เช้าวันต่อมา เอยยืนอยู่กลางสวนสาธารณะริมบึงของมหาวิทยาลัย ในมือถือช่อดอกคัตเตอร์สีขาวละมุนและลูกโป่งโทนสีพาสเทลตามที่ได้รับคำสั่งทางไลน์มาั้แ่เมื่อคืน แม้ความตั้งใจแรกของเธอคือการปฏิเสธ แต่สุดท้าย "ความเคยชิน" ตลอดสิบปีก็เอาชนะเธอได้อีกครั้ง เธอมาที่นี่... เพื่อทำหน้าที่ ‘เพื่อนรัก’
“เอย! ทางนี้แก!”
เสียงะโที่เต็มไปด้วยความร่าเริงของ ‘ภีม’ ดังขึ้น เขาอยู่ในชุดเชิ้ตสีขาวสะอาดตาดูหล่อเหลากว่าวันไหนๆ ภีมรีบวิ่งเข้ามาหาเธอ ใบหน้าคมคายฉายแววตื่นเต้นจนเก็บไม่อยู่
“มาสายนะแก นึกว่าโกรธจนจะไม่มาช่วยข้าซะแล้ว” ภีมพูดทีเล่นทีจริงพลางเอื้อมมือมาคว้าช่อดอกไม้ไปถือไว้
“เนี่ย แกดูดิ ข้าจัดโต๊ะไว้ตรงนั้น แสงกำลังสวยเลย น้ำหวานต้องประทับใจแน่ๆ”
เอยมองตามมือของเขาไปยังซุ้มไม้เลื้อยที่ประดับด้วยไฟปิงปองดวงเล็กๆ เธอฝืนยิ้มจางๆ
“สวยดี ภีมตั้งใจมากเลยนะ” เอยพูดเสียงเรียบ
“แน่สิวะ งานนี้ข้าเดิมพันหมดหน้าตัก” ภีมพูดพลางหัวเราะ
“เฮ้ยเอย ตรงนี้เอาไฟซ่อนไว้ใต้พุ่มไม้นะ พอน้ำหวานเดินมาแกก็กดสวิตช์เปิดเลยนะเว้ย แล้วพอน้ำหวานตอบตกลง แกก็จุดไฟเย็นตรงโน้นเลยนะ” ภีมสั่งการตามความเคยชิน
“ภีม...” เอยเอ่ยขัดขึ้นเบาๆ “ภีมรู้ไหมว่าเอยชอบดอกไม้อะไร?”
ภีมชะงักไปครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วพลางเกาท้ายทอยด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ
“เอ่อ... กุหลาบมั้ง? ผู้หญิงก็ชอบกุหลาบทุกคนแหละ ถามทำไมวะ? รีบทำเถอะ เดี๋ยวสายน้ำหวานจะมาแล้ว”
เอยไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ ความเ็ปที่เคยแหลมคมกลับกลายเป็ความรู้สึก ชา เธอจำได้หมดว่าภีมชอบกาแฟรสไหน เกลียดอาหารรสอะไร แต่เขากลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอชอบอะไร
ตลอดสองชั่วโมง เอยทำหน้าที่เหมือน "ผู้กำกับฉาก" มืออาชีพ เธอจัดสถานที่ โรยกลีบกุหลาบเป็ทางเดิน โดยมี ภีม ยืนเช็กความเรียบร้อยอยู่ไม่ไกล
“เอย ตรงนี้ไฟมันดูดรอปๆ ไปเปล่าวะ น้ำหวานเขาชอบอะไรที่มันไบร์ทๆ แกช่วยขยับสปอตไลต์ดวงนั้นให้ส่องเข้าหาซุ้มหน่อยดิ” ภีมะโสั่ง
เอยชะงักมือที่กำลังผูกริบบิ้น เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ได้ๆ เดี๋ยวเอยจัดการให้”
เอยเดินไปปรับทิศทางแสงตามที่เขา้า ความเมื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันไม่ได้ทำให้เธอท้อใจเท่ากับความรู้สึกหน่วงในอก เธอรู้ดีว่าวันนี้คือวันที่ภีมรอคอย วันที่เขาจะก้าวข้ามเส้นคำว่า คนรู้จัก ไปเป็ คนรัก ของผู้หญิงที่ชื่อน้ำหวาน และเธอก็คือคนเดียวที่เขาไว้ใจให้มาเป็ ผู้กำกับ เื้ัความสุขในครั้งนี้
ในใจของเอยมีธงปักไว้... ยึดติดกับสัญญาเมื่อสิบปีก่อนที่ว่า “ถ้าอายุ 30 แล้วเรายังไม่มีใคร เรามาแต่งงานกันนะ” มันคือสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งเธอไว้ไม่ให้เดินจากไปไหน แม้ใจจะเจ็บจนแทบจะทนไม่ไหว แต่เอยบอกตัวเองเสมอว่า เธอต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด และเธอจะยังไม่ไปไหนจนกว่าจะได้ พูดความรู้สึก ออกไป เพื่อให้พันธนาการนี้จบลงด้วยมือของเธอเอง
ในที่สุดสถานที่ก็ถูกจัดเตรียมเรียบร้อย
“เรียบร้อยแล้วภีม ทุกอย่างพร้อมแล้ว” เอยเอ่ยขึ้นหลังจากเช็กรายละเอียดสุดท้าย
ภีมเดินเข้ามาสำรวจรอบๆ ใบหน้าคมคายฉายแววพึงพอใจอย่างที่สุด เขาตบไหล่เอยเบาๆ อย่างที่เคยทำเป็ประจำ
“ขอบใจมากนะมึง ถ้าไม่มีแกข้าคงทำอะไรไม่ถูกเลยจริงๆ สมกับเป็เพื่อนรักข้าที่สุด”
คำว่า เพื่อนรัก เหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม เอยฝืนยิ้มตอบ
“อื้ม... ขอให้โชคดีนะภีม” เอยอวยพร แล้วเดินไปหลบอยู่หลังแผงควบคุมไฟตามแผนการเซอร์ไพรส์
ไม่นานนัก น้ำหวาน ก็ปรากฏตัวขึ้น หญิงสาวอยู่ในชุด เดรสสีชมพูดูสดใสและไร้เดียงสา ภีมก้าวออกมาจากเงามืดพร้อมช่อดอกไม้ใหญ่ั์ พร้อมแหวนที่เขาเตรียมไว้ แสงไฟที่เอยเป็คนเปิดค่อยๆ สว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล สร้างบรรยากาศราวกับหลุดออกมาจากฉากจบของนิยายรัก
ภีมเริ่มพูดบทสารภาพรักที่เอยเป็คนช่วยเกลาให้... ทุกคำพูดที่เขากล่าวออกมา คือสิ่งที่เอยอยากฟังจากปากเขามาตลอดสิบปี แต่วันนี้มันกลับถูกมอบให้ผู้หญิงคนอื่น
“น้ำหวาน... ภีมชอบน้ำหวานนะ เป็แฟนกับภีมได้ไหมครับ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมลานกิจกรรม มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวพัดผ่าน เอยกลั้นหายใจรอคอยบทสรุปของฉากนี้
น้ำหวานนิ่งไปครู่ใหญ่ รอยยิ้มสดใสค่อยๆ จางลง กลายเป็ความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจนคนรอบข้างััได้
“ภีม... คือหวาน...” น้ำหวานก้มหน้าหลบสายตา
“น้ำหวานขอบคุณมากนะสำหรับทุกอย่างที่ภีมทำ วันนี้มันสวยมากจริงๆ แต่... หวานคิดว่าเราควรเป็เพื่อนกันก่อน”
เหมือนโลกทั้งใบของภีมหยุดหมุน เขาอึ้งจนพูดไม่ออก ช่อดอกไม้ในมือสั่นน้อยๆ
“แต่ที่ผ่านมา... เรา...” ภีมพึมพำอย่างคนไร้สติ
“หวานขอโทษนะที่ทำให้ภีมเข้าใจผิด แต่หวานไม่ได้คิดอะไรเกินกว่านั้นจริงๆ เราเป็เพื่อนที่ดีต่อกันแบบนี้ต่อไปเถอะนะ ในอนาคตเราอาจจะขยับความสัมพันธ์เป็มากกว่าเพื่อนก็ได้ค่ะ”
น้ำหวานพูดจบก็รีบหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ภีมยืนนิ่งอยู่กลางแสงไฟที่เอยเป็คนเปิด ความเงียบที่ตามมามันกรีดแทงยิ่งกว่าเสียงร้องไห้ ภีมทรุดตัวลงนั่งหมดสภาพบนพื้น เขาปล่อยช่อดอกไม้ร่วงลงบนพื้นอย่างคนหมดแรง
เอยค่อยๆ เดินออกมาจากที่ซ่อน เธอเห็นแผ่นหลังที่เคยผึ่งผายของภีมสั่นไหวน้อยๆ หัวใจของเธอเจ็บแปลบขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะดีใจที่เขาถูกปฏิเสธ แต่เพราะเธอแพ้พ่ายต่อความเ็ปของเขาเสมอ
เอยออกมายืนด้านหลังภีม เธอไม่ได้พูดอะไรในทันที ทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนั้น เป็เงาที่เคียงข้างเขาเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอดสิบปี
“เอย... ข้ามันดูแย่มากเลยใช่ไหมวะ” ภีมเอ่ยถามเสียงสั่น แววตาที่เคยทระนงตัวบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า
“ทั้งที่ข้าตั้งใจขนาดนี้ ทั้งที่ข้าคิดว่าทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบแล้ว... ทำไมเขาไม่รับรักข้าว่ะ”
เอยมองเสี้ยวหน้าของเพื่อนสนิทที่กำลังแตกสลาย เธอสูดหายใจลึก ก้อนแข็งๆ ที่จุกอยู่ในลำคอทำให้เอยต้องพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นตามเขาไป
“ภีมไม่ได้แย่หรอก... ภีมทำดีที่สุดแล้ว” เอยปลอบ
ภีมก้มหน้าลงซบกับฝ่ามือ “ข้าโง่เองที่คิดไปเองฝ่ายเดียว ข้าแม่งดูตลกฉิบหายเลยว่ะเอย... ”
เอยมองดูแผ่นหลังที่สั่นไหวน้อยๆ จากความเ็ปที่ถาโถมเข้าใส่ เธอสูดหายใจลึก ก้าวเท้าเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆ เอยย่อตัวลงนั่งข้างๆ เขา มือบางสั่นน้อยๆ ขณะที่เอื้อมไปหมายจะแตะไหล่หนาเพื่อบอกว่าเธอยังอยู่ตรงนี้
แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะััโดนไหล่ของเขา ภีมก็เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย แววตาของเขาที่หันมามองเอยนั้นเต็มไปด้วยความบอบช้ำและความหงุดหงิดที่ปนเปกันจนแยกไม่ออก
“ภีม...” เธอเรียกชื่อเขาเบาๆ
“เอย... ข้าขออยู่คนเดียว” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเ็าอย่างที่เอยไม่เคยได้ยินมาก่อน
“แต่ภีม...” เอยพึมพำ
“บอกว่าขออยู่คนเดียวไง! ฟังไม่รู้เื่เหรอว่ะ!” ภีมตวาดลั่น
มือที่ยื่นออกไปค่อยๆ หดกลับมาอย่างช้าๆ ความเป็ห่วงถูกความเ็าของเขากระแทกกลับมาจนหน้าชาไปหมด เอยมองภีมที่หันหน้าหนีไปอีกทาง ราวกับว่าการเห็นหน้าเธอในตอนนี้คือความน่ารำคาญที่สุดในชีวิตเขา
เอยเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเื ความรู้สึกบางอย่างที่เธอเพียรพยายามรักษามันไว้... สัญญาใจที่เธอยึดเหนี่ยวมาสิบปี บัดนี้มันเริ่มร้าวราวจนยากจะประสาน
“ได้... ถ้าภีม้าแบบนั้น” เอยตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งจนน่าใจหาย
เอยหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองภีมอีก