ตอนที่อันอี่เจ๋อกลับมาถึงบ้านซูเจี๋ยนก็เตรียมอาหารเสร็จพอดี
“กลับมาแล้วเหรอ”ซูเจี๋ยนชะเง้อคอมองมายังห้องนั่งเล่น : “มาช่วยฉันยกจานพวกนี้ออกไปหน่อยสิ”แม้ว่าตนจะสามารถคิดหาวิธีเคลื่อนย้ายจานชามเหล่านี้ไปไว้บนโต๊ะอาหารได้ด้วยตัวเองแต่ด้วยสภาพของตนตอนนี้ที่แทบนับได้ว่าพิการไปครึ่งหนึ่งก็คงจะทำได้อย่างยากลำบากเอามากๆ ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงอันอี่เจ๋อกลับเข้ามาแล้ว ตนก็ย่อมจะผลักภาระนี้ไปให้เ้าคนแซ่อันอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
อันอี่เจ๋อก้าวขายาวๆ เข้ามายกจานอาหารออกไปวางเรียงบนโต๊ะได้ครบแบบสบายๆอีกทั้งยังจัดเตรียมถ้วยข้าวสำหรับสองคนเอาไว้เรียบร้อยแล้วจึงยื่นส่งช้อนกับตะเกียบมาให้
ซูเจี๋ยนนั่งรออย่างเชื่อฟัง รับการปรนนิบัติดูแลจากชายหนุ่มอย่างเพลิดเพลินทั้งยังไม่ลืมกล่าวย้ำเตือนเขา : “กินเสร็จแล้วอย่าลืมล้างจานด้วยนะ!” พอเห็นว่าสีหน้าของอันอี่เจ๋อดูไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจนักก็รีบช้อนตาขึ้นมองอย่างอ้อนวอน : “ฉันพิการครึ่งตัวแบบนี้แล้วคุณยังจะให้ฉันล้างจานอีกเหรอ แถมอาหารพวกนี้ฉันก็เป็คนทำด้วย!”ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้นายเป็ท่านปู่น้อยที่คอยให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับฉันท่านปู่น้อยคนนี้ไม่มีทางยอมก้มหัวงอเข่าทำกับข้าวไว้ให้นายแบบนี้ด้วยซ้ำ!
อันอี่เจ๋อยอมตอบรับออกมาในที่สุด : “รู้แล้ว”
ซูเจี๋ยนพออกพอใจ เห็นว่าอันอี่เจ๋อเริ่มทานเนื้อปลาเข้าไปแล้วก็จ้องมองอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น
อันอี่เจ๋อเองก็รู้จึงกล่าวออกมาตามความสัตย์จริง : “อร่อยมาก”
ซูเจี๋ยนเสพรับความภาคภูมิใจในตัวเองอีกครั้งจากนั้นก็ยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อปลามาใส่ปากคำหนึ่งบ้าง
อึดใจต่อมา ใบหน้าของซูเจี๋ยนก็แข็งค้าง
อันอี่เจ๋อเห็นว่าเื่ราวดูไม่ปกติจึงวางตะเกียบลงทันที : “เป็อะไรไป”
ซูเจี๋ยน : “ก้างปลา....ติดคอ....”
อันอี่เจ๋อ : “........”
แม้จะรู้สึกอับจนถ้อยคำอยู่บ้างแต่อันอี่เจ๋อก็ยังพยายามให้การช่วยเหลือเป็อย่างดีเพราะสาวน้อยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยามนี้ ถูกก้างปลาทิ่มแทงลำคอเสียจนหยาดน้ำเอ่อคลอเต็มเบ้าตาพูดจาออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว.....
อันอี่เจ๋อพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถกล่าวถามเสียงทุ้ม : “ดีขึ้นรึยัง”
ซูเจี๋ยนสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกใหญ่ยกมือปาดน้ำตาลวกๆ : “อา ในที่สุดก็ลงไปแล้ว! นึกว่าจะตายแล้วซะอีก!”
อันอี่เจ๋อกล่าว : “แล้วปลานี่เธอยังจะกินต่อรึเปล่า”
ซูเจี๋ยนหดคออย่างเข็ดขยาดโบกไม้โบกมือเป็การใหญ่ : “ไม่กินแล้ว ไม่กินแล้วไม่ใช่คุณบอกว่ามันอร่อยมากหรอกเหรอ งั้นคุณก็กินไปให้หมดเถอะ!”
หลังทานมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย อันอี่เจ๋อก็เข้าไปล้างจานในครัวอย่างยินยอมพร้อมใจส่วนซูเจี๋ยนเอนกายลูบท้องอยู่บนโซฟา ครางอืออาออกมาเบาๆ อย่างอึดอัด
แม่เอ๊ยนี่ล้วนเป็เพราะฝีมือการทำครัวของตัวเองเก่งกาจจนปรุงอาหารออกมาอร่อยล้ำเลิศเกินไปแท้ๆเลยกลายเป็ทรมานตัวเองเพราะกินอิ่มเกินไป! ถึงจะรู้ดีว่าการทานอาหารนั้นควรให้อิ่มสักแปดส่วนก็พอแต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ สำหรับตน การกินจนอิ่มก็คือการยัดให้เต็มกระเพาะกว่าจะรู้สึกตัวว่าอิ่มตื้อก็คือตอนที่ยัดต่อไปไม่ลงแล้วการกินครั้งนี้ก็เลยอิ่มเกินขนาดไปจนถึงสิบสองส่วน!
ซูเจี๋ยนทางหนึ่งก็นวดคลึงหน้าท้องของตัวเองไปอีกทางหนึ่งก็ส่งเสียงร้องเรียกอย่างไร้กำลัง : “อี่เจ๋อ!” หลังจากเรียกมาหลายครั้งในที่สุดสองพยางค์นี้ก็กล่าวออกมาได้อย่างคล่องปากคุ้นชินแล้ว
อันอี่เจ๋อล้างจานเสร็จก็ล้างมือจนสะอาดจากนั้นก็เดินออกมา : “มีอะไร?”
“อีกเดี๋ยวเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ!” ป๊ะป๋าคนนี้โดนขังอยู่ในห้องมาทั้งวันเต็มๆ!
อันอี่เจ๋อพยักหน้าเป็เชิงเห็นพ้อง : “เดินย่อยอาหารหน่อยก็ดี”
รอจนซูเจี๋ยนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จอันอี่เจ๋อก็เข้ามาอุ้มร่างบางวางลงบนวีลแชร์ แล้วเข็นรถออกไปด้านนอก
เข้าไปในลิฟต์แล้ว จู่ๆซูเจี๋ยนก็ทำท่าคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบหันหน้ากลับมา : “อ้อ แล้วก็ เดี๋ยวพอกลับมาถึงบ้านแล้ว คุณห้ามลืมเอากุญแจให้ฉันเด็ดขาด!”
อันอี่เจ๋อรับคำในลำคอ จากนั้นก็เอ่ยถามขึ้น :“ตอนนี้เธออยากไปที่ไหน”
ซูเจี๋ยนตอบกลับ : “แค่บริเวณรอบๆนี่ก็พอแล้ว”
ไม่ไกลจากตึกสูงที่พวกเขาพักอาศัยอยู่ เป็ละแวกสวนสาธารณะประจำย่านที่พักแถบนั้นข้างในมีทั้งต้นไม้เรียงราย สระน้ำ ูเาหินจำลอง และยังมีศาลาถิงไถ [1] ปลูกสร้างไว้อย่างสวยงาม เพราะเป็เวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำหลายครอบครัวจึงพากันออกมาเดินเล่น มีเด็กๆวิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศครึกครื้นมีชีวิตชีวาอย่างมาก
อันอี่เจ๋อไม่ค่อยชอบสภาพอันจอแจครึกครื้นแบบนี้สักเท่าไรนักทว่าซูเจี๋ยนกลับรู้สึกร่าเริงขึ้นมาก หลังจากฟื้นตื่นขึ้นมาในร่างใหม่ตนก็ได้แต่นอนนิ่งๆ อยู่ในโรงพยาบาล นอกจากนั้นแล้วก็ยังถูกขังไว้ในบ้านตอนนี้ในที่สุดก็ได้มีโอกาสออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกบ้างเสียทีจึงมีเพียงความรู้สึกตื่นเต้นยินดี
อันอี่เจ๋อเองก็สังเกตเห็นได้จึงยอมหยุดเดินอยู่ตรงนั้น
พวกเขาทั้งคู่ ชายหนุ่มสูงสง่าหล่อเหลาหญิงสาวงดงามละมุนละไม ทั้งยังอยู่ในสภาพเข็นวีลแชร์เข้ามาย่อมกลายเป็จุดดึงดูดสายตาเป็ธรรมดาผ่านไปไม่นานก็มีผู้เฒ่าผู้แก่ท่าทางใจดีท่านหนึ่งเข้ามาพูดคุยด้วยอย่างเอาใจใส่ :“ขานี่ได้รับาเ็มาหรือ”
ซูเจี๋ยนผงกศีรษะตอบอย่างร่าเริง : “ใช่ค่ะ กระดูกหักน่ะ!”
ผู้เฒ่าท่านนั้นหันไปหาอันอี่เจ๋อที่อยู่ด้านหลังกล่าวแนะนำขึ้น : “ต้องเคี่ยวน้ำแกงกระดูกให้ภรรยาดื่มบ่อยๆล่ะ แบบนี้จะได้หายไวๆ!”
อันอี่เจ๋อลูบเส้นผมนุ่มของซูเจี๋ยนเบาๆส่งเสียง ‘อืม’ ในลำคอเป็เชิงตอบรับคำหนึ่ง
ซูเจี๋ยนหันกลับมาชำเลืองมองเขาแล้วจึงได้เห็นว่าในแววตาของชายหนุ่มที่ส่งมาให้ตัวเองนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนรักใคร่อย่างลึกซึ้งตอนแรกก็ตัวสั่นไประลอกหนึ่ง จากนั้นก็พลันนึกขึ้นมาได้ : ใช่แล้วตอนนี้อยู่ต่อหน้าคนนอกนี่นา ตามที่ทำข้อตกลงกันไว้พวกเราต้องจู๋จี๋กันแบบคู่รักข้าวใหม่ปลามัน!
เ้าอันอี่เจ๋อนี่ก็สวมบทบาทเก่งไม่เบาเปลี่ยนสีหน้าเร็วชะมัดแล้วนี่การแสดงออกว่าเป็ภรรยาสาวที่ตกอยู่ในห้วงรักอย่างลึกซึ้งมันต้องทำยังไงกันล่ะเนี่ย?ซูเจี๋ยนกัดริมฝีปาก ทุ่มเทความคิดอย่างจริงจังพอนึกได้ก็วางท่าเป็ภรรยาตัวน้อยๆ ผู้มีสีหน้าอ่อนหวานและกำลังเขินอาย : “เขา...ดีมากอยู่แล้วล่ะค่ะ”
อันอี่เจ๋อที่อยู่ด้านหลังนั้นก็ได้รับความยากลำบากจนต้องตัวสั่นไประลอกหนึ่งเช่นกัน
ยังมีเด็กน้อยคนหนึ่งเดินเตาะแตะเข้ามาเกาะอยู่ข้างวีลแชร์ของซูเจี๋ยน แล้วกระพริบตาปริบๆ มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซูเจี๋ยนยิ้มกว้างมองดูเด็กน้อยวัยไม่เกินสองสามขวบคนนี้แล้วก็หมั่นเขี้ยวขึ้นมา ทนแล้วทนอีกอยู่นานในที่สุดก็อดไม่ได้ แอบหยิกพวงแก้มกลมยุ้ยของเด็กหญิงไปเบาๆ ทีหนึ่ง ไอ๊โหยว!ัันี้มันสุดยอดจริงๆ นุ่มนิ่มเด้งดึ๋งเป็บ้า! สาวน้อยโลลินี่ช่างน่ารักดึงดูดสุดๆ ไปเลย!
ไม่คาดว่าสาวน้อยโลลินั้นจะบุ้ยปากขมวดคิ้วแน่นแผดเสียงจ้าดังอ้อแอ้แบบเด็กทารกที่ยังพูดไม่ชัด : “หม่าม๊า!หนูโดนหยิก! พี่สาวหยิกหนู!”
ซูเจี๋ยนรับชักมือกลับทันที แม่เอ๊ยโชคร้ายเกินไปแล้วจริงๆ ป๊ะป๋าแค่แกล้งสาวน้อยโลลิด้วยความเอ็นดูก็ยังถูกจับได้อีก!
แม่ของเด็กเดินเข้ามา โอบอุ้มเด็กน้อยขึ้นแต่กลับไม่ได้บ่นว่าอะไรสักคำ เพียงแย้มยิ้มให้คนทั้งคู่อย่างใจดีจากนั้นก็หันไปปลอบโยนสาวน้อยโลลิในอ้อมแขน : “พี่สาวเขาหยิกหนูเพราะเขาชอบหนูไงล่ะ!เพราะว่าพี่เขาก็อยากมีลูกน่ารักๆให้คุณลุงคนนี้ซักคนนึงเหมือนกันไงจ๊ะ!”
เวรเถอะป๊ะป๋าอยากไปมีลูกให้ไอ้เ้าอันอี่เจ๋อนี่ตอนไหนไม่ทราบ! ป๊ะป๋าก็แค่อยากหยิกแก้มลูกบ้านนี้เพราะเห็นว่าน่ารักดีแค่นั้นแหละ!แล้วอะไรคือการเรียกไอ้เ้าอันอี่เจ๋อว่าคุณลุงแต่กลับเรียกป๊ะป๋าคนนี้ว่าพี่สาวกันหา!
ซูเจี๋ยนได้แต่น้ำตาตกอยู่ในใจเร่งรบเร้าอันอี่เจ๋อให้รีบถอยหนีไปจากที่นี่
หลุดพ้นจากบริเวณที่มีกลุ่มคนหนาแน่นนั้นมาได้แล้วก็มาถึงสถานที่เงียบสงบริมน้ำแห่งหนึ่ง ซูเจี๋ยนรีบเอ่ยปากบอกกับอันอี่เจ๋อ :“หยุดตรงนี้แหละ!”จากนั้นก็ผลักล้อรถเข็นเคลื่อนไปตามทางข้างๆ ธารน้ำด้วยตัวเอง
อันอี่เจ๋อทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งทำจากไม้ที่ตั้งอยู่ริมน้ำมองดูหญิงสาวเงียบๆ
ซูเจี๋ยนเข็นรถเล่นไปจนเหนื่อยแล้วถึงได้กลับมานั่งอยู่ข้างๆ อันอี่เจ๋อ เพราะตอนนี้อารมณ์ดีเอามากๆจึงยอมเปิดปากพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับอันอี่เจ๋อ : “บริษัทคุณไม่ต้องทำงานล่วงเวลาเหรอ”ถามเสร็จก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ผู้ชายตรงหน้ามีตำแหน่งเป็ถึงประธานกรรมการบริษัท จะทำงานล่วงเวลาหรือไม่ทำงานล่วงเวลาเขาก็ย่อมเลือกตัดสินใจเองได้ตามใจชอบตัวเองถามออกไปแบบนี้ดูซื่อบื้อเกินไปแล้ว!
อย่างไรก็ตามอันอี่เจ๋อกลับกล่าวตอบอย่างจริงจัง : “ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยถามขึ้น : “อยู่บ้านคนเดียวรู้สึกเบื่อเหรอ”
ซูเจี๋ยนฉีกยิ้มมุมปาก ตอบกลับอย่างจืดชืด :“ก็ยังพอทนได้อยู่” อันที่จริงคือพี่ชายคนนี้เบื่อแทบตายเลยล่ะ!
อันอี่เจ๋อไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกแต่ซูเจี๋ยนกลับไม่รู้เลยว่า ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาท่านประธานอันผู้ที่มักจะทำงานล่วงเวลาจนค่ำมืด ทั้งยังลามไปถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์อยู่เสมอกลับกลายเป็คนที่เลิกงานกลับบ้านตรงเวลาขึ้นมานี่ทำให้เลขาและผู้ช่วยของท่านประธานถึงกับรู้สึกสำนึกบุญคุณและเคารพรักคุณผู้หญิงของท่านประธานขึ้นมาอย่างสุดหัวใจเลยทีเดียว
ซูเจี๋ยนเอนกายพิงพนักพิงอย่างเกียจคร้านมองเหม่อลงไปในธารน้ำ แล้วจู่ๆ ก็กู่ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น : “ปลา! ปลาเต็มเลย!”
อันอี่เจ๋อหันศีรษะไปมองกลายเป็ว่าที่กลางธารน้ำนั้น มีกลุ่มปลาสวยงามสีแดงๆ ขาวๆกำลังว่ายผ่านไปกลุ่มหนึ่ง
ซูเจี๋ยนยังกล่าวต่ออย่างชื่นชม : “ย่านที่พักอาศัยระดับหรูนี่ช่างแตกต่างจริงๆ ขนาดปลาในน้ำก็ยังดูอวบอ้วนสุขภาพดีกว่าที่อื่นมาก......”
อันอี่เจ๋อมองใบหน้าน้อยๆที่กำลังตื่นเต้นดีใจของหญิงสาวแล้วสีหน้าท่าทางก็กลายเป็อ่อนโยนลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ
จากนั้นจึงได้ยินอีกฝ่ายกล่าวต่ออีกประโยค :“ไม่รู้ว่าเอาไปนึ่งในน้ำแกงจะอร่อยกว่า หรือเอาไปผัดเคี่ยวให้นุ่มจะอร่อยกว่า”
อันอี่เจ๋อ : “......”
เชิงอรรถ
[1] ศาลาถิงไถ (亭台)ศาลารูปทรงแบบจีน ปลูกสร้างเป็หกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยม