เมื่อไล่สองแม่ลูกของตระกูลหลิงกลับไปแล้ว ชีวิตในหมู่บ้านตงผิงของซูอินจึงกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง
จากเรื่องที่ผ่านมาทำให้กำแพงกั้นระหว่างเธอและคนในหมู่บ้านถูกทำลายลงไม่น้อยเมื่อออกไปเจอกันข้างนอกก็ยิ้มและทักทายกัน ทำให้ปฏิสัมพันธ์เป็นไปอย่างธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
ทางโรงเรียนได้โทรศัพท์มาแจ้งเธอได้ฟังผลจากปากของหลินซิ่วซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาแม้ว่าเธอจะเคยเจอคุณครูหวังเหวินชิงจากโรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งแล้วและรู้ว่านี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแน่นอน แต่เมื่อได้บทสรุป ซูอินก็ยังคงรู้สึกพูดไม่ออก
เมื่อชาติก่อนการสอบเข้าโรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งคือเป้าหมายของเธอ
ทว่าก่อนสอบขึ้นมัธยมปลายเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เธอถูกหลิงเมิ่งโยนภาระมาให้ เธอต้องพยายามข่มความเจ็บปวดเพื่อทำข้อสอบเมื่อคะแนนออกมาก็ถูกสองแม่ลูกตระกูลหลิงบังคับให้แลกคะแนนกับหลิงเมิ่ง
โรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งจึงกลายเป็นเรื่องที่เธอเสียใจ
ในวันนี้ ความเสียใจนั้นไม่เพียงแค่ได้รับการชดเชยแต่มันถูกเติมเต็มอีกครั้งเกินกว่าที่คาดคิด
เธอไม่เพียงได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งแต่ยังสามารถเข้าเรียนที่ห้องโอลิมปิกที่ดีที่สุดด้วย
ในใจของเธอถูกเติมเต็ม ความสุขระเบิดออกเหมือนกับข้าวโพดคั่วที่แตกตัวอยู่ในก้นบึ้งหัวใจหอมๆ หวานๆ ราวกับฟองอากาศชวนฝันที่ล่องลอย
ซูอินมีความสุขมากวางโทรศัพท์แล้วเธอก็นำเรื่องนี้ไปบอกสองสามีภรรยาตระกูลซู
“ห้องเรียนโอลิมปิกหรือ”
เมิ่งเถียนเฟินจำได้ว่าวันนั้นที่เธอส่งเมิ่งเมิ่งกลับสู่ตระกูลหลิงซูอินเคยพูดถึงห้องเรียนนี้ หากสอบเข้าได้ก็ไม่ต้องเสียค่าเทอมหลังจากที่ประกาศผลสอบ และกรอกเอกสารยินยอมเข้าศึกษาต่อซูอินก็เล่าให้เธอฟังถึงข้อดีของห้องเรียนนี้
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เมิ่งเถียนเฟินอดปวดใจไม่ได้แต่นอกเหนือจากความรู้สึกปวดใจ เธอก็รู้สึกภูมิใจ
“ก่อนหน้านี้อินอินเคยพูดว่าไม่เพียงไม่ต้องเสียค่าเทอมแต่ยังมีครูที่ดีอีกด้วยใช่ไหม”
ซูอินพยักหน้า “ใช่ ตามนั้นค่ะ”
“ได้เข้าเรียนแล้วจริงๆ ใช่ไหม หลายวันมานี้มีคนพูดว่า หลายปีที่ผ่านมาในหมู่บ้านของเราไม่เคยมีใครเลยที่สอบเข้าห้องโอลิมปิกได้อินอินเก่งจริงๆ”
ใบหน้าของเมิ่งเถียนเฟินเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจซูเจี้ยนจวินเป็นคนค่อนข้างเก็บความรู้สึกแต่การคลายตัวของหว่างคิ้วทำให้รู้ว่าเขารู้สึกผ่อนคลายมากเพียงใด
เด็กชายตัวน้อยกลายร่างเป็นเครื่องก๊อบปี้ทันทีดวงตาที่เหมือนผลองุ่นมองพี่สาวด้วยความรู้สึกนับถือเสียงน่ารักเอ่ยอย่างกระตือรือร้น “พี่สาวเก่งมาก!”
เดิมทีซูอินรู้สึกมีความสุขอยู่แล้ว เมื่อถูกคนในครอบครัวชื่นชมในใจเธอก็ยิ่งสดใสมากขึ้น
เธอคุกเข่าก่อนจะยื่นมือไปวางบนไหล่ของเจ้าตัวน้อยอุ้มร่างเล็กนุ่มนิ่มมาไว้ในอ้อมแขน “พ่อคะ แม่คะพรุ่งนี้หนูจะไปรับหนังสือลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนนะคะ”
“ตกลงจ้ะ”
สองสามีภรรยาพยักหน้าอย่างกระตือรือร้นก่อนที่เมิ่งเถียนเฟินจะเป็นฝ่ายถาม “แล้วลูกจะเข้าเมืองยังไงในหมู่บ้านมีคนขับรถรับจ้าง หากเรียกตามอายุ ลูกก็ควรเรียกเขาว่าอาอยากคุยกับเขาไหม”
ที่บ้านของอวี๋ฉิงมีรถหลายคัน หากซูอินบอกให้มารับก็คงไม่มีปัญหา
แต่หากสามารถจัดการเรื่องนี้เองได้ ก็ไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่นนี่คือหลักการที่ซูอินคิด
“ได้ค่ะ หนูอยากใช้โอกาสนี้พาอันอันไปเที่ยวด้วยเพราะยังไงก็กลับบ้านวันนั้นอยู่แล้ว”
“นั่น…”
สองสามีภรรยาตระกูลซูมองบุตรชายของตนเองที่ผ่านมาจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิเป็นเรื่องปกติที่เขาต้องเดินทางเข้าเมืองเพื่อพบแพทย์และฉีดยาประสบการณ์มากมายที่เจอทำให้เขาค่อนข้างต่อต้านการ “เข้าเมือง”
ซูอินมองเด็กชายตัวน้อย ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและใจเย็น “ไม่ไปฉีดยาหรอกไปเที่ยวในเมืองกับพี่ อันอันอยากไปไหม”
แววตาของเด็กชายตัวน้อยแสดงอาการต่อต้านทว่าเมื่อไม่นานมานี้เธอได้ขับไล่ “ปีศาจชั่วร้าย” ออกไปทำให้เขาเชื่อมั่นในตัวพี่สาวคนนี้มากขึ้น
“ไม่อยากฉีดยา”
น้ำเสียงแห่งความเสียใจ ทำให้ซูอินอดไม่ได้ที่จะ “จุ๊บ” ลงบนใบหน้าเล็กก่อนจะเอ่ยรับปาก “ไม่ฉีดยา อันอันของพวกเราสบายดีและแข็งแรงจะฉีดยาทำไม ในเมืองมีที่เที่ยวมากมาย เช่น สวนสาธารณะในนั้นอันอันจะได้เจอเพื่อนๆ ที่อายุเท่ากัน แล้วยังมีสายไหม ไอศกรีมพี่จะพาอันอันไปนะ”
เมื่อถูกซูอินดึงดูดด้วยจินตนาการที่สวยงามเด็กชายตัวน้อยก็ตาโตและอดไม่ได้ที่จะพยักหน้า
หากเป็นเมิ่งเมิ่งที่อายุสิบหกปีเท่ากันสองสามีภรรยาตระกูลซูคงไม่ยอมปล่อยให้เธอพาอันอันเข้าเมืองอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้เป็นอินอินที่แม้จะยังรู้จักกันไม่นานแต่เด็กคนนี้ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเป็นคนที่พึ่งพาได้ การให้ซูอินทำหน้าที่ดูแลสองสามีตระกูลซูรู้สึกวางใจมากกว่าให้พวกเขาดูแลเองเสียอีก
และเรื่องนี้ก็ได้ข้อสรุปเช่นนี้
ในคืนนั้นก่อนเข้านอน ขณะที่กำลังเตรียมน้ำเมิ่งเถียนเฟินเข้าไปขวางบุตรสาวก่อนจะยัดเงินธนบัตรสิบหยวนหลายใบใส่ในมือเธอ
“อยู่ที่บ้านยากจน แต่เมื่อออกไปข้างนอกเป็นคนรวย ลูกพาอันอันเข้าเมืองต้องใช้จ่ายเยอะ ลูกนำเงินจำนวนนี้ไปด้วยเถอะ”
ซูอิน : …
ความสุขคือยารักษาบาดแผลในจิตใจเธอใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลซูอย่างมีความสุขและตอนนี้เธอแทบจะไม่นึกถึงเรื่องในชาติก่อนแล้วแต่ในเวลานี้มีภาพบางเหตุการณ์แวบเข้ามาในหัว สิ่งที่ยุ่งยากเสียยิ่งกว่าการเสียค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ดสิ่งที่ทำให้เมิ่งเถียนเฟินยุ่งยากมากกว่าคือการทำหน้าที่แม่ที่สายเกินไปการที่เมิ่งเถียนเฟินเป็นฝ่ายเดินเข้ามาและส่งเงินให้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยสำหรับซูอิน
ไม่ว่าเงินจะมากหรือน้อย เรื่องความรู้สึกย่อมสำคัญ
ครั้นกลับชาติมาเกิดใหม่ ซูอินเข้าใจการใช้ชีวิตครั้งนี้มากใครทำดีต่อเธอ เธอก็จะทำดีต่อคนนั้น
“แม่คะ แม่เก็บไปเถอะค่ะ หนูยังมีเงินอยู่”
เมิ่งเถียนเฟินรู้ดีว่าซูอินมีเงิน ในตอนแรกเธอคิดว่าเงินที่ซูอินมีนั้นมาจากการทำงานแต่ครั้งก่อนที่อวี๋ฉิงนำของขวัญมากมายมาให้ที่บ้านของหลายอย่างกลับเป็นของที่ซูอินซื้อทำให้เธอเข้าใจว่าหากทำงานพิเศษคงไม่มีทางหาเงินได้เยอะขนาดนี้
อินอินมีเงินเยอะกว่าที่เธอคิดไว้มาก
แต่เธอไม่ถามอะไร อินอินมีเงินก็เป็นเรื่องส่วนตัวอย่างไรเสียเงินที่เธอมีก็ไม่ใช่เงินของตระกูลซู พวกเขาซึ่งทำหน้าที่ผู้ปกครองให้กำเนิดเธอมาสิบหกปี แต่ไม่เคยเลี้ยงดูเธอเลยสักวันแค่นี้พวกเขาก็รู้สึกเสียใจอยู่แล้ว พวกเขาจะมีหน้าอะไรไปโลภในเงินของบุตรสาว
“เงินของลูกก็เป็นเงินของลูก ลูกเก็บไว้อย่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองแม่มีเงินอยู่ เอาไปเถอะ อย่ามัวแต่ดูแลน้อง ตัวลูกเองถ้าอยากกินอะไรก็ซื้อ”
เอ่ยจบหล่อนยัดเงินลงในกระเป๋าของซูอิน ทำให้ยากที่จะเธอปฏิเสธเมื่อเอามือตบเบาๆ ให้มั่นใจว่าใส่เงินเหล่านั้นไว้อย่างดีแล้ว หล่อนก็หมุนตัวและเดินออกไป
โดยไม่ปล่อยโอกาสให้ซูอินได้ปฏิเสธ
ซูอิน : …
อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมิ่งเถียนเฟินยัดเงินให้เธอแบบนี้ ครั้งก่อนที่เดินทางไปรับเธอจากในเมืองและเธอไปส่งที่ท่ารถ เมิ่งเถียนเฟินก็เคยเอาเงินก้อนหนึ่งยัดใส่มือเธอ
เธอไม่สามารถอธิบายได้ว่ารู้สึกอย่างไร
แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ไม่ดี
อันที่จริงรับมาก็ไม่เป็นอะไร การที่บุตรชายบุตรสาวใช้เงินบิดามารดาถือเป็นเรื่องปกติแต่เมื่อมองแผ่นหลังของเมิ่งเถียนเฟินที่เดินเข้าไปในห้องนอนของตนเองเนื่องจากตรากตรำทำงานทำให้ร่างกายของหล่อนผอมมากทั้งที่เป็นร่างกายของคนที่เคยให้กำเนิดบุตรถึงสองคน หากมองแค่ด้านหลังร่างกายของหล่อนในตอนนี้ไม่ต่างอะไรเลยกับเด็กสาวอายุสิบแปดทั่วไป
สำหรับคนที่อายุเกือบสี่สิบปีอันที่จริงจะต้องอวบเหมือนกับคนวัยกลางคนทั่วไป แบบนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องดีแล้ว
หรือว่าเธอควรหาโอกาสใช้เงินของตนเองเพื่อให้ครอบครัวได้ใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่านี้สักหน่อย
เมื่อเป็นเช่นนั้น ซูอินก็เกิดความคิดในใจ