“จริงของคุณ เพราะเพื่อนของผมกับภรรยาของเขาที่เคยคบๆกันได้เสียชีวิตไปนานแล้วเหลือแต่รุ่นลูกๆของเขา ที่ก็แทบจะไม่รู้จักกันเลย”
“นั้นแหละค่ะ นับว่ามันเป็โอกาสของเราแล้ว”
นางวิภาวีถึงกับยิ้มย่องออกมาทีเดียวเมื่อมองเห็นช่องทางได้สว่างโล่ง
“แต่ยัยน้ำขิงแก่นแก้วเป็เด็กกะโปโลอย่างนั้นใครเขาจะเชื่อว่าเป็ลูกของเราจริงๆผมเกรงว่าความลับจะแตกเสียั้แ่เริ่มต้นนะสิ”
“ไม่หรอกค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะจับเด็กนั้นแปลงโฉมเสียใหม่เอง คุณคงไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าเด็กนั้นมีหน้าตารูปร่างและผิวพรรณที่สวยมากอยู่แล้ว ยิ่งถ้าได้รับการแต่งเติมเสียหน่อย ผู้ชายคนไหนเห็นก็คงปฏิเสธไม่ลง ซึ่งถ้าหากผู้ชายคนนั้นหลงเสน่ห์ยัยน้ำขิงเข้าั้แ่แรกเห็น เขาก็จะไม่มีทางระแวงสงสัยหรือคิดรื้อฟื้นหาความจริงอะไรอีกแน่นอน”
นางวิภาวีกล่าวอย่างหมายมั่นปั้นมือ
“แต่แกจะยอมหรือเปล่าเท่านั้น เด็กบ้านั่นยิ่งหัวแข็งอยู่ด้วย”
นายเพิ่มพลที่เห็นดีด้วยกับความคิดของภรรยาแล้ว แต่ก็อดที่จะกล่าวออกมาอย่างเป็กังวลไม่ได้ เมื่อนึกถึงความจริงในข้อนี้
“ถึงเด็กนั้นจะหัวแข็ง แต่มันก็เชื่อฟังแม่ของมันมากและแม่ของมันก็โง่จะตาย ไม่มีทางกล้าหือกับดิฉันเด็ดขาด”
นางวิภาวีกล่าวอย่างมั่นใจพร้อมยิ้มหยันออกมาเมื่อนึกถึงเสี้ยนหนามตำใจ ซึ่งตนได้พยายามกดไว้ให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของตนเรื่อยมาแต่ก็รู้ด้วยว่าไม่อาจห้ามใจรักจากผู้เป็สามีเอาไว้ได้ นั้นเป็สาเหตุหลักๆที่ทำให้นางจงเกลียดจงชังน้ำอ้อยกับลูกนักหนาและหากมีทางใดที่จะทำลายให้แม่ลูกคู่นี้ย่อยยับลงไปได้ นางก็อยากจะทำ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“อะไรนะคะ”
น้ำอ้อยที่นั่งพับเพียบอยู่กับพื้นอุทานออกมาอย่างใเมื่อได้รับฟังสิ่งที่นางวิภาวีบอกหลังถูกเรียกเข้ามาในห้องรับแขกที่มีนายเพิ่มพลนั่งอยู่ด้วย
“เธอได้ยินไม่ผิดหรอกน้ำอ้อย ฉันจะขอน้ำขิงให้ไปเข้าพิธีแต่งงานแทนยัยแพรวที่หนีไปจริงๆ”
นางวิภาวีแข็งใจกล่าวกับหญิงที่ตนชังน้ำหน้ามากที่สุดออกไปอย่างสุภาพและใจเย็น
“แล้วจะให้ไปแต่งกับใครคะ”
น้ำอ้อยงงงันรีบถามถึงสิ่งที่ตนไม่เคยได้ร่วมรับรู้มาก่อนนั้นเลย
“แต่งกับใครก็ช่างเถอะ เธอไปบอกให้ลูกของเธอทำตามนั้นก็แล้วกัน”
“น้ำขิงคงจะไม่ยอม”
น้ำอ้อยกล่าวออกไปตามความจริงที่น่าจะเป็เพราะก็รู้นิสัยของบุตรสาวดีอยู่
“เธอก็ช่วยพูดกับลูกของเธอหน่อยสิ ฉันรู้ว่าน้ำขิงเชื่อฟังเธอมาก ถ้าเธอเป็คนพูด ฉันมั่นใจว่าน้ำขิงไม่มีทางกล้าดื้อเด็ดขาด ไหนๆเราก็อยู่บ้านเดียวกันอย่างนี้ มีปัญหาอะไรขึ้นมาก็ควรจะช่วยกันแก้ไขสิ คิดหรือว่าหากฉันกับคุณเพิ่มพลถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายไปจนหมดตัวจริงๆเธอกับลูกเองจะไม่เดือดร้อน”
หากน้ำอ้อยเป็คนที่กล้ากว่านี้สักนิด ก็คงจะหัวเราะขำออกมากับคำพูดของนางวิภาวี ที่ปกติแล้วเห็นเธอสองแม่ลูกเป็อะไรที่ไม่ต่างไปจากตัวเสนียดจัญไรของบ้าน แต่เมื่อมีปัญหาที่้าความช่วยเหลือขึ้นมาก็กลับทำมาพูดดี
“ฉันไม่ได้ให้ช่วยฟรีๆหรอกน่ะ เอาเป็ว่าฉันจะให้เงินน้ำขิงก้อนหนึ่งสำหรับเป็ค่าจ้างในการกระทำครั้งนี้ก็แล้วกัน”
นายเพิ่มพลรีบยื่นข้อเสนอเมื่อสังเกตเห็นท่าทางที่นิ่งอึ้งไปเหมือนจะไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ของภรรยาคนที่สองของตน
“ฟังดูก็เข้าทีดีเหมือนกันนะคะ”
น้ำอ้อยประชดออกไปด้วยน้ำเสียงขื่นๆ รู้สึกสงสารบุตรสาวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นี่นะหรือคือสิ่งที่คนเป็พ่อคิดจะทำกับคนเป็ลูกแท้ๆ บังคับให้ทำอะไรก็ได้ แล้วก็เอาเงินฟาดหัว
“ใช่ค่ะ ฟังแล้วดูเข้าทีเอามากจริงๆและเงินก้อนนั้นที่ว่า น้ำขิงขอเป็สักสิบล้านก็แล้วกันนะคะ”
เสียงของน้ำขิงนั้นเองที่จู่ๆก็ดังขึ้นมา ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับใรีบหันไปมองทางต้นเสียง ก่อนจะพบหญิงสาวยืนอยู่ตรงหน้าประตู ซึ่งก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่าเธอเข้ามาั้แ่เมื่อไหร่ แต่ฟังจากคำที่พูดแล้ว ก็น่าจะมานานจนได้ยินอะไรไปหมดแล้ว
“นี่นังเด็กบ้า จู่ๆก็พรวดพราดเข้ามา ไม่มีมารยาท”
นางวิภาวีรีบแหวเอาเื่ก่อนทันที
“ในสายตาของคุณนาย น้ำขิงก็เป็อย่างนั้นมาตั้งนานแล้วนี่คะและดูเหมือนว่าจะไม่เคยมีส่วนดีอะไรอยู่ในตัวอีกด้วย”
หญิงสาวยอกย้อน