บทที่ 70 คำเตือน
สุดท้ายแล้วเทียบเชิญที่ชิงหมินไม่สามารถปฏิเสธได้ เขาก็ต้องเข้าร่วมมัน ดีที่สาวน้อยสกุลอันเข้าร่วมงานนี้ด้วย ดังนั้นจึงถือเสียว่าเป็นการนัดมาพูดคุยกับนางก็แล้วกัน
ตามธรรมเนียมแล้ว...บุรุษสตรีไม่ควรพบเจอกันมากนัก ยิ่งไม่ได้มีสถานะที่ทัดเทียมกัน หากเขาเข้าหาอันลี่ฉินมากเกินไป ก็จะกลายเป็นเหมือนว่าเขาต้องการจะจับนางจากตระกูลขุนนางระดับสูงกว่า ในขณะที่อันลี่ฉินก็จะกลายเป็นสตรีตาต่ำไปอีก
ไม่แปลกที่ผ่านมา พวกเขาจะพูดคุยกันผ่านจดหมายในฐานะเพื่อน ส่วนจะได้พบเจอกันหรือไม่ คงจะต้องขึ้นอยู่กับโอกาสต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นวันนี้
“ข้าดีใจที่ท่านมาในวันนี้ด้วย” อันลี่ถิงเดินนำหน้า ไม่ได้หันมาพูดคุยกับชิงหมินโดยตรง แต่พวกเขาก็เดินอยู่ไม่ไกลกันมากนัก
“อืม ไม่คิดว่าจะได้รับเชิญเหมือนกัน”
“นั่นสินะ คุณหนูจางคงอยากจะช่วยเหลือผู้คนให้ได้มากที่สุดเป็นแน่ นางมีจิตใจเมตตาเช่นนี้มาตลอด ในฐานะสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ไม่เคยทำให้ชื่อเสียงของตนเองเสียหายเลย” อันลี่ฉินยังกล่าวชื่นชม นางเป็นสตรีที่รู้มาก ได้ข้อมูลจากคนนั้นทีคนนี้ที แต่เมื่อพูดถึงคุณหนูจางแล้ว กลับหาเรื่องเสียหายของนางไม่พบเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าไม่ใช่ไม่มีคนนินทาหรือด่าทอนางลับหลัง แต่ทุกคนที่พูดถึงนางก็พูดออกมาอย่างไม่มีข้อเท็จจริง บางคนที่ด่าทอก็เพียงแค่มีอคติและอิจฉาริษยาเท่านั้น อันลี่ฉินแยกข้อเท็จจริงออกเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากนางรับฟังมามาก และได้เห็นมามากผ่านท่าทางเงียบๆของนาง
อย่าคิดว่านางเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคมและไม่มีสหาย ทว่านางก็ยังเป็นถึงคุณหนูของตระกูลใหญ่ ทุกครั้งที่มีการจัดงานเลี้ยงของพวกขุนนาง ยังคงต้องเชิญนางเข้าร่วมด้วย
ต่อให้ไม่มีใครอยากจะพูดคุยกับนาง แต่เพื่อให้หน้าของตระกูลอัน ทุกคนก็ยังพานางไปยังที่ต่างๆ และไม่ปฏิเสธที่จะเห็นนางเดินเข้าไปนั่งร่วมวงอยู่เงียบๆด้วยกัน เพราะถึงอย่างไร...พวกนางก็เคยชินเสียแล้ว ทั้งคุณหนูอันผู้นี้ก็ไม่มีปากมีเสียง ได้ยินอะไรก็ไม่เคยเอาไปพูดต่อ
มันเป็นเช่นนี้มานานจนทุกคนเคยชิน บางคนก็เข้าใจว่าคุณหนูอันผู้นี้สติไม่สมประกอบ คงจะไม่มีใครคาดคิดว่าแท้จริงแล้ว นางกลับเป็นคนเฉลียวฉลาดผู้หนึ่งเช่นกัน
สองคนพูดคุยกันเล็กๆน้อยๆเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ไม่ให้ชายหญิงเข้าใกล้กันมากเกินไป อันลี่ฉินยังคงไม่มีสาวรับใช้ติดตาม เนื่องจากสาวใช้ตระกูลอันส่วนใหญ่ เมื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงแล้ว ก็ชื่นชอบที่จะติดตามคุณหนูคนอื่นๆของสกุลมากกว่า แม้ว่าพวกนางจะได้ชื่อว่าเป็นสาวใช้ส่วนตัวของคุณหนูอันลี่ฉิน แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณหนูของพวกนางก็แค่นั่งอยู่เฉยๆ ไม่มีอันใดให้รับใช้
ดังนั้นการพูดคุยระหว่างทั้งสองคนจึงไม่ถูกรับรู้โดยคนอื่น
หลี่ชิงหมินถูกเชิญไปนั่งเป็นแขกฝั่งบุรุษ ครานี้ไม่ได้มีม่านปิดบังใบหน้าเอาไว้ ดังนั้นทุกคนจึงได้เห็นชิงหมินตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว พวกเขาส่งรอยยิ้มทักทาย ตอนนี้ตระกูลหลี่ถูกจัดเป็นตระกูลขุนนางระดับกลางแล้ว แถมเขาก็ยังมีชาวิเศษอยู่ตั้งสองชนิด ไม่ว่าใครก็อยากจะคบค้าด้วยทั้งนั้น
รวมไปถึง บุรุษบางคนที่นี่เองก็ถูกใจรูปลักษณ์ของหลี่ชิงหมินตั้งแต่คราวก่อนที่ร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาแล้ว หากพวกเขาสามารถทำให้หลี่ชิงหมินชื่นชอบตนเองได้ จะไม่ใช่แค่เรื่องชาเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ก็จะได้ตัวคนที่งดงามเช่นนี้มาอยู่ข้างกายด้วยเช่นกัน คิดเช่นนี้แล้วก็เห็นว่ามีแต่ได้กับได้เท่านั้น
ยกเว้นไว้ก็แค่สกุลซุนเท่านั้นที่แสดงออกว่าไม่ต้องการจะเข้าใกล้เขา แม้จะเป็นตระกูลขุนนางระดับกลางเหมือนกัน แต่ตระกูลซุนเป็นตระกูลขุนนางระดับกลางค่อนไปยังสูง ในขณะที่หลี่ชิงหมินเพิ่งเข้ามาอยู่ในชนชั้นของขุนนางระดับกลาง ขั้นเริ่มต้นจึงได้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ที่นั่งของพวกเขาจึงอยู่ห่างกันไม่น้อย
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่สายตาหาเรื่องของตระกูลซุนก็จับจ้องมาที่เขาตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ มันเต็มไปด้วยรังสีสังหาร หากสายตามีคมเหมือนกับดาบแล้วล่ะก็...เชื่อเถอะว่าตอนนี้ หลี่ชิงหมินคงจะมีบาดแผลอยู่เต็มร่างกายไปหมดแล้ว
“คุณชายหลี่ขอรับ” เสียงทุ้มของคนแปลกหน้าที่จู่ๆก็เดินมาตำแหน่งที่นั่งของชิงหมินดังขึ้น ตัวเขาไม่ได้นั่งอยู่ใกล้หลี่ชิงหมินตั้งแต่แรก ทั้งยังเป็นขุนนางระดับกลางทั่วไปด้วย มันเป็นเรื่องน่าแปลกที่คนไม่รู้จักกันจะเข้ามาทักทายโดยตรงเช่นนี้
“ท่านคือ....” หลี่ชิงหมินเลิกคิ้วถาม
ประเมินจากสายตาแล้ว คนๆนี้สมควรจะเป็นขุนนางตระกูลทหาร ด้วยการแต่งกายและร่องรอยบาดแผลของเขา หลี่ชิงหมินไม่ต้องใช้ทักษะในการประเมินก็ยังเข้าใจได้
“เนื่องจากชาของท่านมีคุณภาพดีมาก ข้าจึงต้องการจะทำความรู้จักกับท่านเอาไว้สักหน่อย ชาโม่ลี่ฮวาของท่านไม่เพียงมีประโยชน์ต่อพวกบัณฑิตเท่านั้น แต่กับพวกทหารเองก็เช่นเดียวกัน หากในอนาคตท่านเมตตา....ได้โปรดขายพวกมันให้กับกองทัพด้วยก็คงจะดีไม่น้อย” เขาพูดอย่างจริงจัง
ไม่มีการแนะนำตัว ไม่อ้อมค้อม เพียงบอกเจตนาของตนเองออกมาเท่านั้น หลี่ชิงหมินหัวเราะแห้งๆ ของซื้อของขายราคาแพงกลับถูกพูดถึงออกมาเช่นนี้ ต่อให้เขาอยากจะมอบให้ แต่คนอื่นๆที่ยอมจ่ายด้วยเงินสูงมากจะยินยอมหรือ?
เรื่องแบบนี้อย่างไรก็ต้องให้ขึ้นอยู่กับกลไกของตลาด ชิงหมินเป็นเพียงผู้ขายรายหนึ่งเท่านั้น ที่เหลือก็แค่ปล่อยให้พวกผู้ซื้อแข่งขันกันอย่างยุติธรรมก็พอ
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดเรื่องนี้ จู่ๆมือของเขาก็ถูกยัดเศษผ้าเล็กๆเข้ามาเสียอย่างนั้น บุรุษตรงหน้าเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก หากไม่ใช่เพราะชิงหมินเป็นคนที่ถูกกระทำ เขาก็คงจะไม่มีทางรับรู้ได้ว่าก่อนหน้านี้มีการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด
สายตาของขุนนางตระกูลทหารมีประกายบางอย่างเหมือนต้องการจะสื่อสารกับชิงหมิน เขาหัวเราะออกมาสองครั้งแล้วเกาท้ายทอยของตนเองเหมือนกับคนโง่ที่มีดีแค่กล้ามเนื้อ แน่นอนว่าชิงหมินรู้ว่านี่เป็นการแสดงของเขา!!
ออร่าเย็นยะเยือกหมุนวนอยู่รอบๆหลี่ชิงหมินมาตั้งแต่แรก เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาถูกติดตามโดยพวกภูติวิญญาณของพ่อพระเอก ถึงแม้เขาจะคิดว่าอีกฝ่ายควรจะส่งวิญญาณมาติดตามเขาเพื่อสืบข่าวในเมืองหลวง แต่ชิงหมินก็ยังรู้สึกว่าชีวิตส่วนตัวของตนเองถูกจับตามองอยู่ตลอด
เขาไม่เข้าใจว่าพ่อพระเอกคนนี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ ที่ผ่านมาเขาเพียงแค่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น กระทั่ง...ขุนนางตระกูลทหารคนนี้เข้ามาใกล้เขา ทั้งยังส่งอะไรบางอย่างให้เขาด้วย ตอนนี้เขาจึงรู้แล้วว่า...เจ้าปีศาจร้ายตนนั้นกำลังจับตามองเขาอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่ให้วิญญาณเหล่านั้นติดตามเขาเพื่อสืบข่าว แต่เจ้านั่นก็ยังอยากรู้อยากเห็นและต้องการใช้เขาเพื่อทำงานให้ตนเองอีกด้วย
ชิงหมินคิดว่าความสัมพันธ์ของเขากับพระเอกของเรื่องไม่ได้แย่เหมือนในนิยาย ทว่า...เขาก็ไม่ได้คิดว่ามันดีมากขนาดที่เจ้าปีศาจร้ายจะกล้าใช้งานเขาเสมือนกับสายลับของตนเอง!!
“ทั้งหมดนั่นก็เป็นแค่ความคาดหวังลมๆแล้งๆของข้าก็เท่านั้น หากมันทำให้คุณชายหลี่ลำบากใจ เช่นนั้นข้าต้องขออภัยด้วย พอดีว่าอีกไม่นาน ข้าและคนในตระกูลบางส่วนต้องเข้าสู่สนามรบ ทุกครั้งที่ต้องต่อสู้ฆ่าฟัน พวกเราไม่มีใครผ่อนคลายได้ในช่วงเวลาที่ควรผ่อนคลายเลย ประสิทธิภาพในการต่อสู้ลดลงมาก ครั้นเมื่อได้ยินว่ามีชาดีๆ ก็เลยอยากจะได้เอาไปใช้ในสนามรบ”
“คุณชายอย่าถือสาข้าเลย ข้าเป็นทหารผู้หนึ่งที่ต้องการต่อสู้เพื่ออาณาจักรแต่ไม่ต้องการตายก็เท่านั้น” เขาพูดจาเหมือนกับคนโง่ หัวเราะให้กับตนเองท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของผู้คน จากนั้นก็เดินจากไปโดยไม่รอให้ชิงหมินกล่าวคำใดๆสักคำ
“คุณชายหลี่ เจ้านั่นก็เป็นเช่นนั้น ท่านอย่าได้ถือสาเขาเลย”
“จริงด้วย เป็นพวกที่อยากได้อะไรก็เดินเข้ามาแบบนั้นแหละ แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นจะทำอะไรได้สักอย่าง”
“ใช่แล้ว ครอบครัวของเขาก็เป็นขุนนางระดับต่ำเท่านั้น วันนี้คงจะกังวลเรื่องการต่อสู้นั่นแหละ”
“คุณชายหลี่อย่าถือเอาคำของคนโง่ที่วันๆทำเพียงหวดดาบด้วยท่าเดิมๆมาใส่ใจเลย ชาของท่านนั้นดีมากจริงๆ ไม่ใช่แค่พวกทหารเท่านั้นที่จะใช้ประโยชน์ได้ หากบัณฑิตได้ครอบครองก็จะทำให้คิดการใหญ่เพื่อบ้านเมืองได้ หากขุนนางระดับสูงได้ครอบครองก็จะทำให้สามารถบริหารจัดการงานหลวงได้ดี ประชาชนผาสุก....สุดท้ายแล้วผู้ใดซื้อไปได้ ก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น”
แต่ละคนกล่าวประจบชิงหมินบ้าง บางคนก็พูดให้เขาไม่ต้องใส่ใจพวกทหารบ้าง แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นแบบไหน หลี่ชิงหมินก็เพียงหัวเราะแห้งๆออกมา และไม่ได้พูดตอบกลับใครไปทั้งนั้น
เขายังต้องการอยู่เงียบๆในวงสังคมนี้ แสดงตัวเท่าที่ควรจะแสดงออกไป ด้วยฐานะของเขา...เป็นเพียงพ่อค้าชาพิเศษก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นจุดสนใจของผู้อื่นมากเกินไป
เมื่อเจ้าของงานคนสำคัญเข้ามา ในฐานะสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง สามารถเรียกสายตาของทุกคู่ไปที่ตนเองได้ทันที ชิงหมินจึงถือโอกาสนี้เพื่อลอบตรวจสอบดูว่าเศษผ้าในมือของเขาเป็นอะไรกันแน่
- อย่าไว้ใจจางหลิวอี้ –
ประโยคสั้นๆในเศษผ้านั้นทำให้ชิงหมินลอบขมวดคิ้วกับตนเอง เขาไม่ได้มองหาบุรุษผู้ส่งเศษผ้านี้ให้กับเขา เพราะชิงหมินรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังประโยคนี้คือใคร
เดิมทีคิดว่าเจ้าตัวมีเรื่องอยากจะให้เขาช่วยทำ ไม่คิดว่าจะเป็นเพียงการมอบ “คำเตือน” ให้เขาเท่านั้น เจ้าพระเอกตัวร้ายคนนี้หวังดีกับเขาขนาดนั้นเลย? หรือว่าพวกเขาจะเป็นสหายกันแล้วจริงๆ?
ชิงหมินไม่ได้คิดมาก ทั้งยังไม่ได้คิดในแง่ดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหวงซีเฉิง คนผู้นั้นถูกบรรยายเอาไว้ในนิยายเช่นไร ชิงหมินรู้ดีทั้งหมด ดังนั้นแม้จะได้รับความหวังดีเช่นนี้หลายครั้ง เขาก็ยังต้องการเว้นระยะห่างและไม่แสดงตัวว่ารู้มากเกินไปออกมา
สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างบอบบางของคุณหนูจางเหมือนกับทุกคน เพราะชิงหมินใช้ทักษะในการแสดงบ่อยครั้งเมื่ออยู่ต่อหน้านางเอก เขาจึงแสดงมันได้แนบเนียนเมื่อต้องมองสาวงาม เขาก็ทำเหมือนกับทุกๆคน...แสดงความชื่นชมในรูปร่างหน้าตาที่งดงามของอีกฝ่าย
ซึ่งตอนนี้ ชิงหมินได้รู้แล้วว่าฐานะสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้มาอย่างไร สตรีผู้นี้ไม่ได้มีหน้าตาที่งดงามเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นความงดงามที่สูงส่ง สามารถดึงดูดใจผู้คนได้ง่ายๆ ต่างจากนางเอกของเรื่อง...แม้ว่าจะมีใบหน้าที่งดงาม ทว่าเสน่ห์ของสาวแกร่งชาวบ้านจะสู้กับเสน่ห์เล่ห์กลของสตรีในเมืองหลวงได้อย่างไร
นางชม้ายชายตามองเพียงนิด ก็ทำให้บุรุษมากมายอยากจะหมดตัวกันแล้ว ไม่ว่าใครก็อยากจะครอบครองนางกันทั้งนั้น ดูจากอาการของทุกคนในตอนนี้เถอะ เชื่อได้เลยว่าการระดมเงินในครั้งนี้จะต้องราบรื่นอย่างดีแน่
“ขออภัยทุกท่านที่ทำให้ต้องรอนะเจ้าคะ ข้าได้เตรียมการอยู่ด้านหลังเพื่อให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกับงานเลี้ยงครั้งนี้ ดังนั้นจึงทำให้เลยเวลาไปนาน” จางหลิวอี้สารภาพความผิด ใบหน้าของนางช่างทำให้โลกทั้งใบถล่มทลายลงได้จริงๆ
“คุณหนูจางทำงานหนักแล้ว ไม่ต้องรู้สึกผิดเลย”
“จริงด้วย พวกเราไม่ได้รอนานขนาดนั้น”
“คุณหนูจาง ท่านไม่จำเป็นต้องเสียใจ ใบหน้าของท่านเหมาะสมกับรอยยิ้มมากกว่า”
“เจตนาการจัดงานวันนี้ของท่านก็เป็นไปด้วยความดีทั้งนั้น พวกเราจะคิดเล็กคิดน้อยได้อย่างไร”
“ขอแค่คุณหนูจางเชิญพวกเรา ก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงแล้ว” ทุกคนพยายามพูดเอาอกเอาใจสาวงามกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่บุรุษ...แต่สตรีหลายคนที่มีความคิดเหมือนกับอันลี่ฉินก็ยังช่วยกันพูดด้วย
หลี่ชิงหมินสังเกตเห็นสายตาของอันลี่ฉิน นางยังคงแอบมองคุณหนูจางด้วยสายตาเศร้า คล้ายกับว่าต้องการปลอมประโลมสาวงาม แต่ความขี้ขลาดทำให้นางได้แค่นั่งเงียบเท่านั้น
“ขอบคุณทุกท่านที่ไม่ถือสาที่ข้าเสียมารยาท อย่างที่ทุกท่านเข้าใจ งานเลี้ยงนี้ข้าจัดขึ้นมาก็เพื่อขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน เนื่องจากข้าเป็นสตรีที่เห็นแก่ตัวผู้หนึ่ง ความรู้สึกที่อยากจะช่วยผู้อื่นทำให้ต้องมาเบียดเบียนทุกท่านแล้ว ก่อนที่จะพูด...ข้าต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าด้วย ขอพวกท่านอย่าได้ถือสาความเห็นแก่ตัวนี้ของข้าเลย”
จางหลิวอี้เข้าใจพูดจริงๆ นางไม่เพียงแค่จะบอกว่าเรื่องนี้เป็นความดีความชอบของตนเอง เพราะนางพูดว่านาง “เห็นแก่ตัว” ซึ่งหมายความว่านางมีความคิดนี้ด้วยตัวคนเดียว ไม่ได้เกี่ยวกับตระกูลจางของนางแต่อย่างใด และคำพูดนี้ก็ยังสื่อออกมาว่านางรู้สึกผิดมากแค่ไหน แต่...ใครจะกล้าตำหนิความผิดที่เห็นแก่ตัวนี้ของนางกัน?
ความใส่ใจในคำพูดของหญิงสาว ยิ่งทำให้ผู้คนมากมายร้องสนับสนุนมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก ชิงหมินลอบจิบน้ำชาเงียบๆ ในตอนที่ทุกคนไม่ได้ใส่ใจ เขาก็ตรวจสอบความสามารถของสตรีผู้นั้นแล้ว
………………………………………………..