ผมนั่งขีดเขียนรายงานอยู่ตามลำพังใต้ตึกคณะแบบไม่ค่อยมีสมาธินักเพราะคิดอะไรไม่ออก เขียนแล้วเขียนอีกเป็สิบ ๆ แผ่น แต่สมาธิก็แตกซ่านเพราะความอัดอั้นเื่ใครบางคนที่หายหัวไปจากบ้านโดยไม่บอกไม่กล่าว
ใช่ครับ...ไอ้พี่ธิว
การที่พี่มันออกไปจากบ้านตามที่อ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตลอดมันก็ดีอยู่หรอก แต่มันไปผิดจังหวะหรือเปล่าวะ ทั้งที่ตอนนี้ผมคิดว่าผมกับมันจะกลับมาเป็พี่น้องกันได้เหมือนเดิม แต่หลังจากปาร์ตี้วันแดงเดือดครั้งนั้นพี่มันก็ไปนอนบ้านเพื่อนที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกาแถมไปโดยไม่มีกำหนดกลับอีกต่างหาก
เื่นี้ไม่ได้ทำให้ผมข้องใจอะไรหรอก ถ้าเมื่อคืนนี้ผมไม่ได้รถคัมรี่สุดรักกลับมาใช้เพราะมันเป็คนขอร้องแม่ให้คืนรถให้ผม มันคงไม่อยากดูแลผมแล้วนั่นแหละและวิธีการของมันก็ยังไม่เคยเปลี่ยน ไม่มีคำอธิบายแล้วก็หายหัวไปเหมือนเคย
“บ้านมึงเป็โรงงานผลิตกระดาษหรือไงไอ้เตี๋ยว”
ขอบคุณความกวนตีนโดยกมลสันดานของไอ้คิวจริง ๆ เพราะมันทำให้อารมณ์หงุดหงิดของผมจากใครบางคนลดน้อยลงได้บ้าง
“กูคิดไม่ออก” ผมบอกเพื่อนที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามด้วยหน้าตาระรื่นเป็ปกติของมัน
“คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดดิวะ มันเปลืองกระดาษนะโว้ย มึงจะเป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกร้อนหรือไง”
“หน้าตาอย่างมึงไม่น่าคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมได้เลยนะ”
“แน่ะ! จิกกัดกูเบอร์นี้แสดงว่ามีเื่หงุดหงิดอะไรอีกล่ะ”
“แสนรู้จริง ๆ นะมึง” แม้ปากจะจิกกัดมันแต่ก็ยอมรับแหละครับว่ามีมันคนเดียวที่รู้ใจผมได้โดยไม่ต้องพูดออกมา
“หึ ๆ พูดมา” ไอ้คิวนั่งจ้องหน้าผมแบบตั้งใจฟังเหมือนเป็เพื่อนที่แสนดี แต่ที่จริงแล้วมันแค่เป็พวกขี้เสือกก็เท่านั้นแหละ
“เฮ้อ! ก็ไอ้พี่ธิวดิ”
เอาเหอะ...ครั้งนี้ผมยอมให้เสือกเพราะไหน ๆ มันก็เสือกมาั้แ่ต้นแล้ว แต่ไอ้คิวก็คือไอ้คิวแหละครับ เพราะพอเงยหน้ามองมันปุ๊บ...ไอ้หน้าตี๋ก็ยกยิ้มรู้ทันแบบที่ผมโคตรเกลียดมาให้จนต้องขยำกระดาษก้อนใหญ่ปาหน้าควายเผือกอย่างมันไปแรง ๆ
“เอ๊า! ทำร้ายร่างกายกูอีก”
“หน้าตามึงกวนตีนไง! ฟังเฉย ๆ ไม่ต้องมาทำหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรของมึงได้ไหมฮะ”
“เออ ๆ เล่ามา ๆ”
“ก็ไอ้พี่ธิวมันหายหัวไปอีกแล้วเนี่ย โทรไปก็ไม่ค่อยรับสาย เมื่อวานกูตั้งใจจะโทรไปเฉ่งมันโดยเฉพาะแต่เหมือนมันจะรู้ทันถึงไม่ยอมรับสายกูเลย”
“แล้วมึงจะเฉ่งพี่หมอเขาเื่อะไรอีกล่ะ”
“เื่ที่มันตั้งใจหลบหน้ากูไง!”
“หลบหน้ามึง? ทำไมพี่หมอเขาต้องหลบหน้ามึงด้วยล่ะ กูก็เห็นว่ามึงไม่ได้ทำหน้าั์หน้ามารใส่พี่เขาแล้วนะ”
“เออน่ะสิ! กูถึงโมโหอยู่นี่ไง เพราะว่ามันทำเหมือนหลบหน้ากูแบบไม่มีสาเหตุอีกแล้วเนี่ย มึงรู้ไหมว่าจู่ ๆ มันก็ไปนอนบ้านเพื่อนแบบไม่บอกไม่กล่าวใคร กูก็ไม่รู้ไงเลยแหกขี้ตาตื่นมารอเพราะต้องติดรถมันมาเรียน พอกูโทรหาก็บอกว่ามีธุระต้องคุยกับเพื่อน กูก็พอเข้าใจนะ...แต่วันอื่นก็ยังไม่กลับมาอีก จนเมื่อวานกูเพิ่งรู้ว่ามันจะอยู่บ้านเพื่อนสักพักแล้วยังขอรถจากแม่คืนให้กูด้วย”
“แล้วมันไม่ดีตรงไหนวะ...ไหนมึงบอกว่าไม่อยากติดรถพี่ธิวมาเรียนไง ตอนนี้มึงก็ได้รถคืนมาแล้วด้วย กูว่ามึงได้สองเด้งเลยนะ”
“กูก็ไม่ได้อยากไปกับมันแต่มันควรจะบอกกูหน่อยไหมฮะ อยากมาก็มาอยากจะไปก็ไป กูไม่ชอบโว้ย!” ผมโวยวายใส่ไอ้คิวราวกับว่ามันคือไอ้ตัวต้นเหตุ
“อือ...กูว่าพี่เขาคงมีเหตุผลแหละ”
“เหตุผลห่าอะไรอีกล่ะ ถ้าเป็เพราะเื่เก่า ๆ พวกนั้นกูมากกว่าที่ต้องเป็คนหลบหน้ามัน”
“ก็เพราะว่ามันควรเป็มึงไง แต่มึงก็ไม่ทำใช่ไหมล่ะ พี่ธิวเขาถึงได้ออกไปจากชีวิตมึงแทนไง”
“ฮะ?”
“มึง...จำวันที่ไปดูบอลได้รึเปล่าวะ”
“เออ”
“อือ...กูเล่าเื่ที่มึงต้องเจอหลังจากที่เขาบอกรักมึงไปแล้วนะ กูว่ามันยุติธรรมดีที่พี่ธิวควรรู้ว่าทำให้มึงรู้สึกแย่แค่ไหน ถ้าเขาอยากจะกลับมาเป็พี่ชาย...มันก็คงไม่เป็อะไรหรอก แต่กูเห็นว่ามึงยังยึดติดกับเื่ในอดีตมาก กูก็เลยคิดว่าควรบอกพี่ธิวเื่นี้ซะ เขาก็คงรู้สึกผิดถึงได้พยายามห่าง ๆ จากมึง มึงจะได้ไม่อึดอัดเวลาต้องอยู่ใกล้ ๆ พี่เขาไง”
“มึง...”
“เออ กูบอกไปหมดแล้ว...พี่ธิวอึ้งไปเหมือนกันนะ ตอนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมึงบ้าง แต่เขาก็บอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมมึงถึงได้เกลียดขี้หน้าเขานักหนา ต่อจากนี้เขาคงรู้จักเว้นระยะห่างจากมึงบ้างแหละ”
“ไอ้เชี่ยคิว!” ผมขยำกระดาษสี่ห้าแผ่นปาใส่ไอ้ขี้เสือกที่รีบเด้งตัวออกจากโต๊ะ
“เฮ้ย! ทำอะไรของมึงเนี่ย!”
“กูต้องถามมึงมากกว่าว่ามึงทำอะไรของมึงหา!”
“เอ้า! กูก็ทำสิ่งที่ควรทำไง ทำเพื่อมึงโดยเฉพาะเลยนะเว้ย กูเห็นมึงเกลียดพี่เขานักหนา กูก็เลยบอกพี่เขาให้รู้ตัวไง เขาจะได้ไม่ทำให้มึงลำบากใจอีก”
“ตอนกูเกลียดมันมึงก็บอกให้กูลืมเื่เก่า ๆ ไปบ้าง แต่พอกูตั้งใจลืมเื่เหี้ย ๆ นั่น มึงก็เสือกรื้อฟื้นขึ้นมาให้มันฟังอีก มึงจะเอายังไงกันแน่ฮะ!” ผมด่าไอ้คิวอย่างฉุนเฉียว แต่ก็เลิกปากระดาษใส่มันแล้ว เพราะมันกอบเอากระดาษทั้งหมดไปถือไว้ ผมก็เลยไม่เหลืออาวุธให้ทำร้ายมันได้อีก
“มึงนั่นแหละจะเอายังไง กูเห็นมึงเอาแต่บอกว่าเกลียดพี่ธิวอย่างนั้นอย่างนี้ ทีตอนนี้มึงดูเกลียดกูมากกว่าอีกนะ!”
“กูเกลียดความขี้เสือกของมึงไงไอ้เพื่อนเวร!”
“กูหวังดีทำเพื่อมึงเลยนะไอ้เชี่ยเตี๋ยว!”
“แต่กูไม่ได้ขอไงไอ้ฟาย!” ผมขว้างปากกาใส่มันไปอีกทีแต่มันก็หลบทันเหมือนเคย
“เอ้า! เื่ของมึง ไปเคลียร์เอาเองโว้ย!” ไอ้เพื่อนชั่วปากระดาษคืนใส่ผมและวิ่งหนีออกไปจากใต้ตึกอย่างรวดเร็ว
ฝากไว้ก่อนเหอะไอ้คิว!
นี่ผมต้องมีงานเพิ่มไปเคลียร์กับไอ้พี่ธิวอีกเหรอเนี่ย เพราะไอ้เพื่อนขี้เสือกอย่างมันแท้ ๆ เลย!
จะไปเคลียร์ดีหรือไม่ไปดีวะ...
ผมนั่งเหยียดกายอยู่บนโซฟาห้องรับแขกพลางดูรายการมวยปล้ำสุดโปรดไปด้วย เพื่อฆ่าเวลาในการตัดสินใจว่าจะไปเคลียร์กับไอ้พี่ธิวดีหรือเปล่า ทั้งที่ตั้งใจว่าต้องไปคุยกับพี่มันให้รู้เื่แต่เพราะวันนี้ป้าเจนนิสแม่ของพี่ธิวแวะมาที่บ้านพอดี ผมก็เลยได้รู้ข่าวว่าพี่มันยังห่วงใยผมกับไอ้ปอปลาอยู่เหมือนเดิม และจะกลับมาดูแลพวกผมตอนที่แม่กลับไปช่วยพ่อดูรีสอร์ตที่ต่างจังหวัด ฉะนั้นจะวิ่งไปคุยกับมันตอนนี้ก็ดูเหมือนจะเป็การวุ่นวายไปหน่อย
“ยังไม่นอนเหรอเตี๋ยว”
ผมละความคิดจากพี่ธิวชั่วครู่เพราะแม่ที่เดินลงมาจากชั้นบน
“ยังหรอกแม่...เพิ่งสามทุ่มเอง” ผมะโตอบกลับไป เมื่อเห็นว่าแม่เดินเลยจากห้องนั่งเล่นไปยังห้องครัวแทน “แล้วแม่ลงมาทำอะไรเนี่ย พรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้านะ” ผมเดินตามเข้ามาในครัวซึ่งแม่กำลังจัดของมากมายที่ป้าเจนเอามาฝาก
“จัดของให้พวกเรานั่นแหละ ครั้งนี้ป้าเจนเอาของสดมาฝากตั้งเยอะ ถ้าไม่แช่ไว้คืนนี้คงได้เสียแน่”
“เดี๋ยวเตี๋ยวทำเองก็ได้”
“เราทำไม่เป็หรอก ลูกแม่ไม่มีใครเข้าครัวสักคน...ถ้าธิวอยู่ก็คงดี”
“โห พี่ธิวคนเดียวดีกว่าลูกสองคนอีกเหรอแม่”
“รู้ก็ดี”
ผมยิ้มกับคำแดกดันแบบไม่จริงจังของแม่ และดูแม่รื้อของมากมายที่ป้าเจนเอามาฝากอยู่บ่อยครั้งเพราะชอบไปมาหาสู่กันเป็เื่ปกติ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะเอามาเยอะกว่าที่เคยหลายเท่า
“ป้าเจนซื้ออะไรมาเยอะแยะเนอะแม่...จะกินทันเหรอเนี่ย”
“ป้าเจนก็คงห่วงลูกชายนั่นแหละ ั้แ่กลับมาจากอเมริกาธิวก็มีแต่เื่ให้คิดทั้งนั้น...เห็นบอกว่าผอมลงกว่าเดิมด้วย”
“ผอมอะไรแม่ พี่มันหุ่นดีจะตาย”
ผอมเผิมอะไรวะ ผมยังจำภาพซิกซ์แพ็กแสนเซ็กซี่ของมันได้ติดตาอยู่เลยแถมลูบไล้มาเองกับมือ ยืนยันว่าฟิตเปรี๊ยะ ไม่มีคำว่าผอมเกินมาตรฐานหรอก
“รูปร่างอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่แม่ว่าหัวใจคงเปลี่ยนไปไม่น้อย”
“เกี่ยวอะไรกับหัวใจล่ะแม่”
“เฮ้อ...ธิวเลิกกับคู่หมั้นแล้วน่ะสิ เขาถึงได้หนีกลับมาลงหลักปักฐานที่ไทยแทนที่จะอยู่ต่อที่โน่น”
“อะไรนะ!” ผมะโออกไปดังลั่นจนแม่เกือบทำไข่ในมือตกแตก
“ใหมดเลย! จะะโทำไมฮะก๋วยเตี๋ยว”
“ก็เตี๋ยวในี่แม่...ทำไมเตี๋ยวไม่เห็นรู้เื่เลย...คิดว่าเขาจะแต่งงานกันซะอีก”
“ก็เกือบแต่งแล้วแหละ ถ้าธิวไม่ไปรู้เื่ผู้ชายอีกคนเข้าซะก่อน”
“ผู้ชายอีกคน!”
ผมช็อกครับ...โปรไฟล์อย่างไอ้พี่ธิวยังโดนนอกใจได้อีกเหรอวะ...ไม่อยากเชื่อ!
“เฮ้อ…ตอนได้ยินครั้งแรกแม่ก็ใเหมือนกัน ป้าเจนโทรมาปรึกษากับแม่ั้แ่ที่ธิวโทรมาบอกว่าจะเลิกกับหนูพิมพ์แล้วละ ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง จนได้รู้ความจริงว่าเป็เพราะหนูพิมพ์ไปมีสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานจนตั้งท้องน่ะสิ”
แม่งงงงงง! พีคในพีค!
กูกราบในความอับโชคเื่รักของมึงเลยไอ้พี่ธิว
“พอผู้ใหญ่รู้เื่นี้ถึงได้ยอมให้เลิกกัน แม้จะยังไม่ได้ถอนหมั้นกันอย่างเป็ทางการเพราะอยากให้ทั้งคู่รอคิดและแก้ปัญหาให้ได้ก่อน อีกอย่างตาธิวก็ดูเ็ปมากเกินกว่าจะเลิกกันแบบไม่ได้ตั้งตัวแบบนี้ด้วย”
“แต่...ผู้หญิงคนนั้นเขาท้องกับคนอื่นแล้วนะแม่ ถึงจะยังไม่ได้ถอนหมั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกันหรอก”
ผมไม่เข้าใจตรรกะของพวกผู้ใหญ่เลยจริง ๆ ขนาดผมโดนนอกใจยังรับไม่ได้ แต่นี่...เขาท้องลูกของคนอื่นมันจะให้อภัยกันได้ง่าย ๆ ขนาดนั้นเลยเหรอวะ
“ลุงชัชกำลังลงเล่นการเมืองนะลูก...แล้วหนูพิมพ์ก็เป็ลูกสาวผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองด้วย การจะหักหน้าโดยการถอนหมั้นสายฟ้าแลบขนาดนั้นมันก็คงจะลำบากลุงชัชเหมือนกัน”
“แต่ทางโน้นเป็ฝ่ายผิดนะแม่ ทำไมพี่ธิวต้องมาทนอะไรแบบนั้นด้วยล่ะ”
“มันก็ใช่...แต่ทั้งสองคนคบกันมานานหลายปีนะตาเตี๋ยว ผู้ใหญ่สองฝั่งก็คุ้นเคยกันมานานจะให้ตัดขาดกันทันทีก็คงลำบากอยู่”
“อ้าว! ไม่มีใครคิดถึงจิตใจพี่ธิวบ้างเหรอแม่ มัวแต่กังวลเื่ความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ มีใครสนใจความรู้สึกของพี่ธิวบ้างไหม!”
สงสารไอ้พี่บ้านั่นจริง ๆ!
“ถึงแม่จะคิดแบบนั้นแต่มันก็ไม่ใช่เื่ที่เราจะเข้าไปก้าวก่ายได้หรอกนะ แม้แต่ป้าเจนเองก็ยังเอ่ยปากอะไรกับลุงชัชยากเลย...ก็เพราะอย่างนี้แหละ พวกแม่ถึงได้ตกลงกันว่าให้ตาธิวย้ายมาอยู่บ้านเราก่อนเพราะไม่อยากให้ธิวอยู่ตามลำพัง การมาอยู่บ้านเราอย่างน้อยก็คนคุ้นเคยกันดี อีกอย่างป้าเจนก็คิดว่าเตี๋ยวอาจจะช่วยให้ธิวเลิกคิดเื่คู่หมั้นได้บ้าง ยังไงเมื่อก่อนเราสองคนก็สนิทกันมากอาจจะทำให้ตาธิวรู้สึกดีขึ้นได้”
“แล้วทำไมไม่มีใครบอกผมเื่นี้มาก่อนเลยล่ะ ถ้าผมรู้เื่นี้ก่อน...” ผมหมดคำพูดไปซะดื้อ ๆ เพราะไม่แน่ใจขึ้นมาเหมือนกันว่าถ้าผมรู้เื่นี้ก่อนที่พี่ธิวจะย้ายมาอยู่กับเรา ผมจะรู้สึกยังไง...จะให้อภัยในสิ่งเก่า ๆ นั้นได้จริงหรือเปล่า
“ถึงรู้ไปเราก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ในเมื่อธิวไม่ได้พูดเื่นี้กับใครเลย ที่จริงแล้ว...แม้แต่กับที่บ้านตาธิวก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมาเหมือนกัน ยิ่งทำให้ทุกคนเป็ห่วงมากขึ้นไปอีก...วันนี้ป้าเจนมาก็เพราะเื่นี้ด้วย”
“ทำไมเหรอแม่”
“เพื่อนของธิวที่กลับมาจากอเมริกาเอาข่าวมาบอกว่าหนูพิมพ์กำลังจะกลับมาไทยเหมือนกัน เพราะว่าหนูพิมพ์มีปัญหากับทางแฟนฝรั่งน่ะ ดูเหมือนว่าอยากจะกลับมาเคลียร์กับธิวด้วย เฮ้อ...จะเป็ยังไงก็คงต้องให้เขาตกลงกันเอง เพราะตาธิวก็รักหนูพิมพ์มากเหลือเกิน”
ผมได้แต่ยืนนิ่งดูแม่ทำงานในครัวต่อไปทั้งที่ในหัวมีแต่ความคิดตีกันยุ่งไปหมด ไม่รู้ว่าจะคิดถึงเื่ไหนก่อนดี เื่ระหว่างผมกับพี่ธิวดูยุ่งเหยิงมากพออยู่แล้วั้แ่เมื่อหลายปีก่อน...พอเขากลับมาทุกอย่างก็ดูแย่เข้าไปอีกสำหรับผม
ผมเจอเื่แย่ ๆ มากมายแต่คนที่ผมเกลียดและบอกว่าเป็ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดในชีวิต กลับเข้ามาช่วยเหลือมาดูแลเอาใจใส่ผม เหมือนอย่างที่เขาเคยทำก่อนที่ความสัมพันธ์ของพวกเราจะแย่ลงแบบนี้ แต่ผมไม่เคยรู้เลย...ไม่รู้ว่าคนที่ผมบอกว่ามันมีความสุขในชีวิตมากเกินไปกำลังเ็ปมากกว่าผมเสียอีก
พี่ธิวเป็คนแบบนี้...เป็คนที่ไม่เคยพูดความรู้สึกอะไรออกมาดัง ๆ แต่มักจะแสดงออกทางการกระทำมากกว่าว่าเขารู้สึกยังไง ผมถึงได้ใมากที่คืนนั้น...เขาบอกว่าชอบผม...ชอบแบบที่ไม่ใช่น้องชาย
ตอนนี้ผมเพิ่งคิดได้ว่าพี่ธิวจะต้องใช้ความกล้าหาญขนาดไหนเพื่อบอกความรู้สึกกับผมแบบนั้น แม้ว่าคืนนั้นเขาจะมีสติไม่เต็มร้อยก็ตาม แต่หลังจากนั้นพี่ธิวก็ไม่เคยปฏิเสธว่าสิ่งที่พูดคืนนั้นไม่ใช่ความจริง สิ่งเดียวที่เขาทำคือการเน้นย้ำว่าขอให้ผมลืมเื่ราวเ่าั้ไปซะ
ตอนนั้นผมอาจจะไม่ได้ตอบรับความรู้สึกของพี่ธิว แต่ผมก็ไม่ได้รังเกียจที่ได้ยินคำพูดนั้นจากเขา ผมแค่รู้สึกไม่เข้าใจว่าพี่ธิวรู้สึกแบบนั้นกับผมได้ยังไง เพราะผมมองเขาเป็เหมือนพี่ชายแท้ ๆ มาโดยตลอด
ความไม่เข้าใจที่ผมต้องใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่ จนตั้งสติได้ว่าไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของผมกับพี่ธิวได้หรอก ผมจึงตั้งใจจะไปบอกว่าเขายังเป็พี่ชายคนเดิมของผม แต่มันก็สายไป...พี่ธิวมีคนข้างกายคนใหม่ที่สำคัญกว่าผม คนที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน...มันเป็การผลักไสผมออกมาจากชีวิตของเขาได้โดยที่ไม่ต้องใช้คำพูดเลย
ผมไม่ได้ติดใจอะไรที่พี่ธิวรักพี่หมออุ่น แต่ผมไม่เข้าใจในคำพูดคืนนั้นต่างหาก...ความรู้สึกที่เขาพูดออกมา...สายตาที่แสนจริงจังนั้น...ผมยังจำมันได้ดีไม่เคยลืมเพราะมันทำให้หัวใจของผมแทบหยุดเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน...
...แต่สุดท้าย...ผมก็กลายเป็คนขี้โกหกในสายตาคนอื่น ทั้งที่มันเป็เื่จริงที่ผมไม่มีวันลืมด้วยซ้ำ ั้แ่นั้นมาผมก็รู้สึกว่ามันยุติธรรมดีแล้วที่ผมโกรธเกลียดพี่ธิวได้ แต่ทำไมตอนนี้ผมกลับรู้สึก...ผิด
...ผิด...ที่รู้สึกแบบนั้นกับพี่ธิวมาโดยตลอด เพราะผมมัวแต่ควานหาความจริง ควานหาคำอธิบายจากปากพี่ธิว ผมสนใจคำพูดแต่กลับไม่ได้ดูที่การกระทำของพี่ธิวเลยสักครั้ง...ไม่เคยเลย...
จนกระทั่งวันที่พี่ธิวยอมเสี่ยงชีวิตมาช่วยผม ผมถึงเริ่มตระหนักได้ว่าควรหยุดความเกลียดชังที่มีและมองข้ามเื่เก่า ๆ ไปบ้าง แม้จะต้องใช้เวลาเสียหน่อยแต่ผมก็หวังว่าผมอาจจะได้พี่ชายกลับคืนมา แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจะเสียพี่ธิวไปอีกครั้ง เพราะความเ็ปในอดีตของผมที่พี่ธิวก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น
ตอนนี้ผมควรจะหยุดหาเหตุผลบ้าบอเ่าั้และดูแค่สิ่งที่พี่ธิวทำให้ผม เขาพยายามเป็พี่ที่ดีเสมอ แต่ผมก็มัวคิดถึงเื่ของตัวเอง คิดถึงแต่ความรู้สึกของตัวเอง ทิ้งให้พี่ชายที่แสนดีต้องเ็ปอยู่เพียงลำพัง ในเมื่อผมตั้งใจจะลืมเื่ราวในอดีตไปให้หมดอยู่แล้ว ผมก็ควรบอกความคิดนี้ให้พี่ธิวรู้ด้วย พี่ธิวควรได้รู้ว่าเขาไม่ได้เสียน้องชายไปอีกคน...ไม่ว่าเขาจะต้องเสียอะไรไปก็ตาม
“แม่! เตี๋ยวออกไปข้างนอกแป๊บนะครับ...เดี๋ยวมา” ผมวิ่งออกจากห้องครัวไปคว้ากุญแจรถโดยไม่รอฟังคำอนุญาตด้วยซ้ำ
ผมจะลองเสี่ยงไปดูพี่ธิวที่คลินิก อย่างน้อยเขาก็อาจจะอยู่ที่นั่นเหมือนทุก ๆ วันที่ต้องเข้าไปตรวจงานนั่นแหละ แต่ถ้าไม่เจอก็ไม่เป็ไร...พรุ่งนี้ผมจะบุกไปที่คณะทันตะเอง และไม่สนด้วยว่ามันไม่เหมาะที่จะพูดเื่ส่วนตัว ผมไม่อยากปล่อยเวลาไว้แบบนี้อีกแล้ว เพราะพี่ธิวอาจจะคิดว่าผมไม่อยากให้เขาอยู่ใกล้ ๆ จนอยากจะออกไปจากชีวิตผมอีก
.
.
ผมจอดรถฝั่งตรงข้ามกับคลินิกและเห็นรถออดี้สีขาวจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าร้าน ผมก้าวลงจากรถด้วยหัวใจที่หนักอึ้งเพราะเื่ราวมากมายที่ผมอยากจะบอกกับพี่ธิว บอกว่าผมจะทำตามที่เขาขอมาตลอดคือการลืมเื่ราวทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเรา และผม้าพี่ชายกลับคืนมาเหมือนที่ผมจะกลับไปเป็น้องชายคนเดิมของเขา
ผมเดินเข้ามาในคลินิกที่ประตูกระจกยังเปิดอยู่แต่ไม่มีใครอยู่ด้านหน้าร้านเลย ผมจึงเดินเข้าไปยังห้องตรวจและแน่ใจว่าเ้าของคลินิกคงหมกตัวอยู่ในห้องนี้เหมือนเคย
“ธิวก็รู้ว่ามันเป็ไปไม่ได้ที่เื่ของเราสองคนจะจบลง โดยที่ไม่กระทบกับครอบครัวของพวกเราเลย”
ผมชะงักมือที่กำลังจะเลื่อนบานประตูห้องตรวจ เพราะเสียงผู้หญิงที่ดังก้องออกมา
“แน่นอนว่ามันต้องเป็แบบนั้นอยู่แล้วพิมพ์ แต่ธิวก็ไม่เห็นทางอื่นที่เราสองคนจะไปต่อกันได้”
“เพราะว่าเราท้องใช่ไหม...ท้องกับคนอื่นที่ไม่ใช่ธิว”
ผมยืนแข็งค้างเป็รูปปั้นเมื่อได้ยินว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร เธอคงตามหาพี่ธิวจนเจอสินะ...
“พิมพ์ก็รู้...ว่าเราไม่เคยรังเกียจพิมพ์เพราะสิ่งสุดท้ายที่เราบอกกับพิมพ์ ก็คือให้พิมพ์ตัดสินใจเองว่าจะอยู่หรือไปจากธิว”
“ใช่...ตอนนี้เราก็เลือกแล้วไงธิว เรากลับมาแล้ว...เราเริ่มทุกอย่างมาด้วยกัน เราจะทิ้งมันไปแบบนี้ไม่ได้นะ เรารู้ว่าเราผิดและเลวแค่ไหนที่นอกใจธิว แต่เราไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น...เราไม่ได้อยากให้มันเป็แบบนี้” เสียงสั่นเครือของผู้หญิงด้านในห้องไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเห็นใจมากขึ้นเลย แต่กลับรังเกียจที่เธอกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังเห็นแก่ตัวได้ขนาดนี้
“ถ้าจะโทษใคร...ธิวว่าเราก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ ธิวอยู่กับพิมพ์ทุกวันแต่กลับไม่ดูแลความรู้สึกพิมพ์ให้ดี จนพิมพ์ต้องรับความรู้สึกเ่าั้จากคนอื่น...เราไม่เคยโกรธหรือโทษพิมพ์เลยนะเพราะเราเองก็ไม่ได้เป็คนรักที่ดีพอ”
“งั้นเราก็ลืมเื่ทั้งหมดที่เราผิดพลาดกันทั้งคู่แล้วเริ่มต้นใหม่สิธิว”
“ถ้าเป็เมื่อหลายเดือนก่อน...ธิวคงไม่ลังเลที่จะเริ่มใหม่เลย แต่เพราะตอนนี้เราไม่ได้รู้สึกแบบเดิมอีกแล้ว...เราไม่ได้อยากดูแลพิมพ์แบบเดิมอีกแล้ว ขอโทษที่เราต้องพูดตรง ๆ แบบนี้ แต่มันน่าจะดีกับเราทั้งคู่มากกว่าที่จะอ้อมค้อมหรือไม่ชัดเจนอย่างหลายเดือนที่ผ่านมา”
“ทำไม…เพราะคนนั้นอีกแล้วเหรอ...รักแรกที่ไม่สมหวัง ยังไงมันก็ไม่มีทางสมหวังหรอกธิว”
รักแรกงั้นเหรอ...
“ธิวก็ไม่ได้คิดว่ามันจะไปไกลอะไรมากกว่านี้หรอกนะ แต่ธิวแค่รู้สึกถึงหัวใจของตัวเองอีกครั้งก็เท่านั้นเอง”
“ไออุ่นรู้หรือเปล่าล่ะว่าธิวรู้สึกแบบนี้น่ะ”
รักแรกของพี่ธิว...พี่หมออุ่นสินะ...ผมก็ไม่แปลกใจหรอก เพราะพี่หมออุ่นดีกว่าผู้หญิงคนนี้เป็ไหน ๆ
“อือ...”
“อุ่นไม่ได้คิดอะไรกับธิวเกินเพื่อนหรอก ดูไม่ออกหรือไง! ไม่งั้นธิวกับเขาก็คงไม่เลิกกันง่ายดายแบบนั้น จำที่ธิวเคยขอเวลาจากพิมพ์ได้ไหม ขอเวลาที่จะลืมรักแรกของตัวเอง...เรารอธิวเป็ปี ๆ รอนานกว่าที่ธิวรอเราซะอีก แต่จู่ ๆ ธิวจะกลับไปหาเขาง่ายดายขนาดนี้เลยงั้นเหรอ...แม้ว่าความผิดของเรามันจะใหญ่แค่ไหน แต่ก็ไม่น่าจะทำให้ธิวลืมความรักของเราหลายปีมานี้แล้วกลับไปหาอุ่นได้ง่าย ๆ หรอก นอกจาก...ธิวจะไม่เคยลืมจริง ๆ เลยต่างหาก”
“เพราะธิวรู้ไง...รู้ว่าพิมพ์เป็คนเดียวที่รอธิวได้นานขนาดนั้นและพิมพ์ก็ยืนเคียงข้างธิวมาหลายปี ธิวถึงให้อภัยสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาธิวก็รักพิมพ์ได้จริง ๆ ธิวรักพิมพ์ในวันที่ตัวเราเองแน่ใจแล้วว่าสามารถรักใครคนใหม่ได้และคนที่ธิวเลือกที่จะรักก็คือพิมพ์ แต่ตอนนี้...ความรู้สึกนั้นมันลดน้อยไปแล้วพิมพ์”
“แน่ใจเหรอธิว...ว่ามันแค่ลดน้อยลงไป ไม่ใช่ว่ามันหายไปหมดจนไม่มีเหลืออีกแล้วเหรอ”
“ธิวยังมีความรู้สึกที่ดีให้พิมพ์อยู่...แต่มันอาจจะไม่ใช่แบบคนรักอีกแล้ว ธิวไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนไปตอนไหนแต่มันไม่ได้เกี่ยวกับอุ่นเลย แม้ว่าจะไม่มีอุ่นหรือสุดท้ายอุ่นกับธิวจะเป็ได้แค่เพื่อนกันเหมือนเดิมก็ตาม...ธิวก็จะเลือกจบทุกอย่างของเราไว้แค่ตรงนี้เท่านั้น เพราะธิวไม่อยากโกหกความรู้สึกของตัวเองอีกแล้ว...เราสองคนไม่ได้รักกันเหมือนเดิมอีกแล้วพิมพ์ ถ้าเราจะอยู่แค่เพื่อครอบครัวหรือชื่อเสียงของคนรอบข้าง ธิวว่าสุดท้ายมันก็ต้องจบลงอยู่ดี เราจะไม่ได้เป็คู่รักอย่างที่เคยวาดฝันกันเอาไว้ แต่จะเป็เพียงคู่ที่จำเป็ต้องรักกันเท่านั้นเอง”
“ทั้งหมดที่ธิวพูดมันก็เป็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ! พิมพ์รู้จักธิวดี...ที่จริงแล้วธิวก็แค่รังเกียจพิมพ์กับลูกมากกว่า แต่ธิวไม่กล้าที่จะพูดมันออกมาดัง ๆ เหมือนกับหลาย ๆ อย่างที่ธิวรู้สึกและไม่เคยจะพูดมันออกมานั่นแหละ!”
น้ำเสียงหมดความอดกลั้นของหญิงสาวพร้อมด้วยเสียงสะอื้นที่ดังออกมาจากห้อง ทำให้ผมอยากเข้าไปหยุดสถานการณ์น่าอึดอัดใจนี้ให้พี่ธิวเหลือเกิน แต่ไม่ทันเสียงคนด้านในที่เอ่ยบางสิ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเกินควร
“พิมพ์...อย่าร้องไห้ มันไม่ดีกับเด็กนะ...เราขอโทษที่ทำร้ายความรู้สึกพิมพ์...ขอโทษจริง ๆ”
“ฮึก...ธิว...อย่าทำแบบนี้เลยนะ...ให้โอกาสเราหน่อย เรารอได้เราให้เวลาธิวได้เหมือนอย่างที่เคยรอนั่นแหละ ขอร้องละนะ...เราไม่เหลือใครแล้วจริง ๆ”
มันเป็คำร้องขอที่เห็นแก่ตัวที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา แม้แต่มินอดีตคนรักของผมที่ผมคิดว่าเห็นแก่ตัวมากมาย แต่เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่อยู่ในห้องนี้มันช่างห่างกันหลายขุมนัก ความเห็นแก่ตัวที่ทำให้มินกลายเป็แม่พระได้ในพริบตา เพราะอย่างน้อยเธอก็ไม่เสแสร้งแกล้งทำว่ารักผมมากแค่ไหนเมื่อเราเลิกกันแล้ว
“พิมพ์...”
ผมไม่อาจทนฟังอะไรได้อีกเพราะไม่รู้ว่าพ่อพระแสนสุภาพบุรุษข้างในห้องนั้นจะสิ้นคิดตอบตกลงอะไรที่ไม่ควรหรือเปล่า ผมรู้ดีว่าคนอย่างพี่ธิวพ่ายแพ้น้ำตาของทุกคนในโลกนี้นั่นแหละ ถ้าจะมีสิ่งใดที่คนอย่างธิวราผู้แสนสมบูรณ์แบบจะเกลียดชังที่สุดก็คือ...น้ำตาของคนรอบข้างไงล่ะ แม้ว่าพี่ธิวจะต้องทำอะไรที่ฝืนตัวเอง เขาก็จะทำมันเพียงแค่อยากให้น้ำตาเ่าั้เหือดแห้งไป
ผมตระหนักดีกับความจริงข้อนี้จึงต้องตัดสินใจเลื่อนบานประตูตรงหน้าออกอย่างแรง จนทั้งสองคนด้านในหันมามองด้วยความใ แต่พี่ธิวดูเหมือนจะแปลกใจมากกว่าที่เห็นผมปรากฏตัวในเวลาเช่นนี้
“เตี๋ยว...”
“เอ่อ...ขอโทษทีที่ไม่ได้เคาะประตูครับ พอดีผมเห็นรถพี่ธิวจอดอยู่ก็เลยเข้ามาเลย...ผมคิดว่าพี่อยู่คนเดียวน่ะ”
“อือ...ไม่เป็ไรหรอก...พี่แค่คุยธุระกันนิดหน่อย เอ่อ...เตี๋ยวนี่พี่พิมพ์นะ พิมพ์นี่ก๋วยเตี๋ยว ลูกป้าอรกับลุงก้องเกียรติ”
“อ๋อ...” หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มสวยหวานจ้องมองผมด้วยรอยยิ้มบาง เพื่อกลบน้ำตาที่เธอพยายามเช็ดมันออกไปเมื่อครู่ตอนที่ผมโผล่เข้ามาโดยไม่ได้บอกกล่าว
“สวัสดีครับ” แม้ว่าจะมีความรู้สึกด้านลบกับคนตรงหน้ามากแค่ไหน แต่ผมก็ยังรักษามารยาทไว้อย่างดีเยี่ยมเพราะเห็นแก่พี่ธิว
“สวัสดีค่ะ พี่เคยได้ยินชื่อและรูปของน้องเตี๋ยวบ่อย ๆ แต่เพิ่งได้เจอตัวจริงวันนี้เอง ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการนะคะ”
“ครับ” ผมส่งยิ้มมารยาทให้เธอและตอบเพียงสั้น ๆ เท่านั้นเพราะผม้าเข้ามาลากไอ้พี่ธิวออกจากห้องนี้ต่างหากล่ะ ไม่ได้จะมาสร้างมิตรผูกสัมพันธ์ใดกับเธอหรอก
“เตี๋ยวมาที่นี่มีอะไรด่วนหรือเปล่า” พี่ธิวเอ่ยขัดขึ้นมาเป็โอกาสที่ผมจะลากพี่มันกลับบ้านได้เสียที
“พี่ลืมนัดอีกแล้วเหรอเนี่ย!” ผมแกล้งทำท่าตกอกใที่เลียนแบบไอ้คิวมาเป๊ะ ๆ
“นัด?”
“ก็นัดเชียร์บอลคู่สำคัญไง ตอนนี้เขามากันครบหมดแล้วเหลือก็แต่พี่กับพี่หมออุ่นเท่านั้นแหละ ผมกำลังจะไปรับพี่หมออุ่นเลยเนี่ยแต่แวะมาหาพี่ก่อน งั้นพี่ไปด้วยกันเลยแล้วกัน เตี๋ยวี้เีขับรถเองมันไกล” ผมอ้างชื่อคนที่เป็ประเด็นใหญ่อยู่ตอนนี้และดูเหมือนพี่พิมพ์จะไม่ค่อยชอบใจนัก ต่างจากพี่ธิวที่ดูงุนงงกับเื่ที่ผมด้นสดไปเมื่อครู่
“เอ้า! รีบลุกดิพี่ธิว กว่าจะไปรับพี่หมออุ่นเสร็จเดี๋ยวบอลก็มาพอดี...เร็วเข้า” ผมจัดการคว้าแขนพี่ธิวให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้และทำท่าว่าเป็เื่รีบด่วนมากมาย
“เอ่อ...แต่เรายังคุยกันไม่เสร็จเลยนะธิว”
“อ้าว...แต่พี่นัดพวกผมไว้แล้วนะ จะได้เวลาแล้วนะเนี่ย”
“เอ่อ...งั้นเอาไว้คุยกันวันหลังแล้วกันนะพิมพ์ วันนี้เราต้องกลับแล้ว...ขอโทษด้วย”
“แต่...”
“เอาตามนี้แหละครับพี่...พอดีผมรีบน่ะครับ ถ้าไปช้าผมต้องโดนเพื่อน ๆ เล่นงานแน่ พี่ธิวเดินไปส่งพี่พิมพ์เลยก็ได้ครับ เดี๋ยวเตี๋ยวปิดคลินิกให้เอง”
ผมรีบคว้ากุญแจบนโต๊ะมาถือไว้พลางดันหลังพี่ธิวให้ออกจากห้องตรวจ ทำให้พี่พิมพ์ต้องเดินตามออกไปด้วยอย่างไม่เต็มใจนัก ส่วนผมก็ทำท่ารีบร้อนแบบเนียน ๆ เพื่อเร่งให้พวกเขาออกจากคลินิกกันไปเสียที โดยการทำเป็ปิดโน่นล็อกนี่ไปทั่วร้าน เมื่อเห็นว่าพี่ธิวยืนส่งพี่พิมพ์ขึ้นรถกลับไปแล้ว ผมจึงรีบเดินเข้าไปหา
“จะตามเขาไปหรือไง” ผมอดไม่ได้ที่จะแซะพี่ธิวเพราะเบื่อความเป็คนดีของมัน
“ไปไม่ได้หรอก...พี่มีนัดกับเด็กเ้าเล่ห์แล้ว” พี่ธิวหันมายกยิ้มมุมปากแบบรู้ทันให้ผม
“ถ้าเตี๋ยวไม่เ้าเล่ห์ก็คงช่วยคนซื่อบื้อออกมาจากสถานการณ์น่ารำคาญแบบนั้นไม่ได้หรอก”
“นั่นสินะ...พี่นี่มันซื่อบื้อจริง ๆ แหละ”
“เฮ้อ! เขาเรียกว่าดีเกินไป”
“ได้ยินหมดเลยสินะ”
“ก็...ขอโทษแล้วกันที่แอบฟัง...” เพิ่งรู้ว่าตัวเองขี้เสือกเหมือนไอ้คิวก็วันนี้แหละวะ
“ไม่เป็ไร...สักวันเตี๋ยวก็คงต้องรู้อยู่ดี”
“รู้จากใครล่ะ...พี่ก็ไม่ได้คิดจะเล่าอะไรให้เตี๋ยวฟังสักหน่อย ถ้าวันนี้แม่ไม่เล่าให้ฟัง เตี๋ยวก็คงไม่รู้หรอกว่าพี่กลับมาไทยเพราะอะไร”
“คุณป้าเพิ่งเล่าให้ฟังเหรอ พี่คิดว่าคุณป้ากับคุณลุงจะเล่าให้เตี๋ยวฟังั้แ่ก่อนที่พี่จะมาอยู่ที่บ้านแล้วซะอีก ก็แปลกใจอยู่เหมือนกันที่เตี๋ยวเอาแต่พูดถึงคู่หมั้นของพี่ในวันที่ปาร์ตี้กันน่ะ”
“ก็ไม่รู้อะดิ...เตี๋ยวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ธิวจะมาอยู่ที่บ้าน”
“ฮ่า ๆ งั้นเหรอ...ถึงว่าสิคืนนั้นเราถึงใขนาดนั้น เอาซะ...เปียกไปหมด”
แม่ง...ยังมีหน้ามาทำสายตาทะลึ่งตึงตังใส่เป้ากางเกงกูอีก
“มันใช่เวลามาหัวเราะกับเื่แบบนี้ไหมฮะ! เื่ของพี่ตอนนี้มันไม่น่ามีอารมณ์ขันได้หรอกนะ”
“แล้วจะให้พี่ร้องไห้หรือไง...แต่พี่ไม่อยากร้องไห้แล้วนี่...พี่เหนื่อยแล้วละ”
ผมจ้องมองใบหน้าของผู้ชายหล่อเหลาที่ดูสมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้าน ผู้ชายที่กำลังยืนส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้เช่นเดิม แต่ผมกลับรู้สึกว่าสายตาของพี่ธิวไม่ได้สะท้อนถึงความสุขเลย
“ถ้าเหนื่อย...ก็กลับบ้าน ผมตั้งใจมารับพี่ชายของผมกลับบ้านอยู่แล้ว”
“งั้นเหรอ...”
พี่ธิวเอ่ยถามผมสีหน้าจริงจังมากกว่าคำถาม ผมจึงเดินไปยืนข้างรถสปอร์ตสีขาวและทำท่าผายมือไปทางประตูรถ
“เชิญกลับบ้านได้แล้วครับท่านพี่”
“ฮ่า ๆ ปฏิเสธไม่ทันแล้วสินะ” พี่ธิวหัวเราะแบบมีความสุขจริง ๆ และเดินมายืนตรงหน้าผม “เชิญท่านน้องขับนำไปเลยครับ”
“ไม่เอา...พี่นั่นแหละขับนำไปเลย ผมไม่ไว้ใจพี่หรอกเดี๋ยวจะชิ่งหนีไปไหนอีก”
“พี่จะหนีไปไหนได้ล่ะ เรามาตามกลับบ้านเองซะขนาดนี้”
“ใครจะไปรู้...พี่มันเก่งเื่หนีนักละ”
“นั่นสินะ...พี่ทำแบบนั้นมาตลอดเลย งั้น...วันนี้พี่จะไม่หนีแล้วกันเพราะว่าวันนี้พี่ไม่รู้ว่าจะหนีไปที่ไหนแล้วเหมือนกัน”
ผมจับความรู้สึกได้เลยว่าคนตรงหน้ากำลังเคว้งคว้างมากแค่ไหนกับเื่ราวมากมายที่เกิดขึ้น ความเ็ปและความเหนื่อยล้าที่ััได้ทำให้ผมพูดออกไปอย่างหนักแน่นและจริงจัง
“กลับบ้านเรา...กันเถอะ”
ผมจะเป็บ้านหลังที่สองของพี่ชายคนนี้ เหมือนที่พี่ธิวเป็บ้านหลังที่สองให้ผมมาตลอดเหมือนกัน