ตอนที่ 12
“ข้าได้ยินมาว่าเฉียนฮ่องเต้สั่งโบยขุนนาง เพราะลูกสาวหนีงานแต่ง”
“เ้าไปรู้เื่นี้มาได้เช่นไร เป็เื่ในวังเช่นนี้ ยิ่งหารู้ได้ยากนัก”
“ก็น้องสาวของนางซู บ้านข้างข้ามีหลานสาวเป็สนมของเฉียนฮ่องเต้อยู่ เื่นี้เฉียนฮ่องเต้ก็โดนบุตรสาวของขุนนางหักหน้าเช่นกัน จะไม่ให้โดนโบยได้เช่นไรเล่า โทษของการผิดคำมั่นสัญญา มันเป็โทษร้ายแรงนัก”
“ร้อยวันพันปี ไม่มีใครกล้าทำให้ฮ่องเต้อับอายขายขี้หน้าได้เท่าบุตรสาวคนนี้ของขุนนางใหญ่ผู้นั้นอีกแล้ว”
เสียงของแม่ค้าคุยกันในขณะที่เลี่ยงหลิ่งออกมาหาซื้อของกับเอ้อร์หนี่
พอนางได้ยินเช่นนั้น ก็ชะงัก ใจตกไปอยู่ตาตุ่ม
“ท่านพี่ ท่านเป็สิ่งใดจึงยืนนิ่งเช่นนี้เ้าคะ”เอ้อร์หนี่เอ่ยถามและแตะตัวนางเล็กน้อย พอให้รู้สึกตัว เลี่ยงหลิ่งเมื่อโดนแตะตัวเช่นนั้น ก็สะดุ้งหันไปมอง
เอ้อร์หนี่
“เปล่า ข้า..ข้าแค่กำลังนึกว่าลืมสิ่งใดหรือเปล่า”เลี่ยงหลิ่งเลี่ยงที่จะตอบคำถามโดยการโกหกเอ้อร์หนี่อีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอไปซื้อเนื้อสัตว์ร้านนั้นสักครู่ หากท่านนึกออกแล้วก็เดินตามข้ามาแล้วกัน”เลี่ยงหลิ่งพยักหน้าเป็การตกลง พอเอ้อร์หนี่ลับตาไปแล้ว จึงรีบเดินไปหาแม่ค้าสองคน
“ขออภัยแม่นางทั้งสอง ข้าอยากถามว่าเมื่อครู่แม่นางสนทนาเื่ของผู้ใดอยู่เช่นนั้นหรือ”แม่ค้าทั้งสองหันมาหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็บุรุษหน้าหวานรูปงาม จากที่มีท่าทีหงุดหงิด ก็ยิ้มแป้นขึ้นมา
“ก็บุตรสาวของขุนนางตำแหน่งเสนาบดีน่ะสิ หนีงานแต่งไป ทำตระกูลเ้าบ่าวขายหน้ายังไม่พอ ยังทำให้เฉียนฮ่องเต้ขายหน้าอีก เพราะเป็งานแต่งพระราชทาน”
“ป่านนี้คนรู้กันทั้งเมืองแล้ว รู้ถึงไหน อายถึงนั่น ขุนนางผู้พ่อก็รับผิดแทนบุตรสาว ยอมโดนโบยหลังสี่สิบไม้”
“แต่ดีนะที่ฮ่องเต้ยังทรงเมตตาให้โบยเสร็จแล้วกลับบ้าน หากให้ขังคงไม่รอดเป็แน่แท้เลยเชียว ส่วนลูกสาวอกตัญญูยิ่งนัก งานแต่งพระราชทาน ไม่ใช่ใครจะได้มาง่าย ๆ เป็เกียรติกับครอบครัวเช่นนี้ ยังอกตัญญูบิดามารดาได้ลง”แม่ค้าเอ่ยบอกแก่เลี่ยงหลิ่ง ทุกคำพูดของแม่ค้าทำให้ภายในใจของเลี่ยงหลิ่ง
กระวนกระวายใจยิ่งนัก “ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่ากี่วันแล้วที่โดนโบย”
“สั่งลงโทษหลายวันแล้วกระมัง เพราะกว่าจดหมายจะถึงนางซูและกว่าข่าวจะมาถึงข้าก็หลายวันอยู่”
พอแม่ค้าพูดจบ เลี่ยงหลิ่งก็กล่าวขอบใจและรีบวิ่งออกมาทันที
ครั้งนี้นางตัดสินใจอย่างไม่คิดอีกเช่นเดิม แต่มีหัวใจและความรักของบิดาอยู่ในเหตุผล ตอนหนีออกมานางไม่ได้คิดถึงโทษที่จะบิดาของนางจะได้รับ
นางคิดถึงแต่ตัวเอง
“ท่านพี่เลี่ยงไป๋ ท่านจะรีบไปที่ใดหรือ เหตุใดจึงรีบร้อนนัก”เอ้อร์หนี่รีบวิ่งตามกลับมาที่บ้านของพ่อค้าที่เมตตาให้เลี่ยงหลิ่งอาศัยอยู่ด้วยก่อนออกเดินทางไปแคว้นทางใต้
“ข้ามีที่ที่ต้องไป ข้าต้องรีบไปแล้ว ท่านเว่ยหนิ่ง เงินในถุงนี้เป็ค่าตอบแทนที่ท่านและพ่อค้าให้ที่พักแก่ข้า อีกทั้งที่พ่อค้าเมตตาให้ข้าติดรถไปด้วย ข้าคงไปไม่ได้แล้ว”นางยัดเงินถุงหนึ่งใส่มือของภรรยาพ่อค้า
“เกิดสิ่งใดขึ้นคุณชาย ท่านมีเหตุฉุกเฉินอย่างนั้นหรือ”พ่อค้ารีบเดินมาถาม
“ใช่ ข้าขออภัยท่านทั้งสองที่ทำให้ท่านทั้งสองเสียเวลา ข้าต้องไปแล้ว โปรดรับเงินตอบแทนนี้ไว้ด้วย”
“ไม่เป็ไร คุณชายเอาเงินเก็บไว้เถิด ภายภาคหน้าท่านต้องได้ใช้มันแน่”ภรรยาของพ่อค้าเอ่ยบอกและนำเงินยัดใส่มือเลี่ยงหลิ่งเช่นเดิม
แต่เลี่ยงหลิ่งไม่ยอม ยัดใส่มือนางไว้เช่นเดิมและกล่าวลาคนทั้งคู่อีกครั้ง
“ท่านจะไปแล้วรึ?”เสียงของเอ้อร์หนี่ะโตามหลังมา เลี่ยงหลิ่งหยุดเดินก่อนจะหันหน้ามามอง “ใช่ ข้าต้องไปแล้ว ขออภัยที่ทำให้แม่นางเสียเวลา”
“ท่านจะกลับมาที่นี่อีกหรือไม่”
“ข้า..”
“อาจจะไม่”
“แต่สักวันเราสองคนต้องได้พบกันแน่ ข้าเชื่ออย่างนั้น”
เอ้อร์หนี่น้ำตาคลอ ถึงแม้ว่าจะรู้จักบุรุษผู้นี้ได้ไม่นาน แต่ก็เกิดสิ่งมากมายขึ้นมาในความทรงจำ
ชายผู้ชื่อว่า เลี่ยงไป๋ คือรักแรกของเอ้อร์หนี่ เป็ความรักที่นางรู้สึกสบายใจ ถึงแม้ว่านางจะรู้สึกได้ว่า บุรุษตรงหน้าจะไม่ได้คิดสิ่งใดนอกจากคำว่าพี่น้องที่รู้จักกันชั่วคราวก็ตาม “หากท่านเชื่อเช่นนั้น..ข้าก็จะเชื่ออย่างที่ท่านเชื่อ”
เลี่ยงหลิ่งมองเอ้อร์หนี่เล็กน้อย ก่อนจะให้ผ้าแพรผืนเล็กสีม่วงผืนหนึ่งแก่
เอ้อร์หนี่ เพื่อเป็ของตอบแทนที่เอ้อร์หนี่ใจดีกับนาง และเป็เพื่อนที่นางไม่คิดว่าจะเจอในสถานการณ์เช่นนี้
“เก็บผ้าแพรผืนนี้ไว้ หากวันใดที่เ้าเดือดร้อนและ้าความช่วยเหลือ โปรดเดินทางไปที่ตระกูลเหลียน และนำผ้าผืนนี้ยื่นให้แก่ฮูหยินใหญ่ตระกูลเหลียน”
“นางคือมารดาของข้า โปรดบอกนางว่าเ้าคือน้องสาวของข้า เ้า้าจะพบข้า นางจะให้คนพาเ้ามาเจอข้าแน่นอน”พอเลี่ยงหลิ่งพูดจบ เอ้อร์หนี่ก็สวมกอดเลี่ยงหลิ่งทันที
ถึงแม้ว่าจะเป็ภาพที่ไม่สมควร แต่เลี่ยงหลิ่งย่อมรู้อยู่แก่ใจว่ามันคือเื่ธรรมดา ที่สตรีจะแตะต้องตัวกันได้
นางไม่ใช่บุรุษ แต่คือสตรี
เลี่ยงหลิ่งกอดตอบ ทำให้เอ้อร์หนี่น้ำตาไหลออกมา ทำใจไม่ได้ที่ต้องจากกันเร็ว ทีแรกนางทำใจไว้ว่าอีกสักประเดี๋ยวคงจะได้ส่งบุรุษผู้นี้ขึ้นรถวัวของพ่อค้า แต่ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะเป็เช่นนี้
“ข้าต้องกลับไปแต่งงาน ลาก่อน ไว้พบกันใหม่..เอ้อร์หนี่”
“ฮูหยินใหญ่! ฮูหยินใหญ่เ้าคะ! คุณหนูรองกลับมาแล้วเ้าค่ะ!”บ่าวรับใช้เอ็ดตะโรมาแต่ไกล เมื่อฮูหยินใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้น เผลอดีใจที่ลูกสาวคนเล็กกลับมาถึงจวน
เลี่ยงหลิ่งรีบวิ่งเข้ามาหาผู้เป็บิดา โดยที่ไม่มองหน้าของมารดาเสียด้วยซ้ำ นางรีบนั่งลงมองาแที่เกิดจากการโดนโบย น้ำตาไหลออกมาเพราะเจ็บแทน
“ท่านพ่อ..ท่านพ่อ..ลูก..ลูกขออภัย ขออภัยเ้าค่ะ ลูกไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ได้นึกถึงท่านพ่อว่าท่านจะเป็เช่นไรหากว่าลูกหนีไป”น้ำตาของเลี่ยงหลิ่งไหลออกมาเป็ทางด้วยความเสียใจ มือของนางสั่นไปด้วย ร้องไห้ไปด้วย
เสนาบดีกรมค่อย ๆ หันหน้ากลับมา แผ่นหลังที่เจ็บแสบทำให้ระหว่างที่หันมาก็ร้องโอดโอยไปด้วย
“เ้ากลับมาแล้วรึ หนีออกไป ได้อยู่ดีกินดีบ้างหรือไม่”
“ท่านพ่อ..”ประโยคที่แสดงความเป็ห่วง ประโยคที่ไม่ใช่คำด่าว่า กล่าวตำหนิ ทำให้น้ำตาของนางไหลออกมายิ่งกว่าเดิม ความรู้สึกพลั่งพรุขึ้นในใจ อยากจะทำร้ายตัวเองเสียตอนนี้
อยากจะเจ็บแทนบิดา เพราะตนคือคนผิดตัวจริง ไม่ใช่บิดา
“เ้าร้องไห้ด้วยเื่ใด หิวมากนักหรือ? ไม่ได้ทานอะไรเลยหรือ? นอนอย่างไร อยู่อย่างไร อยู่สบายไหม? เ้าไปอยู่กับผู้ใดมา”
“ลูกขออภัย..ขออภัยจริง ๆ เ้าค่ะ”นางพูดได้แต่คำว่าขออภัยในตอนนี้ ไม่รู้จะพูดคำใดออกไปให้บิดาหายเจ็บ
“ผู้ใดอยู่แถวนี้! พาลูกข้าไปพักผ่อนได้แล้ว ฉิงอัน! พาคุณหนูไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้ว”เสนาบดีกรมเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวคนเล็ก และเปลี่ยนเื่ทันที
เพราะถ้าหากเห็นลูกสาวเป็ร้องไห้อยู่เช่นนี้ แผลที่ชาอยู่ จะเจ็บขึ้นมา
ฮูหยินใหญ่เมื่อเห็นว่าเป็เช่นนั้นก็หันหน้าไปทางอื่น นางรู้ตัวว่านางเป็คนผิดที่ทำให้เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น นางเองก็ห่วงลูกสาวคนเล็กมากเช่นกัน ั้แ่ตอนที่เลี่ยงหลิ่งหนีออกไป
ถึงจะเป็ระยะเวลาที่ไม่นานนัก แต่ใจของบิดาและมารดาย่อมวิตกกังวลกลัวว่าลูกจะได้รับอันตราย เมื่อไม่มีผู้ใดปกป้องดูแลได้
แต่ถึงจะพูดไปก็ย้อนแย้งใจ หากรักคงไม่ส่งเข้าตระกูลฟาน คงไม่ส่งให้แม่ทัพหานซวนผู้ที่มีข่าวลือเื่ความโหดร้าย
“ลูกจะแต่งงานกับคุณชายผู้นั้น หากมันจะทำให้ท่านพ่อพ้นมลทิน ลูกจะทำตามสัญญา จะเข้าพิธีแต่งงงานพระราชทาน”เลี่ยงหลิ่งตัดสินใจบอกเสนาบดีกรมและฮูหยินใหญ่ทันควัน
“หากเ้าไม่้าจะแต่ง ก็ไม่ต้องแต่ง พ่อและแม่ไม่อยากบังคับเ้า”
“ไม่เป็ไรนะลูก”เลี่ยงหลิ่งส่ายหน้าทั้งน้ำตา กอดแขนบิดาไว้ น้ำตายังคงไหลออกมาด้วยความเสียใจ
“ไม่เ้าค่ะ ข้าคิดดีแล้ว”
“ข้าจะแต่งงานกับเขา”
“งานแต่งงานที่จะเรียกว่ามงคลก็คงไม่ใช่ จะไม่มงคลก็ไม่เชิงเช่นนี้ ย่อมเกิดข้อครหาได้ง่าย กระหม่อมขอพระองค์ทรงตัดสินอีกครั้ง”
“เ้าคิดว่าเ้าเป็ใคร จึงกล้าสั่งข้า หึ? เ้าหานซวน”
“เป็เ้าบ่าวพะย่ะค่ะ”
“หน็อย..”
ณ ห้องทรงงาน เกิดการปะทะฝีปากกันระหว่าง หลานนอกไส้และผู้เป็ลุงอยู่เนือง ๆ ใครก็พูดว่าแม่ทัพหานซวนมาขอให้เฉียนฮ่องเต้ตัดสินพระทัยอีกครั้งหนึ่ง เื่การแต่งงานในครั้งนี้
แต่ในครั้งนี้ทำเช่นไร ก็ไม่สามารถขัดพระประสงค์ได้
“เ้ากลับออกไปได้แล้ว ข้าจะอ่านตำราต่อ ออกไป ไปไป”เฉียนฮ่องเต้ทำท่าไม่รับฟังหานซวน แต่หานซวนยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้น จนเฉียนฮ่องเต้
อดรนทนไม่ได้
“เ้าจะเอาอะไรอีก! ไหนเ้ายอมตกลงแล้วเช่นไรเล่า งานแต่งงานก็กำลังเริ่มขึ้นแล้ว จะให้ล่ม ก็หักหน้าตระกูลเหลียนอีก หักกันไปหักกันมา ข้าเป็ฮ่องเต้ จะให้คืนคำได้เช่นไร หึ่ย!”
“เป็เช่นไรก็ต้องแต่ง เสนาบดีกรมอยู่ในมือของหมอหลวงแล้ว เขาไม่ตายตอนพิธีงานแต่งของเ้าและบุตรสาวของเขาหรอก”
หานซวนเงียบ ไม่มีท่าทีตอบกลับ เฉียนฮ่องเต้ก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรจึงสั่งให้คนลากตัวท่านแม่ทัพใหญ่ออกไปจากห้องทรงงาน เพราะเกรงว่าตนจะใจอ่อนให้เ้าหลานหน้ามึนคนนี้อีก
ในเมื่อไม่ได้ ก็ต้องยอมให้จัดพิธีอยู่ดี หานซวนกลับมาถึงจวน เขาเข้าไปในห้องนอนของตนเอง หยิบเอาหน้ากากสีขาวที่ถูกวาดให้มีใบหน้าที่งดงามขึ้นมา เขามองมันและหันไปมองกระจก
หน้ากากนี้มีแต่ผู้ที่เป็แม่ทัพใหญ่เท่านั้นที่จะได้ใส่มัน และมัน..มีหน้าที่เอาไว้ใส่แค่ในวันสำคัญ..อย่างวันแต่งงาน..เท่านั้น
เขามองดวงตาที่ถูกผ้าปิดอยู่ ก่อนจะถอดมันออก แผลเป็บากตาจนทำให้สีดวงตาข้างนั้นเป็สีแดงก่ำ จากที่เคยเป็สีดำ
แต่นั่นมันเมื่อก่อน..และนานมากแล้ว
เขาหลับตาและมัดผ้าปิดตาเหมือนเดิมทันที ไม่อยากนึกถึงภาพที่เขาไม่อยากจำอีก เขาหันกลับมามองหน้ากากอีกครั้งและใช้พู่กันขีดสีลากผ่านตาข้างที่บอดลงบนหน้ากาก
“เ้าโชคร้ายที่มีข้า ข้า..ที่ตาบอด..เป็สามี”