ได้โปรดอย่าทำร้ายช่างตีบวกของชั้นเลย

    ความช่วยเหลือจากสวรรค์

    7 วันต่อมา.....


    ในขณะที่ชั้น กำลังวิตกกับการสร้างกำแพงเมืองอยู่นั้น  ไรชินก็วิ่งมาท่าทางกระหืดกระหอบ หลังจากที่ชั้นบอกสูตร เคลือบหินที่ชั้นเขียนในนิยายรัก บนเว็บ [มาเปลี่ยนความเพ้อฝันให้เป็นรายได้กันเถอะ] ให้ไรชินฟัง ไรชินก็เหมือนจะคิดอะไรออก
    เขาเอาผงแร่มหัศจรรย์ มาให้ชั้นถุงหนึ่ง ด้วยสีหน้าดีใจ
    " นี่มันอะไรรึ ไรชิน " ชั้นถามเขาอย่างสงสัย
    " magic powder (เมจิก พาวเดอร์ : ผงมหัศจรรย์ )ไงละ องค์หญิง เป็นชนิดแห้งนะขอรับ เพียงแค่เราเอาอิฐวางเชื่อมกันด้วยผงนี่ เพียงผสมน้ำนิดหน่อย ก็จะสามารถสร้างกำแพงได้แล้ว เหมาะกับช่วงฝนตกแบบนี้ที่สุด " ไรชินกล่าว
    " แล้วเราจะผลิต เมจิก พาวเดอร์ จำนวนมากได้อย่างไร " ชั้นกล่าวด้วยความสงสัย
    " เราจะจ้างชาวเมือง มาขุดเหมือง เอาแร่ เมตัลคอล( แร่ชนิดหนึ่งคล้ายปูนซีเมนต์ แต่มีประสิทธิภาพมากกว่าหลายเท่า พบมากในเหมือง ใกล้เมืองเอเซล) ที่ใช้ฉาบหินออกมาจำนวนมาก
    ปัญหาเก่าหมดไป ปัญหาใหม่มาแทน ชั้นไม่มีตังค์พอ ถ้าพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเงินจะเฟ้อ อะจิ ตอนนี้ชั้นอยากจะร้อง 
    พระเจ้าช่วยหนูด้วยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    แล้วในตอนนั้นเอง คาโต้ ทหารคนสนิทของเจ้าชายอาราเอล พี่ชายของชั้น ก็มาเยือน เมือง เอเซล ในวันรุ่งขึ้น ในขณะที่ชั้นกำลังมืดแปดด้านไม่มีตังค์ เหมือนสวรรค์มาโปรดจริงๆ ที่คาโต้ เอาเงินมาด้วย มากถึง 5หมื่นเหรียญทอง ชั้นไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชั้นมีพี่ชาย กับเขาด้วย ทำให้ชั้นเกิดนึกขึ้นมาได้ลางๆว่า เจ้าพี่ชายบัดซบคนนี้ ชอบบังคับให้ชั้น เรียกเขาว่า โอนี่จัง แต่ถึงยังไง เขาก็มีบุญคุณกับชั้น ชั้นรีบติดประกาศรับคนงานไปทั่วเมือง เอเซล ในวันต่อมา โดยเฉพาะ ช่างหิน และ คาโต้ ก็ได้แนะนำให้ชั้นรู้จักกับ คาเตอร์ เพื่อนของเขาที่เป็นช่างหินที่มาอาศัยอยู่ที่เมืองชายแดน โดยการเขียนจดหมายไปหา คาเตอร์
    ****1 วันก่อน คาเตอร์ ได้รับจดหมายจาก คาโต้ 
    สวัสดีครับ ผม คาร์เตอเองครับ เป็นช่างหินที่คาโต้แนะนำให้กับแลนเวีย ฮิเมะ เมื่อผมอยู่ใน วัย เยาว์ ผมได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมหาเวทย์ คาเวียน่า ในฐานะผู้ใช้เวทย์  เพื่อเสริมสร้างอำนาจเวทย์มนต์ของตน บางคน อาจพบพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ และผมก็ใช้ชีวิตอันแสนธรรมดาของ ผม ในรั้วโรงเรียน นี้เอง
    คนธรรมดา จะกลายเป็นผู้ใช้เวทย์ได้ก็ต่อเมื่อ พลังของเขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา แต่หลายคนทั้งชาติ พลังเวทย์ก็ไม่ตื่น
    ส่วนผู้ใช้เวทย์ จะสืบทอดต่อกันมาทางสายเลือด ลูกของผู้ใช้เวทย์ จะกลายเป็นผู้ใช้เวทย์
    ในวัยเด็กอันแสนรันทดของผม ตามที่ผมบอกไป คือผมได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมหาเวทย์ คาเวียน่า ด้วยความรักของพ่อแม่ ที่รักผม ถึงแม้ต้องยัดเงินมหาศาลก็ตาม เพื่อให้ลูกไม่เอาไหน อย่างผมได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง แต่ผมกลับทำให้พวกท่านผิดหวังอยู่เสมอมา ผมใช้เวทย์มนต์ได้แค่เวทย์ขั้นต่ำ เพียงเรียกลูกไฟเล็กๆเท่านั้น ผมเรียกน้ำไม่ได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเวทย์มนต์อื่นๆ เพื่อนๆของผม จะไปที่ไหนก็เพียงแต่ใช้เวทย์มนต์เหาะเหิน แต่ผมกลับทำได้เพียงแค่วิ่งตามไปเท่านั้น เพื่อนๆทุกคนมักไปถึงที่หมายก่อนผมเสมอ ตอนที่ผมไปถึงที่นัดพบ ตัวผมมักมีเหงื่มชโลมกายอยู่เสมอ ทั้งเหงื่อเปียกโชกทั้งตัว และหอบหายใจแรง จนผมได้ยินเสียงหัวใจของผมเต้นแรง เพื่อนๆมักเรียกผมว่า จอมเวทย์ทึ่ม เพราะพวกเขาสามารถใช้เวทย์มนต์ ทำทุกสิ่งได้อย่างใจคิด ในที่สุดโรงเรียนคาเวียน่าก็ให้ ผมออกจากโรงเรียน อาจารย์ทุกคนลงความเห็นว่าผมไม่เอาไหน และมันก็จริง วันสุดท้ายที่ผมออกจากโรงเรียน ผมได้ไป ร่ำลา ราเวียเน่.....ยอดรักของผม
    ราเวียเน่ หญิงสาวที่ผมแอบชอบมาตั้งนาน เธอไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ ผมได้แต่ร่ำลาเธอซ้ำไปซ้ำมาจนเธอเบื่อ ผมทำได้แต่เสียใจ ผมไม่สามารถเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังด้วยซ้ำ ผมได้แต่เดินคอตกกลับบ้าน ระหว่างทาง มีชาวนาคนหนึ่งขอให้ผมใช้เวทมนต์ เสกน้ำให้เขา ด้วยที่ผมใส่เครื่องแบบนักเรียนของ โรงเรียนมหาเวทย์ คาเวียน่า ทำให้เขาหมายใจว่าผมจะช่วยเขาได้ แน่นอนว่าผมไม่สามารถช่วยชาวนาคนนี้ได้ แต่ว่าผมบอกกับเขาว่า ไม่ต้องห่วงก่อน รุ่งสางวันพรุ่งนี้เขาจะต้องได้น้ำ
    ผมได้สำรวจดู บริเวณแถวนั้น จมูกของผมสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำ ผมเอาหูแนบฟังดู
    " ได้ยินแล้ว ได้ยินแล้ว ผมได้ยินเสียงน้ำแล้ว " ผมลงมือขุดและขุด อยู่อย่างนั้นถึงค่อนคืน จนน้ำทะลักออกมา ทำให้เรือกสวนไร่นามีน้ำ ราวกับเสกจากเวทย์มนต์
    คืนนั้น ผมได้ยินเสียงอันคุ้นเคย......
    " คาเตอร์ ลูกอยู่ไหนลูก คาเตอร์ " แม่ของผมเรียก ผมลุกขึ้นยืนและขานรับ
    " ท่านแม่ ผมอยู่นี่" แม่ของผมวิ่งมากอดผมด้วยน้ำตาคลอเบ้า
    " ไม่เป็นไรก็ดีแล้วลูก รีบกลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้มีข้าวแกงกระหรี่ของโปรดของลูกด้วยนะ "
    ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในท่านแม่อย่างมาก ผมรีบกลับบ้านไปกินข้าวฝีมือของท่านแม่
    พ่อของผมรออยู่ที่ระเบียง ด้วยความเป็นห่วงและโอบกอดผม ด้วยความรัก ท่านพ่อของผมสอนผมว่า การจะเป็นจอมเวทย์ที่แท้จริงได้ ไม่ใช่แค่เรียนเก่ง ใช้เวทย์เก่ง แต่ต้องสามารถสอนคนอื่นให้ใช้เวทย์ได้ดีพอๆกับตน ต่างหากจึงสามารถพิสูจน์ ฝีมือได้ ตอนนั้นผมได้รู้ความจริงของชีวิตอย่างหนึ่ง คือการจะเป็นจอมเวทย์ที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น ต้องสามารถสอนคนอื่นให้เก่งได้ ดังนั้น ผมตัดสินใจที่จะเป็น จอมปราชญ์ ในคืนนั้นเหมือนอย่างพ่อของผม ที่เป็นจอมปราชญ์ ประจำราชสำนัก ออโดนอส
    และแล้ว พลังของผมก็ตื่นขึ้น ในคืนนั้นทำให้ผมสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนมหาเวทย์ คาเวียน่า ได้

    แต่ชีวิตของผม ก็ยังรันทด เมื่อท่านพ่อสิ้นอายุขัยไปพร้อมกับท่านแม่ ในการต่อสู้ กับสัตว์ปีศาจ ทำให้ผมต้องออกเดินทางเร่ร่อน และได้เข้าเรียนที่สมาคมช่างหิน ในเมืองหลวง ร็อคน่า อาณาจักร โปปุรอน นับแต่วันนั้น ผมก็อาศัยอาชีพ ช่างหินเลี้ยงชีพมาตลอด
    เมื่อผมโตขึ้นผมก็ทำงานเป็นช่างหินอยู่หลายปี และได้รู้จักคนมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะ ไรชิน ผู้มากความสามารถ ถ้าเขาไม่ไปตีบวกอาวุธ ให้พวกปีศาจ ก็คงดี จะได้ไม่ต้องตาย
    หลังจากได้ข่าวว่าไรชิน ตายแล้ว ผมก็หมดอาลัยตายอยาก ประกอบกับปัญหาการฉ้อโกงเงินในราชสำนัก ในการก่อสร้าง โรงละคร ทำให้ผมหมดศรัทธาในอาชีพ จึงย้ายครอบครัวไปอยู่ที่เมือง เอเซล เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
    ที่นั่น ผมต้องพบกับปัญหาใหม่ คือ ช่างชอบทิ้งงาน ช่างพวกนี้ชอบเบิกเงินวันละเยอะๆ จนนายจ้างไม่เหลือเงินจ่ายแล้ว พวกเขาก็ทิ้งงานทั้งๆที่งานยังไม่เสร็จ ช่างเป็นช่างที่ไม่มีจรรยาบรรณในอาชีพเสียจริงๆ ผมจึงมาต่องานของพวกเขาโดยคิดค่าจ้างไม่แพง และไม่ทิ้งงาน จนวันหนึ่งผมก็เก็บเงินได้มากพอ เอามาเปิดโรงเรียนได้ อย่างที่ฝันได้
    ผมทำงานในโรงเรียนอยู่หลายเดือน ก็ต้องมาปวดหัวกับ นานามิ ลูกศิษย์สาวซึ่งก็เป็นช่างตีบวก วัยละอ่อนที่มากความสามารถเช่นกัน เธอดันไปสร้างไม้เท้าให้ก็อบลินเมจ อันหนึ่ง ด้วยความสงสารที่ก็อบลินเมจ โดนมนุษย์รังแก และก็อบลินเมจตอบแทนบุญคุณด้วยการมอบ ลูกกริฟฟินที่บาดเจ็บให้สองตัว ทำให้ตอนนี้ เธอรู้สึกวิตกกังวลว่าจะถูกจับประหารเช่นเดียวกับไรชิน
    ผมได้แต่ปลอบใจเธอ แล้วบอกว่า เรื่องนี้อย่าไปบอกใคร เพราะอาจถูกหาว่าเป็นสมุนของปีศาจก็เป็นได้
    ผ่านไปหลายวัน นานามิ ก็ดูร่าเริงขึ้น จนผมเบาใจลง จึงออกไปเดินเล่น และพบใบประกาศรับสมัครคนงานเหมือง จำนวนหลายอัตรา เพื่อขุดแร่ เมตัลคอล ใบประกาศถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาไทยที่สละสลวย เสียนี่กระไร และเป็นโชคดีที่ผมอ่านภาษาไทยออก เพราะผมเป็นอาจารย์ในโรงเรียน ผมจึงคิดที่จะไปสมัครเป็น คนงานเหมือง และถ้าโชคดี ผมคงโน้มน้าวองค์หญิงให้เลิกประหาร ช่างตีบวกที่เผลอไปตีบวกอาวุธให้พวกปีศาจได้
    ผมยังมีเรื่องจะบอกพวกคุณอีกอย่าง ตอนนี้ในเมืองเอเซล มีคนรู้ภาษาไทยแล้วกว่าครึ่ง ไม่นึกเลยว่า ภาษานี้จะกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน หลังจากที่ แลนเวีย ฮิเมะ เอามาเผยแพร่ เหล่าเด็กๆต่างมีหนังสือการ์ตูน ภาษาไทยไว้อ่านติดบ้านคนละ 2เล่ม แถมแลนเวียฮิเมะ ยังจัดตั้งหอสมุดภาษาไทยแห่งเมือง เอเซล ขึ้นอีกด้วย ที่นั่นมีหนังสือ ภาษาไทย หลายเล่มให้ได้อ่านฟรีกัน โดยเฉพาะ หนังสือ นวนิยาย ที่แลนเวีย ฮิเมะ แต่งเอง ซึ่งผมชอบมาก แม้องค์หญิงจะวงเล็บไว้ว่า เป็น นวนิยายที่มาจากเว็บ [มาเปลี่ยนความเพ้อฝันให้เป็นรายได้กันเถอะ ] ก็ตาม
    เช้าวันต่อมา ผมก็ได้จดหมายแนะนำตัวผม กับ แลนเวียฮิเมะ จาก คาโต้ สหายเก่าที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน ทำให้ผมได้รับงานขุดแร่ เมตัลคอล มาอย่างง่ายๆ ในอีกอาทิตย์นึงถัดมา
    ****************************************************************โปรดติดตามตอนต่อไป