ตอนที่11
แรกสังหาร
ตูม !!!
หลังจากที่หลี่เปียวได้รับข่าวการพ่ายแพ้ของหย่งสือใบหน้าหล่อเหลาของมันบูดบึ้งด้วยความหงุดหงิด สุดท้ายเมื่อไม่อาจระบายออกโต๊ะหินในห้องจึงแหลกเป็ผุยผง
" เ้าสวะหย่งสือ ช่างงี่เง่าสิ้นดี...ข้าไม่น่าเชื่อใจพวกไม่ได้ความเช่นมันเลยพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้คนก็นับว่าย่ำแย่แล้ว แต่นี่กลับทำให้สวะอย่างเ้าเสวี่ยิ กลับกลายเป็ได้หน้าโดดเด่นขึ้นมาจนไปเข้าตาเ้าจื่อฮุยอีก" หลี่เปียวขบฟันแน่น อารมณ์ของมันคงไม่อาจสงบลงได้แน่หากว่าเสวี่ยิยังคงไม่ถูกกำจัดไปให้พ้นหูพ้นตา
"นายน้อยในเมื่อเ้าเด็กเสวี่ยิเลือกที่จะเข้ากับจื่อฮุยใยท่านไม่ใช้โอกาสนี้ประจบเอาใจนายน้อยจื่อเจียงเสียเลยละครับ"เจี้ยนเฉินซึ่งเป็ผู้คุ้มกันส่วนตัวของหลี่เปียวเอ่ยขึ้น เพื่อหวังว่าความคิดของมันจะทำให้นายน้อยหลี่ผู้นี้อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
" เ้าไม่ต้องอ้ำอึ้ง มีแผนการอะไรก็ว่ามา"หลี่เปียวเอ่ยเสียงแข็ง
"แผนการก็ไม่ยาก จากที่เด็กน้อยตระกูลหย่งรายงานมาเ้าหนุ่มที่ชื่อเสวี่ยินั้น พักอยู่ในห้องเช่าเก่า ๆ ของเขตห่างไกลทางด้านทิศใต้ของเมืองซึ่งถือเป็เขตที่อยู่นอกอารักขาของกองทหารเมืองหยกม่วง หากว่าในเขตนั้นหากเกิดมีเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าสู่เมืองไม่นานนักถูกสังหารไปสักหนึ่งคน เื่ราวก็คงไม่ลุกลามใหญ่โต แถมยังยากที่จะจับมือใครดม"
รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าของหลี่เปียวหลังจากที่ได้ฟังแผนการร้ายครั้งนี้"เจี้ยนเฉิน เ้าอย่าได้อมพะนำไว้รีบเอ่ยต่อไป"
"ในเมื่อเ้าเด็กที่ชื่อเสวี่ยิเป็สหายกับจื่อฮุยการสังหารสหายของจื่อฮุยย่อมสร้างความสำราญแก่นายน้อยจื่อเจียงด้วยนี่ใยไม่ใช่ยิงเกาทัณฑ์หนึ่งดอกได้นกถึงสองตัว"
"เยี่ยม ๆ แผนการของเ้าเยี่ยมมากหากแผนการนี้สำเร็จ ข้าจะรายงานความดีความชอบของเ้าให้ท่านพ่อได้ฟัง รวมถึงข้ารับรองว่าจะตบรางวัลเ้าอย่างงาม"
"ขอบคุณนายน้อยที่เมตตา"
"อืม...กับสวะเพียงแค่พลังฝีมือขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นสองข้าไม่ควรจะทำอะไรให้มันเอิกเกริก แต่การลงมือครานี้เกี่ยวพันถึงจื่อฮุย เราก็ควรจะรอบคอบเอาไว้ก่อน"
"ข้อนั้นข้าได้คิดเอาไว้แล้ว นายน้อยก็เพียงแต่เรียกใช้งานนักฆ่ารับจ้างหากผิดพลาดขึ้นมาพวกเราก็ไม่ต้องกลัวว่าใครสาวมาถึง"
"ดี ๆ"หลี่เปียวรีบหยิบถุงเงินออกมาจากแหวนมิติก่อนจะโยนถุงเงินให้กับเจี้ยนเฉิน"เ้ารับนี้ไปแล้วจัดการให้เรียบร้อยด้วยละ"
"นายน้อยวางใจได้"หลังจากรับคำเจี้ยนเฉินก็ทะยานจากไปในทันที
.
.
.
ตอนนี้ในกระเป๋ามิติของเสวี่ยิอัดแน่นไปด้วยยากระตุ้นปราณบวกกับเสวี่ยิยังตกอยู่ในห้วงตื่นเต้นยินดี เขาจึงตัดสินใจยกเลิกการเดินเที่ยวชมย่านร้านค้าโดยรอบหรือแม้แต่นั่งกินอาหารอร่อย ๆ ในเหลาสุรา เพราะตอนนี้เสวี่ยิเลือกที่จะเร่งฝีเท้าตรงกลับไปยังห้องเช่า เพื่อเริ่มฝึกฝนโดยใช้ยากระตุ้นปราณเป็สิ่งที่สำคัญสุด
ทันทีที่เสวี่ยิกลับมาถึงห้องเช่า เขาก็ไม่รีรอหยิบขวดยากระตุ้นปราณออกมาจากกระเป๋ามิติก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นสร้อยรูปหยดน้ำ ซึ่งสายสร้อยนั้นขาดลงในระหว่างที่เขาต่อสู้กับหย่งสือสายสร้อยที่ขาดลงได้แปรสภาพเป็สายรัดข้อมือ แต่เมื่อกลับมาถึงห้องแล้ว เขาก็ไม่จำเป็ต้องสวมใส่มันอีกโดยเสวี่ยิตั้งใจว่าหลังจากที่เสร็จสิ้นจากการทดสอบเข้าสำนักัฟ้าแล้วหากตัวเขายังมีเงินเหลือ ก็จะไปหาซื้อสายสร้อยเส้นใหม่มาแทนที่ทำให้เสวี่ยิตัดสินใจที่จะเก็บจี้หยดน้ำเอาไว้ในกระเป๋ามิติเสียก่อน
หลังจากนั้นเสวี่ยิจึงเทยากระตุ้นปราณออกมาจากในขวดยาและกลืนมันลงไปทันที ความเย็นสบายแผ่ซ่านออกมาจากเม็ดยา กลิ่นหอมของตัวยากระจายฟุ้งไปทั่วจนร่างกายของเสวี่ยิรู้สึกผ่อนคลายเป็อย่างยิ่งแม้เสวี่ยิจะเคยใช้ยากระตุ้นปราณในการฝึกฝนมาก่อน แต่เม็ดสุดท้ายที่เขาได้ใช้ก็เป็เวลานานหลายปีก่อน แถมเม็ดยาที่ได้จากร้านขายโอสถในครั้งนี้ยังมีคุณภาพดีกว่ายากระตุ้นปราณของตระกูลหย่งอีก ทำให้เสวี่ยิร่าเริงเป็พิเศษ
เมื่อตัวยาเริ่มออกฤทธิ์ เสวี่ยิก็ไม่รั้งรอผสานฝ่ามือเข้าหากันที่หน้าตักในท่าขัดสมาธิ ผ่อนร่างกายทุกส่วนลงและพยายามฝืนบังคับลมปราณในร่างตามเคล็ดวิชาสกุลหย่งเพื่อดูดซับผลของยากระตุ้นปราณให้หลอมรวมเข้ากับเืเนื้อของตัวเองแต่แล้วความร้อนประหลาดก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง เสวี่ยิลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายเสวี่ยิก็เลือกที่จะมีสมาธิแน่วแน่กับการฝึกฝนตามเคล็ดวิชาเดิมโดยที่ไม่ได้สนใจความร้อนสายนั้นซึ่งกำลังวิ่งไปมาอยู่ในร่างของเสวี่ยิอย่างอิสระ
สองชั่วยามผ่านพ้น ยาเม็ดแรกถูกเสวี่ยิดูดซับไปได้เกินกว่าครึ่งแล้วทำให้ปริมาณลมปราณที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อของเสวี่ยิ มาหยุดอยู่ที่ปลายสุดของลมปราณพื้นฐานขั้นที่สองแต่เมื่อเสวี่ยิพยายามดูดซับลมปราณที่แผ่ออกมาจากตัวยาต่อไปอีกก็ไม่สามารถทะลวงผ่านขึ้นไปสู่ลมปราณพื้นฐานขั้นที่สาม ซึ่งเป็เหตุการณ์เดียวกับที่เขาเคยประสบมาเมื่อตอนอายุสิบสอง
เมื่อเคล็ดวิชาลมปราณสกุลหย่งไม่อาจช่วยให้เขาทะลวงสู่ลมปราณพื้นฐานขั้นที่สามได้โดยง่ายเสวี่ยิจึงตัดสินใจหันเหความสนใจไปยังพลังงานร้อนลวกที่ปรากฏในร่างของตัวเองแทน
เสวี่ยิพยายามเพ่งสมาธิจดจ่อไปยังความร้อนสายนั้น พร้อมพยายามบังคับให้เคลื่อนไปตามจุดต่างๆ ของร่างกาย แม้ในตอนแรกจะทำได้ค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อเสวี่ยิทดลองทำซ้ำไปซ้ำมาจนนับครั้งไม่ถ้วนเขาก็เริ่มที่จะบังคับควบคุมพลังงานความร้อนสายนั้นได้บ้างแล้วแม้จะยังทำได้ไม่ดีนักก็ตาม
การที่เสวี่ยิเริ่มที่จะควบคุมพลังงานความร้อนสายนั้นได้บ้างแล้วย่อมส่งให้เขารู้สึกยินดี แต่สิ่งที่ทำให้เสวี่ยิตกตะลึงจนอ้าปากค้างเป็เื่ราวหลังจากที่เขาเปิดตาขึ้น แล้วพบว่าจุดสุดท้ายบนร่างของตัวเองที่เขาพยายามลากพลังงานร้อนลวกนั้นผ่านไป ปรากฏเปลวเพลิงสีแดงสดลุกไหม้อยู่เมื่อเขาสงบสติอารมณ์ลง พร้อมทำการสำรวจดู ก็พบว่าเปลวเพลิงนั้นหาได้ทำอันตรายต่อร่างกายเขาแต่กลับตรงกันข้าม มันกลับช่วยให้เขาสามารถฟื้นฟูจากอาการาเ็ หรือเหนื่อยล้าได้ดียิ่งขึ้น
ซึ่งความสามารถในการฟื้นฟูอาการาเ็โดยการใช้ลมปราณเข้าช่วยนั้นโดยปกติจำเป็ต้องฝึกฝนจนถึงขอบขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นที่สี่หรือที่เรียกกันว่าขั้นผสานกายเพราะเป็ขอบขั้นที่ผู้ฝึกตนนั้นต้องดึงดูดลมปราณเข้ามาอัดแน่นในทุกส่วนของร่างกายไม่ใช่เพียงแค่เืเนื้อเช่นเดียวกับสามขั้นแรก แต่รวมถึงอวัยวะภายในและกระดูกทุกชิ้นด้วย
เมื่อเสวี่ยินึกถึงการต่อสู้กับหย่งสือเมื่อ่สายของวันนี้เขาก็เหม่อมองดูเปลวไฟที่เขาบังคับให้มันไปหยุดอยู่ที่หมัดขวาของตัวเอง
...หากข้าสามารถควบคุมใช้เ้านี่เพื่อใช้ในการจู่โจมได้อย่างอิสระพลังทำลายของมันจะรุนแรงขนาดไหนกัน เพราะเ้าหย่งสือท่ะดับฝึกฝนถึงลมปราณพื้นฐานขั้นที่สามยังโดนเ้าเปลวเพลิงนี่อัดไปเพียงครั้งเดียวก็าเ็สาหัสหมดสติในทันที
แต่แล้วความคิดที่กำลังโลดแล่นของเสวี่ยิ กลับต้องมาชะงักลงเมื่อสองหูได้ยินของผู้คนที่เบื้องนอกห้อง
"นั่นใคร..."เสียงของเสวี่ยิยังไม่ทันจะจางลงประตูด้านหน้าห้องพักก็ถูกทะลวงเข้ามา พร้อมกับหน้าที่อยู่ด้านตรงข้าม
การโจมตีหนึ่งหน้าหนึ่งหลังแบบไม่ให้ตั้งตัวทำให้เสวี่ยิไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้านรับเอาไว้ หมัดขวาที่อัดแน่นด้วยเปลวเพลิงโผพุ่งเข้าใส่ผู้ที่ทะลวงเข้ามาทางด้านหน้าประตู ปลายแหลมของมีดสั้นในมือผู้บุกรุกปะทะเข้ากับหมัดของเสวี่ยิอย่างจังเปลวเพลิงร้อนแรงแผดเผาจนคมมีดอ่อนยวบ แต่แรงหมัดที่ส่งออกยังคงไม่หมดสิ้น กระแทกตรงเข้าที่ลำคอของผู้บุกรุกอย่างจังแม้มันจะปิดหน้าปิดตา แต่เสวี่ยิยังคงมองเห็นแววตาที่แสดงออกถึงความตกตะลึงของมันได้อย่างชัดเจน
ร่างในชุดสีดำพรางกาย กระเด็นล้มหงายจนมิอาจลุกขึ้นยืน ไปแล้วหนึ่งคนแต่อีกหนึ่งยังบุกจู่โจมเข้าใส่ทางด้านหลังของเสวี่ยิคมมีดสีม่วงเข้มแทงลึกเข้าใส่บริเวณไหล่ซ้ายของเสวี่ยิจนเกือบจะมิดด้ามแต่ทันทีที่ความเ็ปแล่นแปลบเข้ามา เสวี่ยิก็บังคับเคลื่อนลมปราณร้อนเข้าสู่ตำแหน่งนั้นในทันทีแม้จะไม่สามารถโจมตีโต้กลับไปได้ แต่พลังความร้อนที่เคลื่อนไปถึงก็ช่วยบรรเทาความเ็ปจากาแได้ในระดับหนึ่ง
"พวกแกเป็ใคร"
คนร้ายที่เพิ่งชักมีดออกมองดูเสวี่ยิด้วยความใเพราะมันมั่นใจว่ามีดสั้นอาบยาพิษร้ายของมัน จะทำให้ทั้งร่างของเสวี่ยิชาด้านจนไม่อาจต่อสู้ได้อีก แต่เมื่อมันชักมีดถอยกลับไป เสวี่ยิกลับไม่ล้มลงและยิ่งไปกว่านั้น เขายังสืบเท้าสะอึกเข้าหมายประชิดตัวของมัน ด้วยความเร็วที่ไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อย
แต่ด้วยอาการาเ็ที่ไหล่ขวา ทำให้การโจมตีโต้กลับของเสวี่ยิไม่ได้อัดเปลวเพลิงที่กำลังรักษาไหล่ขวาอยู่เข้าไปด้วยจึงทำได้เพียงผลักนักฆ่าให้ถอยหลังออกไปเพียงแค่สองก้าว
แม้ตกตะลึงกับความสามารถในการต้านทานพิษของเสวี่ยิไปแล้วรอบหนึ่งแต่เมื่อสายตาของมันเหลือบไปเห็นเพื่อนของตัวเอง นอนกุมลำคอที่ไหม้เกรียมร้องโอดโอยอยู่ในตอนนี้ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของนักฆ่าก็เปลี่ยนเป็ปั้นยากขึ้นในทันที
หลังจากนั้นมันก็ทดสอบปะทะเข้ากับเสวี่ยิอีกสามกระบวนท่าแต่ทุกกระบวนท่าล้วนระมัดระวัง เหลือทางถอยเอาไว้ให้ตัวเองหนึ่งส่วนตลอดเวลาทำให้เสวี่ยิสามารถรับมือได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
สุดท้ายเมื่อเห็นว่าข้อมูลของเหยื่อในครั้งนี้มีความคลาดเคลื่อนกว่าที่ได้รับมามากจนเกินไป มันจึงเลือกที่จะไม่เสี่ยงเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกแต่กลับใช้ท่าโจมตีโยกซ้ายหลบขวา เพื่อพุ่งผ่านเสวี่ยิไปยังร่างที่กำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยความเ็ปของเพื่อนนักฆ่าอีกคน
เมื่อเห็นคนร้ายทะลวงผ่านไป โดยไม่ได้โจมตี เสวี่ยินึกขึ้นได้ว่าผู้ร้ายคงกำลังจะพยายามหลบหนีเขาจึงเลือกที่จะพลิกร่างกลับหลังหมายจะสกัดกั้น
แต่นักฆ่ากลับไม่ได้พยุงพาเพื่อนของมันขึ้นมาเพื่อหลบหนีตรงกันข้ามนักฆ่าที่เพิ่งพุ่งผ่านร่างของเสวี่ยิไป กลับซัดขว้างเม็ดยาบางอย่างยัดเข้าใส่ปากของนักฆ่าอีกคนที่นอนดิ้นอยู่ เมื่อเห็นว่าตัวยาที่ซัดออกเข้าเป้ามันก็พุ่งตัวสวนกลับไปทางหน้าต่างทำให้เสวี่ยิที่เพิ่งจะหงายร่างกลับมาไม่อาจเปลี่ยนกระบวนท่าติดตาม นักฆ่าที่หลุดรอดออกจากหน้าต่างจึงทะยานหายลับออกไป ก่อนจะหายลับไปในความมืดมิดของราตรีกาล ปล่อยให้เสวี่ยิตะลึงค้างมองร่างของนักฆ่าอีกคน ที่กำลังดิ้นชักกระตุกด้วยความเ็ป ด้วยฤทธิ์ยาพิษที่โดนเพื่อนตัวเองยัดเยียดให้เพื่อฆ่าปิดปาก
เสียงร้องยิ่งมายิ่งทุรนทุรายจนเสวี่ยิไม่อาจทนฟังได้อีก ใช้ฝ่ามือเป็ดั่งสันมีดกระแทกเข้าใส่ศีรษะของมัน
เสียงโพ๊ละ!!! ดังก้องปรากฏเืทะลักออกจากใบหน้าจำนวนมาก นักฆ่าทั้งสองที่หมายสังหารเสวี่ยิหนึ่งตกตายลงไป ส่วนอีกหนึ่งแม้หนีรอดไปได้แต่ก็สูญเสียความมั่นใจ ล้วนไม่อาจออกล่าสังหารได้อีกในเวลาอันใกล้
ดูเหมือนว่าค่ำคืนอันยาวนานกำลังจะจบลงแต่แล้วดวงตาของเสวี่ยิก็ร้อนลวกขึ้นมาอย่างไม่อาจระงับความร้อนที่เกิดขึ้นหาได้เบาสบายเฉกเช่นความร้อนที่เขากำลังใช้รักษาไหล่ขวาของตัวเองแต่มันเป็ความร้อนที่พร้อมจะเผาไหม้ทำลายล้างทุกสิ่งให้มอดไหม้