่สายของวันอาทิตย์ ร้านบะหมี่เนื้อตุ๋นเล็กๆ ในซอกตึกห่างจากย่านศูนย์กลางธุรกิจกวางโจวค่อนข้างเงียบเหงา มีลูกค้าเพียงไม่กี่โต๊ะ
อิ๋งเย่ในชุดเสื้อยืดสีพื้นและกางเกงวอร์มนั่งอยู่มุมสุดของร้าน คีบบะหมี่เส้นเหนียวนุ่มเข้าปากอย่างเชื่องช้า รสชาติของน้ำซุปกระดูกวัวที่เคี่ยวจนเข้มข้นทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย หลังจากจัดการเื่เรือนสี่ประสานและซื้อรถเสร็จสิ้น ชีวิตของเขาก็กลับเข้าสู่จังหวะที่ควรจะเป็
ถัดไปจากโต๊ะของเขาเพียงหนึ่งช่องทางเดิน มีชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาที่ยับย่นนั่งอยู่
ชายคนนั้นอายุประมาณยี่สิบปลายๆ ถึงสามสิบต้นๆ เนคไทถูกปลดให้หลวมอย่างไม่ใส่ใจ เส้นผมยุ่งเหยิง บนโต๊ะมีชามบะหมี่ที่เย็นชืดและไม่ได้ถูกแตะต้อง เขากำลังคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้ต่ำ แต่ก็แฝงไปด้วยความสั่นเครือและสิ้นหวัง
"ผมรู้... ผมรู้ว่ามันไม่ยุติธรรม... แต่ตอนที่ผู้อำนวยการสั่งให้เปิดโพซิชันสู้เทรนด์ เขาใช้คำสั่งปากเปล่า พอพอร์ตะเิ ชื่อคนทำธุรกรรมในระบบมันคือชื่อผม..."
ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างเหนื่อยล้า
"ฝ่ายคอมไพลแอนซ์ ไม่สนหรอกว่าใครสั่ง พวกเขาสนแค่หลักฐาน ผมถูกไล่ออกแล้ว แถมยังโดนแบล็กลิสต์จากเครือข่ายบริษัทหลักทรัพย์... อาชีพในวงการการเงินของผมจบแล้วล่ะ"
บทสนทนานั้นไม่ได้ดังมาก แต่ในร้านที่เงียบสงบ อิ๋งเย่ได้ยินมันอย่างชัดเจน
เดิมทีชายหนุ่มผู้รักความสงบไม่มีความคิดจะเข้าไปยุ่งเื่ของคนแปลกหน้า การเป็แพะรับบาปในวงการการเงินเป็เื่ที่เกิดขึ้นทุกวัน เขาเพียงแค่จิบน้ำชาและเตรียมตัวจะลุกไปจ่ายเงิน
ทว่า ประโยคต่อมาของชายคนนั้นกลับหยุดการเคลื่อนไหวของอิ๋งเย่ไว้
"ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันมีเงินเก็บพอประทังชีวิตไปได้อีกสักพัก... ขอบใจที่โทรมานะ เสี่ยวจาง... ใช่ ฉันหลู่จือเหยา จะไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอก แค่ขอเวลาพักหน่อย"
‘หลู่จือเหยา?’
อิ๋งเย่วางแก้วชาลงบนโต๊ะ ดวงตาที่มักจะนิ่งเฉยประกายความประหลาดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
ในโลกใบนี้ อาจจะมีคนชื่อหลู่จือเหยาเป็ร้อยเป็พันคน แต่หลู่จือเหยาที่ทำงานในวงการการเงินในกวางโจว และเคยถูกไล่ออกเพราะรับบาปแทนหัวหน้า... มีเพียงคนเดียว
ในความทรงจำจากชาติก่อนของอิ๋งเย่ อีกสิบปีให้หลัง ชื่อของ ‘หลู่จือเหยา’ จะกลายเป็ตำนานของวงการตลาดทุนจีน เขาคือผู้ก่อตั้งกองทุนส่วนบุคคลที่ทำกำไรมหาศาลจนได้รับฉายาว่า ‘หัตถ์ทองคำแห่งแดนใต้’ ความโด่งดังของเขาข้ามกำแพงวงการการเงินไปสู่คนทั่วไป นิตยสารฟอร์บส์ไชน่าเคยลงบทสัมภาษณ์หน้าปกของเขา ซึ่งอิ๋งเย่ในอดีตเคยซื้อมานั่งอ่านและท่องจำปรัชญาการลงทุนของเขาอย่างเอาเป็เอาตาย เพื่อหวังจะหาเศษเนื้อจากตลาดหุ้น
‘ที่แท้... ก่อนที่เขาจะตั้งตัวได้ เขาเคยตกต่ำถึงขั้นนี้มาก่อนสินะ’
อิ๋งเย่ลูบปลายคางเบาๆ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว
เป้าหมายสูงสุดในชาตินี้ของอิ๋งเย่คือการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและ ‘โลว์โปรไฟล์’ ที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ดีว่าเงินทุนที่มีอยู่หากปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ย่อมด้อยค่าลงจากเงินเฟ้อ เขา้านำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินอย่างยั่งยืน
ปัญหาคือ หากเขาลงมือเทรดหุ้นหรือบริหารเงินก้อนใหญ่ด้วยตัวเองทั้งหมด มันจะกินเวลาชีวิตอันมีค่าของเขา และที่สำคัญที่สุด... มันจะดึงดูดสายตาของผู้คน ซึ่งขัดกับหลักการใช้ชีวิตอย่างรุนแรง
‘ฉัน้าตัวแทน... คนที่จะออกหน้าบริหารเงินแทนฉัน และจัดการเื่น่าปวดหัวทั้งหมด’
อิ๋งเย่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปที่โต๊ะของหลู่จือเหยา แล้วเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกนั่งลงอย่างถือวิสาสะ
หลู่จือเหยาที่เพิ่งวางสายโทรศัพท์ชะงักไปเล็กน้อย เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่สวมเสื้อยืดธรรมดาๆ ท่าทางเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วยความงุนงง
"น้องชาย... โต๊ะอื่นก็ว่างนะ" หลู่จือเหยาเอ่ยอย่างสุภาพแต่แฝงความเหนื่อยล้า เขาไม่มีอารมณ์จะรับมือกับใครทั้งนั้นในตอนนี้
"คุณคือหลู่จือเหยาใช่ไหม" อิ๋งเย่เปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เข้าประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อม
"ผมบังเอิญได้ยินที่คุณคุยโทรศัพท์ คุณเพิ่งตกงาน และถูกแบล็กลิสต์จากบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ๆ"
หลู่จือเหยาขมวดคิ้ว สีหน้าของเขาเริ่มแสดงความไม่พอใจ
"แล้วยังไง? น้องชาย นี่ไม่ใช่เื่ที่เด็กมหาลัยอย่างเธอควรจะเอามาล้อเล่นนะ ถ้าไม่มีอะไรฉันขอตัว"
อดีตผู้จัดการกองทุนหยิบบิลค่าอาหารเตรียมจะลุกขึ้น
"ผมกำลังตั้งบริษัทโฮลดิ้งเพื่อบริหารสินทรัพย์ส่วนตัว" อิ๋งเย่พูดต่อโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ไม่แม้แต่จะขยับตัวรั้งอีกฝ่าย
"ผม้าผู้จัดการกองทุนที่มีความสามารถ แต่ไม่มีพันธะกับสถาบันการเงินเดิม เงินทุนเริ่มต้นคือห้าสิบล้านหยวน"
การเคลื่อนไหวของหลู่จือเหยาหยุดกึกอยู่กลางอากาศ
เขาค่อยๆ หันกลับมามองเด็กหนุ่มตรงหน้า...
‘ห้าสิบล้านหยวน?'
สำหรับสถาบันการเงินั์ใหญ่ เงินก้อนนี้อาจจะไม่ได้มากมายถึงขั้นสั่นะเืตลาด แต่มันก็มากพอที่จะตั้งกองทุนส่วนบุคคลระดับกลางค่อนไปทางสูงได้อย่างสบายๆ และอิ๋งเย่จงใจกันเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้เป็ทุนสำรองฉุกเฉินส่วนตัว เพื่อรักษาสมดุลความเสี่ยง
แต่ปัญหาคือ... ตัวเลขระดับนี้มันออกมาจากปากของเด็กหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าที่นั่งกินบะหมี่ชามละสิบห้าหยวน!?
"น้องชาย... มุกนี้ไม่ตลกนะ"
หลู่จือเหยาหัวเราะฝืดๆ
"เธอดูหนังวอลล์สตรีทมากไปหรือเปล่า? เงินห้าสิบล้านไม่ใช่กระดาษกงเต๊กนะ"
อิ๋งเย่ไม่ได้อธิบายหรือแก้ตัวใดๆ เขาเพียงแค่ล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหนาเตอะของตัวเองออกมา ปลดล็อกหน้าจอ เปิดแอปพลิเคชันเทรดของแพลตฟอร์มต่างประเทศ แล้วเลื่อนโทรศัพท์ไปตรงหน้าหลู่จือเหยา
"นี่คือประวัติการทำธุรกรรมของผมใน่สองสัปดาห์ที่ผ่านมา" อิ๋งเย่กล่าวเรียบๆ
หลู่จือเหยามองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยสายตาคลางแคลงใจ แต่สัญชาตญาณความเป็มืออาชีพทำให้เขาก้มลงไปดูตัวเลขบนนั้น
เพียงเสี้ยววินาที... ดวงตาของอดีตผู้จัดการกองทุนก็เบิกกว้าง
มันไม่ใช่แค่ยอดเงินสุทธิที่แสดงตัวเลขชัดเจน แต่มันคือ ‘ประวัติการเข้าซื้อและปิดสถานะ’ ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำบนกระดานตลาดโลก
หลู่จือเหยาเป็คนในวงการ เขารู้ดีว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดทองคำโลกผันผวนรุนแรงแค่ไหน กองทุนใหญ่หลายแห่งขาดทุนย่อยยับ แต่ประวัติการเทรดบนหน้าจอโทรศัพท์เครื่องนี้ กลับแสดงให้เห็นถึงการเปิดสถานะซื้อ และขายในจังหวะที่แม่นยำราวกับจับวาง
ใช้เลเวอเรจสูงสุดในจุดที่ปลอดภัยที่สุด และตัดจบทำกำไรในจุดที่ตลาดกำลังจะกลับตัวพอดิบพอดี!
‘นี่มันไม่ใช่โชค... หลู่จือเหยาสูดลมหายใจลึก มือของเขาเริ่มเย็นเฉียบ ความแม่นยำระดับนี้... ราวกับอ่านจังหวะตลาดออกทั้งหมด!’
ทว่า หลังจากความตกตะลึงผ่านไป สัญชาตญาณและความระแวดระวังของผู้จัดการกองทุนก็กลับมา หลู่จือเหยาดึงสายตาออกจากหน้าจอ เงยหน้ามองอิ๋งเย่ด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิมร้อยเท่า
"ตัวเลขพวกนี้ยอดเยี่ยมมาก ผมยอมรับ"
หลู่จือเหยาเอ่ยเสียงขรึม
"แต่เงินจำนวนห้าสิบล้านนี้ มีที่มาที่ไปถูกต้องตามกฎหมายใช่ไหม? และถ้าผมรับงานนี้ คุณคาดหวังผลตอบแทนต่อปีที่เท่าไหร่?"
อิ๋งเย่พยักหน้าเล็กน้อยพอใจกับคำถามนั้น ถ้าอีกฝ่ายตอบตกลงทันทีโดยไม่ถามอะไรเลย เขาต่างหากที่จะเป็ฝ่ายลุกหนี
"เงินทุกหยวนสะอาดและตรวจสอบเส้นทางได้" อิ๋งเย่ตอบ
"ส่วนผลตอบแทน... ผมไม่ได้้าให้คุณบุกทะลวงตลาดเพื่อทำกำไรมหาศาล เอาชนะเงินเฟ้อและทำกำไรให้มากกว่าค่าเฉลี่ยตลาดอย่างมั่นคงก็พอ ผมไม่ได้รีบ"
หลู่จือเหยาขมวดคิ้ว
"ฟังดูมีเหตุผล... แต่ทำไมถึงเลือกผม? เราเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก คุณจะไว้ใจคนที่เพิ่งโดนไล่ออกอย่างผมได้ยังไง?"
"ความจำเป็บีบบังคับให้คนดึงศักยภาพสูงสุดออกมาได้เสมอ" อิ๋งเย่ตอบเรียบๆ
"คุณกำลังหลังชนฝา และ้าเวทีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ผมเชื่อว่าคุณจะไม่ทำให้เงินทุนของผมต้องสูญเปล่า"
หลู่จือเหยากำหมัดใต้โต๊ะแน่น... คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่มันแทงทะลุถึงแก่นกลางใจของคนที่กำลังสิ้นหวังอย่างเขา
"เงื่อนไขคืออะไรครับ บอส?" หลู่จือเหยาเปลี่ยนสรรพนามทันที
"บริษัทของเราจะใช้ชื่อว่า ‘อันหนิง โฮลดิ้ง’" อิ๋งเย่หยิบแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบ
"อันหนิง..." หลู่จือเหยาทวนชื่อ ก่อนจะถามต่อด้วยความเป็มืออาชีพ
"แล้วโครงสร้างการบริหารล่ะครับ? ผมต้องส่งแผนให้คุณอนุมัติทุกครั้งก่อนเข้าซื้อสินทรัพย์ไหม?"
"เงินทุนจะถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัททันทีที่ได้จัดตั้ง คุณมีหน้าที่จัดการเื่น่าปวดหัวทั้งหมด โครงสร้างบริษัท หาออฟฟิศ จ้างพนักงาน และวางกลยุทธ์การลงทุนรายวัน... ทั้งหมดนี้คุณมีอิสระเต็มที่ ผมจะไม่ก้าวก่าย"
หลู่จือเหยาเบิกตากว้าง
"ให้อิสระผมขนาดนั้นเลย?"
"แต่มีกฎเหล็กเพียงข้อเดียว"
อิ๋งเย่สบตาหลู่จือเหยา แววตาของเด็กหนุ่มนิ่งสงบจนน่าขนลุก
"คุณมีอิสระเต็มที่ ยกเว้นสินทรัพย์ที่ผมระบุเป็กรณีพิเศษ... ตกลงไหม?"
หลู่จือเหยาจ้องมองความสงบเยือกเย็นนั้น เขาเพิ่งเห็นประวัติการเทรดที่ราวกับอ่านกระดานล่วงหน้าได้เมื่อครู่นี้ เขาย่อมรู้ดีว่า ‘เป้าหมาย’ ที่เด็กหนุ่มคนนี้จะสั่งในอนาคต ย่อมไม่ใช่การเสี่ยงโชค แต่เป็เหมืองทองคำที่ถูกขุดรอไว้แล้ว
"ตกลงครับ บอส" หลู่จือเหยาพยักหน้าหนักแน่น ยื่นมือออกไปหาอิ๋งเย่ และอิ๋งเย่ยื่นมือไปจับตอบเบาๆ
หลู่จือเหยาจับมือนั้นแน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือธรรมดา ๆ กลับทำให้เขารู้สึกราวกับได้จับบันไดที่จะพาตัวเองกลับขึ้นจากเหว
ส่วนอิ๋งเย่ผู้้าเพียงความโลว์โปรไฟล์ ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากร้านบะหมี่ไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ว่าที่ตำนานการเงินแห่งอนาคตนั่งมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานและความหวัง
‘อันหนิง โฮลดิ้ง...’ หลู่จือเหยาทวนชื่อบริษัทในใจอีกครั้ง'
‘ชื่ออาจจะแปลว่าความสงบสุข... แต่ด้วยความสามารถและวิสัยทัศน์ที่บอสมอบให้ ฉันสัญญาเลยว่า จะทำให้ชื่อนี้กลายเป็พายุที่สั่นะเืวงการการเงินแห่งแดนใต้ให้ได้!’
ในขณะที่หลู่จือเหยากำลังปฏิญาณตนอย่างยิ่งใหญ่ อิ๋งเย่ที่เดินทอดน่องอยู่ริมถนนก็กำลังคิดในใจอย่างเรียบง่าย
‘ได้คนมาทำงานแทนแล้ว... ทีนี้ก็จะได้มีเวลานอนกลางวันในวันหยุดเสาร์อาทิตย์สักที’