บทที่ 13 เื่ดีสองต่อ
หลังจากที่ฮ่องเต้ได้รับคำตอบจากเว่ยฉางอัน ในใจก็พลันโล่งอกราวกับมีก้อนหินใหญ่ตกลงสู่พื้น เมื่อแลเห็นใบหน้าที่งดงามของเว่ยฉางอันแล้วหันไปมองหรงหลีเซิง ก็รู้สึกว่าทั้งคู่ช่างไม่เหมาะสมกันเอาเสียเลย
แต่ฮ่องเต้คิดดูอีกที ก่อนที่หรงหลีเซิงจะเสียโฉม ใบหน้างดงามราวกับ์ประทานของเขาก็เคยทำให้สตรีหลงใหลมานับไม่ถ้วนเช่นกัน
ดังนั้น การที่เว่ยฉางไปเป็ชายาของหรงหลีเซิง จึงไม่นับว่าเป็การเสียเปรียบแต่อย่างใด ยิ่งนางเต็มใจด้วยแล้วหากพระองค์ทรงปฏิเสธก็เท่ากับเป็การพรากความรักของทั้งคู่
ทั้งหรงฉีและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างกันตกตะลึงงัน ส่วยเว่ยฉางอันกับหรงหลีเซิงนั้น ดูเหมือนว่ากำลังส่งสายตาให้กันอย่างลึกซึ้ง แต่แท้จริงแล้วเว่ยฉางอันกำลังมองเขาด้วยสายตาเกลียดชังราวกับอยากจะฉีกเขาออกเป็ชิ้น ๆ
ส่วนหรงหลีเซิงเมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของเว่ยฉางอันเขากลับรู้สึกสนุก ภายใต้หน้ากากนั้นแววตาของเขาเปี่ยมด้วยความสนุกสนาน แม้ผู้ใดจะมองไม่เห็นแต่แววตานั้นกลับเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่ง
“เช่นนั้น ในเมื่อพวกเ้าทั้งสองเป็คู่รักที่ปราถนาซึ่งกันและกัน เราก็มิควรขัดขวางอันใด ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็จงเลือกฤษ์ยามอภิเษกสมรสนี้เถิด”
ฮ่องเต้กล่าวด้วยร้อยยิ้มใบหน้าก็เต็มไปด้วยความสุขดุจว่าตนเป็ผู้ที่ได้ช่วยให้ผู้อื่นสมหวัง
เมื่อได้ยินฮ่องเต้กล่าวออกมาเช่นนั้น ทั้งสองจึงรีบคุกเข่าคำนับกล่าวขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฮ่องเต้
“เสด็จพ่อ ลูก…”
คำกล่าวของฮ่องเต้ทำให้ผู้คนที่อยู่ในที่ต่างตื่นใ โดยเฉพาะ หรงฉี ที่มีสีเปลี่ยนไปราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน สตรีที่งดงามดุจนางฟ้าตก์ผู้นั้น… สตรีที่ได้ประทับรอยไว้ในดวงใจของเขา… แต่บัดนี้กลับถูกฮ่องเต้ประทานให้แก่หรงหลีเซิงคนพิการผู้นั้นงั้นรึ?
“อย่ากล่าวสิ่งใดอีกเลย เื่นี้เราตัดสินใจแล้ว ห้ามผู้ใดคัดคาดอีกเด็ดขาด!”
เมื่อเห็นหรงฉียังคัดค้าน ใบหน้าของฮ่องเต้โกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที เป็การเขากล่าวเตือนอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่รับฟังคำคัดค้านใด ๆ ทั้งสิ้น
ฮองเฮาที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้ก็คิดจะกราบทูลบางอย่าง แต่เมื่อเห็นท่าทีของฮ่องเต้แล้ว ก็รู้สึกใจหายวาบมือบางสองข้างทำเพียงกำผ้าเช็ดหน้าแน่น กรามขบกันจนเป็เสียง
แต่บนใบหน้ากลับยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้มอ่อนโยน มือบางยกขึ้นลูบที่หน้าอกของฮ่องเต้แ่เบา แสดงท่าทีอ่อนหวานและสง่างามเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ฝ่าาอย่าทรงกริ้วเลยเพคะ องค์ไท่จื่อเพียงแค่หลงใหลชั่วขณะ ฝ่าาทรงระงับโทสะเถิดเพคะ”
หลังจากได้ยินฮองเฮาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานก็ทรงคลายความโกรธในใจลงบ้าง และทรงมองไปยังหรงฉี ด้วยสีหน้าอ่อนโยนขึ้น
แม้ว่าบนใบหน้าของนางฮองเฮาจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่ภายใต้ร่างกายของฮ่องเต้ที่บังไว้ ดวงตาของนางนั้นเปรียบถูกชุบด้วยพิษร้ายกาจจ้องมองไปยังเว่ยฉางอัน
ก่อนหน้านี้นางยังคิดว่าจะให้เว่ยฉางอันช่วยสนับสนุนบุตรชายของตน แต่แล้วใครจะรู้ว่านางจะไปคบหากับชายผู้นั้นที่ขาพิการ เป็คนไร้ประโยชน์ นี่ไม่เท่ากับบอกว่าบุตรชายของนางด้อยไปกว่าคนพิการคนนั้นกระนั้นหรือ?
อีกทั้งเมื่อครู่นี้ หรงฉีเพื่อให้ได้นางมาครอลครองก็เกือบก่อให้เกิดความขัดแย้งกับฮ่องเต้ ความรู้สึกดี ๆ ที่ฮองเฮามีต่อเว่ยฉางอันก็หายวับไปจนสิ้น ซ้ำยังแปรเปลี่ยนเป็ความรังเกียจขึ้นมาแทน
“องค์ไท่จื่อเพคะ อย่าทรงเสียพระทัยไปเลยเพคะ บางทีท่านพี่อาจจะยังมิเคยได้ััถึงความดีงามของพระองค์ เพราะวันนั้นพระองค์ยังทรงช่วยชีวิตหม่อมฉันเอาไว้…”
ในขณะที่เว่ยฉางอันกำลังจินตนาการถึงร่างเล็ก ๆ ของตนเองที่กำลังทุบตีหรงหลีเซิงอย่างบ้าคลั่งอยู่นั่น นางก็ได้ยินเสียงเว่ยเจี่ยวอิงข้างที่แสนจะ ‘เข้าอกเข้าใจผู้อื่น’ กำลังปลอบโยนหรงฉีอยู่ข้าง ๆ
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของนาง เว่ยฉางอันเองก็ทนไม่ไหวที่จะหัวเราะออกมา แน่นอนว่าเว่ยเจี่ยวอิงยังคงทำทุกวิถีทางแสดงให้หรงฉีเห็นด้านที่ดีของนาง
“น้องรองคำกล่าวของเ้านั้นผิดแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่เรารัก ผู้อื่นย่อมกลายเป็ผงธุลี ข้าคิดว่าเ้าคงมิเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้กระมัง?”
เพื่อที่จะโต้แย้งคำพูดของเว่ยเจี่ยวอิง เว่ยอางอันจึงกล่าวประโยคที่ไม่ตรงกับความรู้สึกในใจออกไป แต่พอกล่าวจบนางก็รู้สึกถึงสายตาอันร้อนแรงจ้องมองมาที่ตน จนรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับถูกเข้มทิ่มแทง
เว่ยฉางอันขบกรามอย่างกลั้นใจ เหตุใดนางต้องพูดเช่นนั้นออกไปด้วยเล่า ตอนนี้คนบางคนคงรู้สึกภูมิใจจนเนื้อเต้นไปแล้วกระมัง
“เหตุใดข้าจะมิรู้! ข้ารู้จักความรู้สึกเช่นนั้นดี…”
คำพูดของเว่ยฉางอัน ทำให้เว่ยเจี่ยวอิงเผลอร้องเสียงสูงด้วยความไม่พอใจ พอนึกขึ้นได้นางจึงหันมองไปหรงฉีด้วยสายตาอ่อนหวาน
แต่หรงฉีกลับทำหน้าบึ้งตึงตลอดหลังจากที่ฮ่องเต้กล่าวจบ ทำให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดไปหมด
“เราเห็นว่า คุณหนูรองจวนแม่ทัพก็มิได้แย่นัก”
หลังจากได้ยินบทสนทนาของผู้คนที่อยู่ด้านล่าง ฮ่องเต้ก็ตระหนักว่าตนปฏิเสธอย่างชัดเจนเกินไป ทำให้องค์ไท่จื่อต้องรู้สึกเสียเกียรติและอับอาย เมื่อฮ่องเต้หันมองฮองเฮาข้างกายตนก็สังเกตเห็นได้ว่านางไม่ได้พอใจเท่าไรนัก
ฮ่องเต้เห็นเว่ยเจี่ยวอิงมองหรงฉีด้วยสายตาเช่นนั้น และนึกได้ว่านางมีสถานะเป็เพียงบุตรสาวของอนุภรรยา ไม่สามารถก่อให้เกิดคลื่นใหญ่โตได้ ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็มีแผนการหนึ่งเกิดขึ้นในใจ
“ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงชมเพคะ”
เมื่อเผชิญกับคำชมเชยอย่างกะทันหันจากฮ่องเต้ นางถึงกับใเล็กน้อย แต่ครู่ต่อมาก็ย่อโค้งศีรีษะลงด้วยท่าทางเคอะเขินพลางกล่าวขอบพระทัยฮ่องเต้
เมื่อเห็นท่าทีเว่ยเจี่ยวอิงเป็เช่นนั้น เว่ยฉางอันก็ยิ้มเยาะอย่างเย้ยหยัน เมื่อครู่นี้ไม่รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่ถูกฮ่องเต้ทรงตำหนิอยู่เมื่อครู่ แต่บัดนี้ก็ลืมไปแล้วสิ้น
“ในเมื่อวันนี้ข้าทำให้เื่หนึ่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว เช่นนั้นเราปรารถนาที่จะให้มีเื่ดี ๆ เกิดขึ้นอีกสักเื่โดยเราจะเป็ผู้กำหนดเอง เจี่ยวอิงเ้ายินดีที่จะเป็เซ่อเฟยองค์ไท่จื่อหรือไม่?”
ฮ่องเต้เอ่ยถามเว่ยเจียวอิงอย่างตรงไปตรงมาว่ายินดีหรือไม่ แต่ตำแหน่งเซ่อเฟยขององค์ไท่จื่อ เป็ตำแหน่งที่เหล่าคุณหนูต่างเอาหัวชนกำแพงเพื่อให้ได้มา แล้วนางจะปฏิเสธได้อย่างไร
หลังจากที่เว่ยเจี่ยวอิงเงียบไปครู่หนึ่ง นางก็โค้งคำนับพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี ขณะที่หรงฉีที่ยืนอยู่เคียงข้างนั้นเมื่อได้ยินฮ่องเต้กล่าวออกมาเช่นนั้น ก็เตรียมเอ่ยปฏิเสธโดยสัตชาญณาณแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าฮองเฮาส่ายหน้าห้ามไว้
คำพูดที่จะออกมาจากปากจึงถูกดึงกลับเข้าไปในทันที วันนี้เขาทำให้ฮ่องเต้ ไม่พอพระทัยแล้ว หากยังขัดขืนพระบัญชาในครั้งนี้อีก ตำแหน่งองค์ไท่จื่อของเขา...
“ขอบพระทัยฝ่าา”
เว่ยฉางอันเห็นทั้งสองคุกเข่าขอบพระทัยฮ่องเต้ ดวงตาแดงก่ำความเกลียดชังที่มีต่อทั้งสองคนก็พลุ่งพล่านออกมาและยังรู้สึกเยาะเย้ยฮ่องเต้บนที่ประทับ
การกระทำของฮ่องเต้เช่นนี้ เพื่อจะปลอบประโลมหรงฉีเท่านั้น และในขณะเดียวกันก็้าบันทอนความแข็งแกร่งของจวนแม่ทัพด้วย โดยการยกบุตรสาวคนโตของจวนแม่ทัพให้ออกเรือนกับคนพิการ
แต่พระองค์ก็ยังคงกลัวว่าอำนาจของแม่ทัพใหญ่เว่ยชางผู้เป็บิดาของเว่ยฉางอันจะคิดเป็สิ่งอื่นใด จึงยกบุตรสาวอีกคนหนึ่งให้แต่งงานกับองค์ไท่จื่อ โดยให้นางนั้นเป็เพียงไท่จื่อเฟยที่ไม่สามารถก่อกวนอันใดได้มากนัก ซ้ำยังปิดปากแม่ทัพใหญ่ได้อีกด้วย
หลังจากที่หรงฉีคุกเข่าขอบพระทัยเสร็จแล้ว แต่สายตาของเขากลับจ้องมองไปที่เว่ยฉางอันตลอดเวลา ์เท่านั้นที่ว่าเขาปรารถนาในตัวนางและ้าให้นางมาเป็ไท่จื่อเฟยของเขามากเพียงใด แต่ทุกอย่างพังทลายลงไปแล้ว
ขณะที่เว่ยเจียวอิงก็มองมายังเว่ยฉางอันเช่นกัน แต่สายตาของนางนั้นกลับเต็มไปด้วยความสะใจ นางไม่คิดเลยว่าผู้ที่เกือบจะได้เป็ไท่จื่อเฟยกลับถูกยกให้กับคนพิการ
แต่เป็นางที่กลับได้เป็เซ่อเฟยขององค์ไท่จื่อ หลังจากยามที่เว่ยฉางอันเจอนางจะต้องเรียกนางว่าเซ่อเฟย ‘ข้าจะดูว่าเ้ายังกล้าอวดดีต่อหน้าได้หรือไม่?’
เมื่อนึกถึงเื่นี้สีหน้าของเว่ยเจี่ยวอิงก็เต็มไปด้วยความสาแก่ใจ!
แต่ผู้ใดจะรู้เล่าว่าเว่ยฉางอันที่เห็นเว่ยเจี่ยวอิงเป็เช่นนี้ กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย แม้แต่ในดวงตายังเต็มไปด้วยความดูแคลน
เว่ยฉางอันเหลือบตามองไปยังหรงหลีเซิงผู้สวมหน้ากากและมีอากัปกิริยาเต็มเปี่ยมไปด้วยรัศมีที่ทรงพลัง ริมฝีปากของนางก็คลี่ยิ้มเย้ยหยันผู้ใดกันแน่ที่ถือครองหยกแท้อันล้ำค่า เพียงแค่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา…