถือตระกร้าปิกนิกใบใหญ่พร้อมโต๊ะพับกลับมา
ผมยิ้มเตือนพวกตัวจิ๋วที่สายตาไม่ห่างจากขนม
ตอนเด็ก ๆอึนซอก็เป็แบบนี้เป๊ะ
พวกเราสามพี่น้องค่อนข้างกินเก่งโดยเฉพาะอึนซอที่หลงใหลการกินมาั้แ่ตัวน้อย ๆ
โต๊ะชาเตรียมเสร็จในชั่วพริบตาพวกเราเข้ามานั่งรวมกันเป็กลุ่ม
“กินคุกกี้คนละสามชิ้นแล้วก็มาดแลนคนละสองชิ้นนะ”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ระหว่างแบ็งฌาแม็งเทชาเปปเปอร์มินต์ด้วยฝีไม้ลายมือดั่งมืออาชีพผมก็แบ่งขนมใส่จานให้เด็ก ๆ
ช่วยไม่ได้ถ้าผมไม่มอบให้ก่อน พวกเขาจะไม่ยอมแตะต้องเลย
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะเ้าชาย”
“เป็พระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ”
“แค่ขนมเองมหากรุณาธิคุณอะไรกัน”
ได้ยินดังนั้น เด็กๆ ก็หัวเราะเสียงดัง
พอเห็นดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายอย่างสมวัยเมื่อเจอขนมผมก็ทั้งสงสารและเอ็นดู
พวกเขาเพิ่งอายุสิบกว่าปีเองอย่างน้อยผมก็อยากให้พวกเขาได้ทำตัวตามสบายเวลาอยู่ต่อหน้าผม
หากไม่นับแบ็งฌาแม็งกานาแอลที่อายุสิบหกปีเต็มน่ะโตสุดในบรรดา ผู้ช่วยส่วนตัวของผมแล้วและการได้รับการปรนนิบัติจากเด็กน้อยก็เป็เื่ที่ทำให้ผมอึดอัดใจเหลือเกิน
ผมรู้สึกผิดเมื่อเห็นความง่วงงุนบนใบหน้าของเ้าหนูทั้งหลายที่มาปลุกผมและช่วยล้างหน้าตอนเช้า
พวกเขาต้องตื่นมาเตรียมตัวั้แ่กี่โมงกันละเนี่ย
“ขนมด้านนี้เป็ของพวกคุณคนสวนกานาแอล เดี๋ยวเ้านำไปแบ่งให้ทีสิ”
“เ้าชายเป็คนอบอุ่นจังเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เปล่าหรอก ผมแค่รู้สึกผิดที่คนว่างงานอย่างตัวเองได้นั่งกินของว่างสบายใจเฉิบทั้งที่มีหลายคนกำลังทำงานใช้แรงอยู่ตรงหน้าต่างหาก
ทว่าผมได้แต่ยิ้มบางๆ เพราะไม่กล้าพูดออกไป
งานเลี้ยงน้ำชาตอนเช้าไม่เลวเลยทีเดียว
แบ็งฌาแม็งอธิบายเื่ต่างๆ ให้ฟัง เช่นว่าพระราชวังฌูลีแย็ตที่ผมพักอาศัยและพระราชวังโรเมโรของเ้าชายแห่งจักรวรรดิทางด้านหน้าสร้างด้วยศิลปะแบบใด
ผมได้แต่คิดในใจว่าพระราชวังโรเมโรเหมือนจะรุกรานสิทธิ์การได้รับแสงแดดของพระราชวังฌูลีแย็ต
ส่วนเด็ก ๆที่กินขนมเสร็จก็ประจบประแจงผมด้วยการบอกว่า ‘กระหม่อมไม่ฝันร้ายอีกเลยนับั้แ่เ้าชายมาที่นี่’
สงบสุขดีจัง
สัปดาห์ที่ผ่านมาก็สงบสุขแต่จะดียิ่งกว่าถ้าเป็แบบนี้ไปได้เรื่อย ๆ
“เช่นนั้นกระหม่อมขอนำของว่างไปแจกจ่ายคนสวนก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”
“อื้อ รบกวนด้วยนะ”
ครั้นกานาแอลที่ดื่มชากินขนมจนเกลี้ยงจานลุกขึ้นเด็กคนอื่น ๆ ก็บอกว่าจะไปช่วยยกเครื่องดื่มแล้วเดินตามเขาไปเป็ขบวน
จากนั้นตรงโต๊ะก็เหลือแค่ผมกับแบ็งฌาแม็งความเงียบชวนให้รู้สึกอึดอัด
ขณะผมยกถ้วยชาจดริมฝีปากแบ็งฌาแม็งก็เอ่ยขึ้นก่อน
“เดินเล่นยามเช้าเป็เช่นไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เลวเลยช่วยให้ตื่นเต็มตาดีครับ”
ผมรู้สึกว่าถ้ากลับเข้าไปอ่านหนังสือตอนนี้จะต้องซึมซับเนื้อหาเข้าสมองได้ทั้งหมดแน่
แน่นอนว่ายามเช้าที่ได้นอนกลิ้งบนเตียงน่ะสุดยอดแต่การออกมาสูดอากาศสดชื่นก็ถือว่าไม่เลวเหมือนกัน
“ทรงอ่านหนังสือเยอะมากเลยนะพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมได้ยินมาว่าทรงอ่านหนังสือทุกประเภท ไม่ว่าจะนิตยสาร ประวัติศาสตร์คัมภีร์ศาสนามหาเทวะ หรือแม้กระทั่งฎีกาต่าง ๆ”
ผมขนลุกนิดหน่อยตอนได้ยินเขาพูดเื่หนังสือในตอนที่ผมกำลังคิดเื่หนังสืออยู่พอดี
แต่ผมพอจะเข้าใจที่แบ็งฌาแม็งเลือกหัวข้อนี้ขึ้นมาพูด
เพราะปัจจุบันผมไม่ต่างจากนักเรียนเตรียมสอบซึ่งอาศัยอยู่ในโคชีวอน[2]สุดหรูชื่อพระราชวังเพื่อจะอ่านหนังสือเลย
ผมขีดเส้นใต้ข้อความสำคัญในหนังสือที่ผู้ช่วยส่วนตัวนำมาให้จัดระเบียบประเด็นสำคัญ เรียนรู้รายละเอียดทั้งใหญ่และย่อยของนิยายเื่ลาออกไปเป็บุตรีดยุกทั้งยังถึงขั้นง่วนกับแบบทดสอบอยู่คนเดียว
ข้อมูลไหนตรงกับที่เคยได้ยินจากอึนซอนับเป็เื่สำคัญผมจะใส่ดอกจันไว้ห้าดวง
คนอย่างผมนั้น‘ผู้แต่ง’ หรือ ‘ระบบ’ ไม่ได้มอบทักษะการจดจำหรือสกิลอันล้ำเลิศมาให้สิ่งที่พึ่งพาได้เลยมีแค่มันสมองของตัวเอง
บางครั้งผมก็รู้สึกอัดอั้นและทุกข์ใจว่านี่ตัวผมกำลังทำอะไรอยู่กันนะแต่สุดท้ายก็อดทนจนผ่านมาได้ด้วยความคิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องมีชีวิตต่อไป
ในแต่ละวันของผมนอกจากเดินเล่นราว ๆ หนึ่งชั่วโมงแล้วก็ไม่เคยออกไปข้างนอกหรือออกกำลังกายหนัก ๆเลย สิ่งที่ทำได้มีเพียงพูดคุยกับคนงานของที่นี่
“พอดีไม่มีงานอดิเรกอะไรเหมาะสมกับการใช้ชีวิตเงียบๆ เลยน่ะครับ”
“กระหม่อมได้ยินมาว่าทรงตามหา‘รีแย็สแตร์รายปักษ์’ ฉบับเก่าเป็พิเศษด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หือผมทำอะไรพลาดไปรึเปล่า
ก็แค่‘รีแย็สแตร์รายปักษ์’ ที่เป็นิตยสารนำเสนอข่าวซุบซิบและข่าวสารในแวดวงชนชั้นสูงของจักรวรรดิแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่นับว่าเป็ข่าวหลอกลวง
ในนั้นมีบทความสาธารณะและบทสัมภาษณ์ชนชั้นสูงจำนวนมากสำหรับคนที่้ารวบรวมข้อมูลอย่างผมจึงถือเป็ช่องทางที่ดีที่สุด
“กระหม่อมขอบังอาจถามได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดจึงทรงหลีกเลี่ยงการพบเจอบุคคลสำคัญทั้งที่สนพระทัยแวดวงชนชั้นสูงมากถึงเพียงนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
อาเป็เื่ที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นได้เสียด้วย ผมจึงเลือกคำตอบอย่างรอบคอบ
“ข้าค่อนข้างเก็บตัวน่ะ”
นี่คือความจริง
“ข้าชอบรับรู้เื่ราวผ่านตัวอักษรอย่างเดียวมากกว่า”
งั้นก็น่าจะลองอ่านลาออกไปเป็บุตรีดยุกสักครั้งสิ
“นิสัยของเ้าชายต่างจากที่รับรู้กันในรีแย็สแตร์มากเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข่าวลือก็เป็แบบนั้นไม่ใช่เหรอครับมีด้านที่เกินจริงไปบ้าง”
“ตรัสได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เขาตอบกลับมาสั้น ๆดวงตาแฝงแววกังวลของแบ็งฌาแม็งจ้องตรงมายังผม
“เ้าชายหน้าที่ของกระหม่อมคือการดูแลพระองค์สุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะไม่ว่าพระองค์จะมาจากประเทศอื่น หรือมาเป็เชลยสำหรับกระหม่อมแล้วไม่ใช่เื่สำคัญแต่อย่างใด”
“งะ งั้นหรือ”
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาพูดคำว่า‘เชลย’ ออกมา
จู่ ๆบรรยากาศพลันตึงเครียด
“และคำว่า ‘ดูแล’ที่ว่านั่น ยังรวมถึงการปกป้องเ้าชายให้ปลอดภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง”
“แต่หากทรงมีสิ่งใดปิดบังกระหม่อมอยู่คงยากที่กระหม่อมจะคุ้มครองได้สมบูรณ์แบบพ่ะย่ะค่ะ”
“ครับ?”
นี่เขาจะสื่อว่าผมมีเื่ปิดบังเขาอยู่ใช่ไหม
ผมทำหน้าแบบว่านี่มันเื่อะไรกันแต่แบ็งฌาแม็งเอาแต่จ้องผมเงียบ ๆ
ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไป ๆ มา ๆ แค่ห้องนอน ห้องอาหารและสวนดอกไม้เื่นี้แบ็งฌาแม็งรู้ดีกว่าใครที่สุดแล้ว
ผมไม่มีกระทั่งเวลาหรือสถานที่ให้กระทำเื่เสื่อมเสียใดๆ ด้วยซ้ำ
“...แบ็งฌาแม็งข้าไม่ได้ปิดบังอะไรทั้งนั้นครับ”
อันที่จริงก็มีนะนั่นคือที่นี่เป็โลกในนิยาย และท่านเป็ตัวละครในนั้น เพราะงั้นข้ามมันไปเถอะ
“ท่านเองก็ทราบข้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าหอสมุดหลวง ไม่เคยอยู่ห่างสายตาท่านเลย ทางอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยส่งจดหมายมาหาข้าแม้แต่ฉบับเดียวและข้าก็ไม่เคยส่งกลับไปด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะกระหม่อมทราบ”
“แล้วทำไมอยู่ดี ๆมาถามแบบนี้ล่ะครับ”
“...”
แบ็งฌาแม็งหลุบตาลง
ชั่วขณะนั้นใบหน้าอีกฝ่ายถึงกับดูแก่ชรากว่าปกติ
“ไม่รู้ว่าทรงทราบหรือไม่กระหม่อมเป็ผู้ศรัทธาศาสนามหาเทวะอย่างแรงกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
จู่ ๆเขาก็เปลี่ยนเื่ ผมเลยต้องรีบรื้อฟื้นเนื้อหาที่ได้ศึกษามา
ศาสนามหาเทวะเป็ศาสนาประจำอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เฟเนชานและเป็ศาสนาที่ประชาชนกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของจักรวรรดิรีแย็สแตร์นับถือ
และเยเซอเฟเนชานก็เป็นักบวชของศาสนามหาเทวะ
“ข้าไม่รู้เลยครับนึกว่ามีแค่กานาแอลคนเดียวเสียอีก”
“พระราชวังฌูลีแย็ตถูกเรียกกันอย่างเปิดเผยว่า‘ตำหนักเย็น’ พ่ะย่ะค่ะ ผู้ช่วยที่คอยดูแลที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนถูกลดตำแหน่งมาแต่คราวนี้ต่างจากเดิม เพราะข่าวเ้าชายจะเสด็จมาที่นี่แพร่ออกไปพ่ะย่ะค่ะ”
ผมจับทิศทางของบทสนทนาไม่ได้เลย
แบ็งฌาแม็งที่เคยสุขุมและพูดน้อยอยู่เสมอบัดนี้กำลังพรั่งพรูประโยคต่าง ๆ ออกมาราวกับเขื่อนแตก
“ลูกหลานของครอบครัวที่ศรัทธาองค์เทพต่างแย่งกันมาต่อแถวเป็ผู้ช่วยส่วนพระองค์ในพระราชวังฌูลีแย็ตไม่เพียงแต่ตระกูลไวเคานต์กาลามาร์ที่เคยให้กำเนิดมรณสักขีแม้กระทั่งตระกูลเคานต์ฌีราร์แด็งของกระหม่อมเองยังหวังว่าจะมีคนในตระกูลได้รับเลือกมาอยู่ข้างกายเ้าชายพ่ะย่ะค่ะพวกเด็กคนอื่น ๆ ที่ติดตามพระองค์ต่างเป็ศาสนิกชนที่ได้รับคัดเลือกและตรวจสอบอย่างเข้มงวดกันทั้งสิ้น”
แม้จะไม่เข้าใจว่าเขาบอกเื่นี้ทำไมแต่ถ้อยคำเหล่านี้ก็ทำให้ผมเข้าใจความปรารถนาดีอันไร้เงื่อนไขที่เด็ก ๆมีให้ผมตลอดเวลาที่ผ่านมาได้แล้ว
สำหรับเ้าหนูเ่าั้ผมคงเป็ชาวต่างชาติผู้น่าสนใจ เป็คนดังมีชื่อขึ้นนิตยสาร และยังเป็ตัวแทนศาสนาด้วย
“กระหม่อมได้เตรียมใจจะพลีชีพเพื่อศาสนาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เดี๋ยวก่อนทำไมพูดอะไรแบบนั้นล่ะครับ”
ผมโบกมือด้วยความใพลีชีพอะไรกัน
สำหรับพนักงานบริษัทผู้เคยอาศัยอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดของสาธารณรัฐเกาหลีมันเป็คำพูดที่หนักหน่วงและรุนแรงเกินไป
แบ็งฌาแม็งจ้องผมพลางกล่าวต่อ
“แต่ว่าเด็กเ่าั้จะไปรู้อะไรเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า พวกเขาจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆแม้แต่พลังที่องค์เทพประทานลงมาให้ พวกเขาก็ไม่อาจรับไหว”
“แบ็งฌาแม็งใจเย็นก่อนเถอะครับ จะไม่มีเื่ที่เด็ก ๆ ต้องเป็อันตรายหรอกนะครับ”
ผมเหลือบมองถ้วยชาที่แบ็งฌาแม็งดื่ม
ไม่ได้กำลังดื่มเหล้าคนเดียวสักหน่อยทำไมจู่ ๆ พูดอะไรสุดโต่งแบบนี้ออกมาล่ะ เกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่
“กระหม่อมขอบังอาจกล่าวเช่นนี้ได้โปรดสัญญากับกระหม่อมว่าจะทรงเป็นักบวชที่รับผิดชอบชีวิตศาสนิกชนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้ ข้าสัญญา”
“ได้โปรดสาบานต่อองค์มหาเทพด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
[ข้าขอสาบานต่อองค์มหาเทพ]
ชั่วขณะนั้นผมก็ต้องตัวสั่นด้วยความใเสียงของผมดังกึกก้องไปทั่วราวกับเปิดไมค์
ต่อมาบนโต๊ะก็เริ่มเปล่งแสงสีทองระยับ
“โอ้...”
แบ็งฌาแม็งหลุบตาลงมองพื้นและร้องอุทานผมรีบมองตามสายตาของเขา
แหล่งกำเนิดแสงไม่ได้อยู่บนโต๊ะ
รัศมีวงกลมสีทองเปล่งประกายสุกใสขยายออกไปโดยมีตัวผมเป็ศูนย์กลาง
[1]มาดแลน เป็ขนมเค้กขนาดเล็กอบในถาดแม่พิมพ์ลักษณะเฉพาะจึงมีรูปทรงเปลือกหอย
[2]โคชีวอน เป็ห้องพักขนาดเล็กที่นักเรียนหรือเด็กเตรียมสอบมักจะเช่าไว้เพื่ออ่านหนังสือสอบ เป็ห้องแคบ ๆ ที่มีแค่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น เตียงนอน โต๊ะอ่านหนังสือห้องน้ำ