บทที่ 5 กลับบ้าน
บ้านของหนิงหรานอยู่ในหมู่บ้านหนิงสุ่ย ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาแห่งนี้ ชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านมีเพียงคนแซ่หนิงเท่านั้น เป็ลูกหลานที่สืบทอดเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงรู้ดีว่าูเาลูกนี้มีความอันตรายมากแค่ไหน แม้แต่กลางวันแสกๆ ก็ยังมีคนน้อยมากที่กล้าขึ้นเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขึ้นเขาคนเดียวตอนกลางคืน
ดังนั้น เมื่อเฉินฉีได้ยินว่าหนิงหรานมาจากหมู่บ้านไหน เขาจึงอุทานอย่างประหลาดใจ "หนูน้อย เธอช่างกล้าหาญจริงๆ"
อย่างไรก็ตาม เขาก็รู้ว่าเื้ัสภาพของหนิงหรานเช่นนี้ คงมีเื่ราวบางอย่างซ่อนอยู่ เขาจึงเลือกที่จะเงียบ
ก่อนจากไป สายตาของหัวหน้าทีมเป็การเตือนอย่างชัดเจนว่าอย่าก้าวก่ายเื่ส่วนตัวของหนิงหราน เขาคิดถูก เพราะถ้าเด็กคนนี้อายขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ความจริงแล้ว หนิงหรานเองก็อึดอัดใจที่จะให้คนอื่นพาเธอกลับบ้านเหมือนกัน ถ้าครอบครัวของหนิงชิงเฟิ่งเห็นเฉินฉี ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเยาะเย้ยถากถางเธอกับตายายยังไงบ้าง
ดังนั้นหลังจากรับไม้ดามจากเฉินฉีมาติดไว้ที่ขาแล้ว หนิงหรานก็ขอให้เขาปล่อยเธอลงและกลับไป
แต่เฉินฉียืนกรานจะไปส่ง จนหนิงหรานต้องโน้มน้าวอยู่นานกว่าเฉินฉีจะยอมส่งเธอแค่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
หลังจากนั้น หนิงหรานก็ไม่ยอมให้เฉินฉีไปส่งเธอต่อ ไม่ว่าเฉินฉีจะพูดอย่างไรก็ตาม
ถึงขาจะหักไปข้างหนึ่ง แต่เธอยังมีขาอีกข้าง เธอจะค่อยๆ ลากตัวเองกลับไป ตอนนี้ตายายคงยังไม่รู้ว่าเธอเกิดอุบัติเหตุ เธอต้องรีบกลับให้เร็วที่สุด
หลังจากบอกลาเฉินฉี หนิงหรานก็หันหลังเดินโซเซกลับไป
เฉินฉีมองตามด้วยความเป็ห่วง แต่เด็กสาวไม่ยอมให้เขาไปส่งถึงบ้าน เขาจึงได้แต่จำใจมองตามจนลับสายตา เมื่อแน่ใจว่าเธอปลอดภัยดีแล้วจึงหันกลับไป
ทว่า พอหันหลังกลับ เขาก็เห็นร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งอยู่ในความมืด เงียบเชียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจ
เฉินฉีสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะมองให้ชัดๆ ที่แท้ก็เป็หัวหน้าของเขานี่เอง!
"หัวหน้า ทำไม..."
ยังไม่ทันพูดจบ สายตาเ็าของชายตรงหน้าก็ทำให้เขาต้องกลืนคำพูดลงไป ความรู้สึกเย็นะเืแล่นไปทั่วร่างกาย
กู้จี้เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปด้วยก้าวยาวๆ
"ตามมา"
เฉินฉีซาบซึ้งใจจนแทบน้ำตาไหล คิดว่าหัวหน้าคงเป็ห่วงเขาเลยตามมาเป็พิเศษ!
ค่ำคืนเงียบสงัด แม้แต่เสียงไก่ขันสุนัขเห่าก็เงียบหายไป ต่างจากเสียงลมหายใจของหนิงหรานที่หอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ
เธอเดินมาได้ไม่นานก็เหงื่อท่วมตัว ร่างกายยังเล็ก าเ็สาหัสขนาดนี้ แต่ก็ฝืนเดินมานาน ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
เมื่อแน่ใจว่าเฉินฉีกลับไปแล้ว หนิงหรานจึงหาที่นั่งพัก ถอดไม้ดามออก แล้วหยิบสมุนไพรบางอย่างออกมาจากมิติพิเศษ เคี้ยวให้ละเอียด
หลังจากดูแลาแที่ขาเรียบร้อยแล้ว หนิงหรานก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก าแนี้ปล่อยไว้ไม่ได้อีกแล้ว
ในชีวิตนี้หนิงหรานไม่อาจพิการได้อีก ด้วยมิติพิเศษที่เธอมีทำให้เธอพยายามจะยิ้ม แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความขมขื่น
เธอสังเกตได้ว่าาแที่ขากำลังดีขึ้น และความรู้สึกคันๆ บริเวณกระดูกหักเป็สัญญาณบ่งบอกว่ากระดูกกำลังงอกใหม่
เธอพยายามจัดการกับความรู้สึกก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังบ้านตระกูลหนิง
บ้านของหนิงชิงเฟิ่งประกอบด้วยห้องทั้งหมดสี่ห้อง ห้องโถงใหญ่ที่สว่าง สองห้องสำหรับพักอาศัย และห้องเก็บของที่ทรุดโทรม
นอกจากนี้ยังมีลานเล็กๆ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสล้อมรอบด้วยกำแพงดินเหนียวสีเหลืองผสมหินสูงหนึ่งเมตร
ในลานมีต้นพุทราที่เติบโตดี ใต้ต้นไม้มีรั้วไม้ไผ่ล้อมรอบสำหรับเลี้ยงไก่และเป็ด ครอบครัวใช้ไข่จากสัตว์เหล่านี้ทั้งเพื่อบริโภคและขายเป็รายได้เสริม
อีกด้านของกำแพงลานบ้านมีกระท่อมมุงหญ้าที่ดูรกร้าง ครอบครัวหนิงชิงเฟิ่งไม่เคยเข้าไปในกระท่อมนี้ แต่มักจะโยนข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่้าแล้วเข้าไป ทั้งหม้อ ชาม ทัพพี และอุปกรณ์ครัวต่างๆ
แท้จริงแล้วหนิงหรานและตายายของเธอได้อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังนี้มาหลายปี โดยใช้พื้นที่ครึ่งหนึ่งของลานเล็กๆ นั้น
หนิงหรานเดินกลับมาตามความทรงจำ เมื่อเห็นประตูไม้เก่าแง้มไว้ เธอรู้ทันทีว่าตายายคงเป็ห่วงที่เธอยังไม่กลับแม้จะดึกมากแล้ว
แต่ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรง พวกท่านจึงทำได้เพียงรอคอยอยู่ที่บ้าน
เมื่อผลักประตูไม้เข้าไปเบาๆ เธอเห็นแสงเทียนสลัวส่องสว่างในกระท่อม แม้ปัจจุบันชนบทจะพัฒนาขึ้น ทุกบ้านมีไฟฟ้าใช้บ้างแล้ว แต่บ้านของตายายในหมู่บ้านหนิงสุ่ยยังคงใช้เทียนและตะเกียงน้ำมันแบบเก่า
เพราะความยากจนและน้าเล็กกับครอบครัวก็ไม่เคยคิดจะติดตั้งไฟฟ้าให้ หนิงหรานจำได้ว่าดวงตาของยายเสื่อมลงเพราะต้องเย็บปะเสื้อผ้าใต้แสงตะเกียงเป็เวลานานเพื่อหารายได้เสริม
ความคิดนี้ทำให้ขอบตาของเธอก็ร้อนผ่าว
แม้พยายามเคลื่อนไหวเบาที่สุด แต่เมื่อเธอเพิ่งก้าวเข้าประตู ประตูห้องก็ถูกผลักออกจากด้านใน
มีคนที่เธอคุ้นเคยดีเดินออกมา คุณยายในชุดเต็มไปด้วยรอยปะชุน หลังค่อม ใบหน้าอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยร่องรอยความยากลำบาก แต่ดวงตาที่ขุ่นมัวนั้นยังฉายแววกังวลและห่วงใย
ท่านได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงออกมาดูว่าหลานสาวตัวน้อยที่เป็ห่วงที่สุดกลับมาหรือไม่
ในที่สุดหนิงหรานก็ทนไม่ไหว น้ำตาไหลพราก เธอพุ่งเข้าไปหายายอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจสิ่งใด พร้อมร้องออกมาว่า
"คุณยาย! หนูคิดถึงคุณยายที่สุดเลยค่ะ!"