ขณะที่ตัวผมตื่นนอนในที่ที่หนึ่งสีขาวโพลนไร้ขอบเขตที่มี เตียงเรียบๆ ทีวี โต๊ะทำงาน เก้าอี้ เต็มไปด้วยสีขาวโพลนไปหมด ประหนึ่งบรรยากาศน่าพิศวง มีหน้าต่างบานเลื่อนที่ข้างนอกเป็สีดำสนิท เสียงทีวีก็เปิดดังขึ้น เสียงเพลงบรรเลงสมัยเก่าคลอตามระเรื่อย พร้อมกับภาพสีขาวดำภายในหน้าจอบานนั้นเป็ภาพของคนเป็แม่ของผม กำลังกอดจูบลูกชายตัวเอง ซึ่งก็คือผมในสมัยเด็กกับคุณแม่ของผมเอง ผมได้แต่สงสัยว่าที่นี้มันคือที่ไหนกัน เพราะก่อนที่ผมจะตื่นมาที่นี่ผมได้ยินแต่เสียงของแม่ที่ร้องเรียกผมเป็ภาพขาดๆหายๆ เหมือนโทรทัศน์ที่สัญญาณไม่ดีภายในหัวของผม
ผมมองดูร่างกายของตัวเองร่างกายก็เหมือนปกติที่ผมอายุ 20 ปีตอนนี้ ความทรงจำล่าสุดที่มผมจำได้คือ เมื่อตอนเย็นก่อนหน้านี้ผมกำลังกินข้าวกับแม่สองคน เปิดเพลงบรรเลงที่แม่ชอบฟังเหมือนในห้องสีขาวโพลนนี้
ผมคิดในใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเรากำลังฝันไปอยู่ ผมพยายามเคาะหน้าตัวเองสองสามทีแต่ก็ไม่ตื่นขึ้นจากฝันที่แปลกพิลึกแห่งนี้ ซักพักมีเสียงคลื่นความถี่ต่ำๆ แต่สงบจนเกิดหลุมดำเกิดขึ้นที่กลางห้อง ผมจ้องมองเข้าไปในหลุมดำแปลกประหลาดนั้นด้วยความสงสัย จึงโยนข้าวของลงไปด้านล่าง แต่ไม่ได้ยินเสียงสะท้อนกลับมาเลย ไม่รู้ว่าความลึกนั้นลึกขนาดไหน ด้วยความที่มันดูพิลึกพิลั่น แปลกประหลาดผมจึงจ้องมองมันอยู่นานและ ได้แต่ถามในใจว่า ระหว่างทางหน้าต่างสีดำมืดที่ไม่รู้อะไรเลย กับ หลุมดำภายในห้องที่ไม่รู้ความลึก เราควรทำยังไงดี ระหว่างครุ่นคิดอยู่นาน ผมลองเดินไปที่บริเวณโต๊ะสีขาวโพลนพร้อมกับเก้าอี้ มีข้อความเขียนไว้ว่า combined the hole in your mind ซึ่งแปลว่าให้รวมหลุมดำในจิตใจของคุณด้วยกัน ผมก็พยายามลองสังเกตหลุมดำนั้นที่พื้นแล้วลองหยิบขอบหลุมนั้น พบว่ามันสามารถเปลี่ยนที่ได้ ผนวกกับคำใบ้นั้นทำให้ผมลองหยิบหลุมดำ ไปต่อกับหน้าต่างบานเลื่อนสีดำภายในจิตใจผม มันกลายเป็หน้าต่างที่มีรอยแยกระหว่างจิตใจของผมที่เป็โลกสีขาวดำ กับโลกอีกใบหนึ่งที่มีสี แต่ขนาดของมันเล็กเกินไปที่จะทำให้ตัวตนของผมนั้นผ่านลอดหน้าต่างบานนั้นไปได้ ผมจึงทำได้แค่ใช้มือไขว่คว้าความเป็จริงที่อยู่ในนั้น
นาฬิกาในห้องผ่านไปเรื่อยๆจนถึงห้าโมงเย็น แต่ตัวผมนั้นยังไม่มีความรู้สึกหิวใดๆภายในห้องดำขาวนี้ ผมจึงใช้มือไขว่คว้าผ่านรอยแยกนั้นกับอีกโลกสีหนึ่ง ทำให้ผมพบเจอจดหมายฉบับหนึ่งที่แม่เขียนถึงตัวผม ถึงลูกแม่ แม่รักลูกมากนะ ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ให้อภัยตัวแม่เลยก็ตาม แม้ว่าทั้งโลกจะเกลียดชังลูกมากแค่ไหนก็ตาม ยังไงลูกแม่ยังมองลูกเป็ลูกเหมือนเดิมอยู่เสมอ ลงท้ายวันที่ 12 สิงหาคม 2542 ในขณะหนึ่งร่างกายของผมเริ่มมีสีขึ้นบริเวณขาขวาจนมาถึงเข่า เริ่มมีความรู้สึกอบอุ่น ความรู้สึกของขามากขึ้นในวันนั้นมันทำให้ผมมีกำลังใจในการอยู่ภายในห้องสีขาวดำนี้ ผมทำได้แต่รอเวลาที่จะมีปาฏิหาริย์ทำให้ผมหลุดพ้นจากห้องสีขาวดำนี้ซักทีจนเผลอหลับไปอีกครั้ง เมื่อตื่นมาอีกครั้งผมสังเกตเวลาที่บนหน้าจอทีวีบานเก่า เวลานั้นหยุดเดินอยู่กับที่ ค้างที่วันที่ 12 สิงหาคม 2542 เวลา 19:19 น ผมสังเกตเห็นว่าหน้าจอทีวีนั้นเปลี่ยนเป็วีดีโอหนึ่งที่มีสีสันผมจ้องมองเข้าไปในหน้าจอนั้น เป็วีดีโอเื่ราวของตัวผมเองในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยกับเพื่อนๆ เป็ภาพความทรงจำวัยรุ่นปีหนึ่งที่มีความสุขกับการเที่ยวเล่น เที่ยวกลางคืน เรากอดคอกันเมากลับหอกันทุกวัน ผมช่วยเพื่อนแก้สร่างเมากลับบ้านเกือบทุกวันจนแม่ผมต้องบ่นออกนอกหน้าเสมอ นี้เป็ส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ผมพึ่งจำได้ ร่างกายผมเริ่มมีสีสันขึ้นมาอีกจากบริเวณเข่าเลยขึ้นมาถึงสะโพกของตัวเอง ผมหันกลับมานอนบนเตียงด้วยความภูมิใจในตัวเอง ทันใดนั้นโลกใบสีขาวโพลนมีแรงสั่นะเืจากภายนอก เสมือนโลกทั้งใบนี้จะถล่มได้ เกิดรอยแตกร้าวไปทั่วบริเวณโลกใบสีขาวนั้น ร่างกายถูกแรงเหวี่ยงทำให้ตัวผมกลิ้งไปมาภายในโลกสีขาวนี้ ผมรู้สึกเจ็บจี๊ดไปทั้งทั่วร่างกายของผม
แรงสั่นะเืนี้ทำให้เกิดหลุมดำมากมายภายในห้องจิตใจของผมเป็ลักษณะแตกต่างกัน หลุมดำแรกเป็ลักษณะวงกลมอยู่บริเวณข้างเตียงของผม หลุมดำวงที่สองอยู่บนโต๊ะของผมเอง ทันใดนั้นสัญญาณคลื่นทีวีเปลี่ยนไปเกิดเป็หน้าจอสีดำซ่า ผมจ้องมองมันเหมือนกับหน้าจอนั้นดูดจิตใจผมเข้าไปในนั้น
ภายในหน้าจอทีวีผมเห็นความทรงจำลางๆผู้ชายสองคนกำลังถกเถียงกันในระหว่างเดินกลับบ้าน ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งพูด “มึงทำอย่างนี้กับกูได้ยังไงวะ กูเป็เพื่อนรักมึงนะเว้ย” ในขณะที่เพื่อนอีกคนใส่แว่นรูปร่างลักษณะท้วมตอบกลับอย่างรุนแรง “กุก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกแต่มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ถ้าให้กูเลือกระหว่างแฟนมึงกับตัวมึงเข้าคุก กุยอมให้แฟนมึงเข้าคุกดีกว่า” ด้วยความโมโหเดือดดาลผู้ชายสูงโปร่งคนนั้นต่อยเพื่อนเข้าอย่างแรงจนเพื่อนเืกบปาก เพื่อนชายรูปร่างท้วมก็สู้กลับทั้งต่อยไปร้องไห้ไป “มึงคิดว่ากูไม่เสียใจหรือไง กูไม่ได้อยากต่อยกับมึงแบบนี้ มึงจำเื่ของพวกเราก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยเหรอ กับผู้หญิงที่มึงเจอแค่สามวันเทียบกับกูที่อยู่กับมึงมาสามปีมันเทียบไม่ได้เลยเหรอ” ทั้งสองคนผลัดกันต่อยกับไปกันมา มีแต่เสียงตะโคกโวยวายใส่กัน มีทั้งความรู้สึกรักและเกลียดในเวลาเดียวกัน จนผู้ชายรูปร่างท้วมเสียหลักล้มลงพื้นไป ทันใดนั้นก็มีเสียงบีบแตรดังพร้อมกับแสงไฟรถบรรทุกที่ขับเสียหลัก พุ่งเข้าหาชายสองคนนั้น ชายสูงโปร่งะโหลบได้ทัน แต่ร่างชายรูปร่างท้วมนั้นเสียหลักล้มไปกับพื้น ทันใดนั้นฉากต่อจากนั้นเต็มไปด้วยเื เครื่องใน และภาพอันน่าสยอดสยอง ผู้ชายสูงโปร่งเห็นสภาพเพื่อนขณะนั้นได้แต่ร้องไห้ให้กับความผิดของตัวเอง ร้องไห้จนน้ำตาแห้งเหือด จนไม่มีน้ำตาให้ร้อง ได้แต่ขอโทษสิ่งที่ทำลงไป ภาพเื่ราวเก่าๆที่ได้ใช้ร่วมกัน มีทุกข์สุขร่วมกัน ภาพตอนเรียนมัธยมปลายด้วยกัน ที่มึงกับกูโดนอาจารย์ทำโทษที่โรงเรียนด้วยกัน ตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน ที่ไปเที่ยวกลางคืนด้วยกันครั้งแรก ตอนเพื่อนมีแฟนครั้งแรก หรือตอนที่เมากลับบ้านด้วยกันตลอด ได้แต่โทษโชคชะตาทำไมเื่ราวมันเป็เช่นนี้ ผมที่ได้แต่นั่งมองความทรงจำนั้นก็รู้สึกเศร้าไปกับตัวเขาด้วยเช่นกัน น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอยากจะเข้าไปปลอบใจผู้ชายคนนั้นมากแต่ทำไม่ได้ จึงได้แต่มองจากมุมไกลในห้องสีขาวดำตรงนี้ ทันใดนั้นร่างกายของผมสีเริ่มเพิ่มมากขึ้นจากบริเวณสะโพกมาจนถึงเสื้อบริเวณอก ผมเริ่มสังเกตุชุดของตัวเองเป็ลักษณะสีฟ้าคลุมโปร่งๆทั่วทั้งตัวคล้ายกับชุดของโรงพยาบาลซักแห่งในควาทรงจำผม แต่ด้วยเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ผมอ่อนล้าจนเผลอหลับไป
วันถัดมาหลังจากผมตื่นนอนผมยังเห็นหลุมดำที่ยังเปิดค้างไว้ จากการสั่นะเืของโลกสีขาวดำครั้งนี้ ผมลองพยายามนำหลุมดำนั้นไปเชื่อมกับหน้าต่างสีดำข้างนอกเหมือนกับที่ทำครั้งต่อๆมา ทำให้สีของหน้าต่างด้านนอกนั้นเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนเป็สีน้ำเงิน คราม ดูมีความเศร้าหมอง ความทรงจำมากมายอยู่ในนั้น
ในห้วงมิติสีฟ้าผมเดินเข้าไปโดยไม่มีจุดหมาย คิดแต่ภายในหัวเพียงว่า บางทีถ้าผมสามารถทำให้ร่างกายของตัวเองกลับมามีสีอีกครั้งบางทีผมอาจจะออกจากโลกที่พิลึกพิลั่นเหล่านี้ได้ ระหว่างเดินไปพลางคิดไปอยู่นั้น ผมได้เห็น คุณแม่ที่อยู่ในห้องสีน้ำเงินคราม พร้อมกับโต๊ะกินข้าวที่มีอาหารมากมาย ผมดีใจมากที่ได้เห็นแม่อีกครั้งเลยรีบเข้าไปนั่งบนโต๊ะนั้นและกินอาหารด้วยหน้าตาที่อิ่มเอมใจ แต่ทว่าแม่ไม่ได้พูดอะไรพร้อมกับบอกผมว่า “ลูกไปไหนมาหนะ” ทันใดนั้นผมก็เห็นควาทรงจำของชายคนนั้นกลับมาอีกครั้ง “ผมแค่ไปเล่น paint ball กับเพื่อนมาฮะแม่พอดีสีแดงมันเยอะไปหน่อยครับ” พูดแล้วชายคนนั้นก็กินข้าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับเสื้อเชิร์ตสีขาวที่เปื้อนเืไปทั้งตัว คุณแม่ก็บอกว่า เล่าให้แม่ฟังได้ตลอดเลยนะ ถ้าลูกมีเื่ไม่สบายใจ” สีหน้าฝึนยิ้มของชายคนนั้นไม่สามารถกลบเกลื่อนความรู้สึกตนเองแก่ผู้เป็แม่ได้ เขาจึงเริ่มเล่าต้นสายปลายเหตุทั้งหมด ในขณะที่แม่ของเขาไม่ได้ตอบโต้อะไรใดๆ กับสิ่งที่เขาทำ
จนในกลางดึกเขาไม่สามารถข่มใจนอนหลับได้ เนื่องจากความผิดของตัวเอง จึงได้เดินลงไปที่ชั้นหนึ่งของบ้านเห็นผู้หญิงลักษณะผมยาว ใส่ชุดขาว หน้าตาเหวอะหวะเป็แผล ซึ่งก็คือแฟนของเขาเอง เธอถือมีดของเธอเข้ามาหา จะแทงผู้ชายคนนั้นก็ปัดมีดออกไปด้วยความหวาดกลัว ‘’ขอโทษที่ทิ้งแกไป ไม่ได้ตั้งจะทำแบบนั้น ตอนนั้นฉันคบกับแกเพราะเห็นว่าแกทำตัวสนุกดี แต่ไม่คิดว่าแกจะมาค้ายาขนาดนี้’’ ผู้หญิงคนนั้นก็ระบายออกมาดด้วยโทสะ ‘’ผู้ชายมันเป็แบบนี้ทุกคนเลยเหรอ หวังแต่รักสนุก พอมีเื่ทุกข์ด้วยกันกลับไม่ยอมรับ ไม่ช่วยกันทิ้งกันไปง่ายๆเลย’’ หลังจากสู้ขัดขืนกันในห้องครัวอยู่นาน เขาเริ่มเห็นผู้หญิงคนนั้นลักษณะเปลี่ยนแปลงไป เหน้าตาเสื่อมแก่ลง ิัหยาบกร้านเหลือแต่กระดูก ลูกกะตาที่ไหลออกมาจากเบ้าตา พร้อมบอกว่า ฉันจะติดตามแกไปชั่วชีวิต ชายคนนั้นเห็นด้วยความใจึงรีบกระเสือกกระสน คว้ามีดแล้วแทงไปที่อก มีเืสีดำเหม็นกลิ่นเน่าไหล่ออกจากลำตัว ‘’ขอโทษนะแต่ฉันไม่อยากอยู่ด้วยหรอก’’ ชายคนนั้นพูดพร้อมกับวิ่งออกมานอกบ้านวิ่งหนีไปให้ไกล จากเื่บ้าบอกพวกนี้ ได้แต่ภายนาว่ามันเป็แค่ฝันปลอมๆของคนชีวิตพังคนหนึ่ง
ภายหลังจากที่ผมเห็นความทรงจำในห้องสีน้ำเงินครามนั้นเสร็จผมก็เห็นเวลาในนั้นหยุดนิ่งไป เห็นผู้ชายคนนั้น กับแม่ของเขาที่กินข้าวด้วยกันทำท่าพูดคุยกัน ใบหน้าของแม่ทำหน้าเห็นใจลูกชายพลางเศร้าไปด้วย ขณะที่ผู้ชายคนนั้นร้องไห้น้ำตาอาบสองแก้มพร้อมกับกอดคุณแม่ในอ้อมอก ทันใดนั้นร่างกายผมเริ่มมีสีมากขึ้นจากบริเวณสะโพกเพิ่มมากขึ้นจนถึงระดับลำคอ ผมได้แต่นั่งมองดูความรักของแม่ลูกคู่นี้ที่ปนไปด้วยความเศร้า จนเผลอหลับไป
จากนั้นผมกลับไปในห้องสีขาวผมนำหลุมดำสุดท้ายภายในห้องของผม ประกอบมันเข้ากับหน้าต่าง หลังจากนั้นห้องของผมก็เปลี่ยนสีไปทั้งหมด ทั้งห้องมีสันสันตัวผมมีสีสันมากขึ้น ประตูที่เปิดออกนั้นมีสีสว่าง เหมือนกับโลกภายนอก ผมได้แต่ถอนหายใจว่า จะได้ออกไปจากห้องนี้แล้วสินะ พร้อมกับยิ้มแล้วก็ขอบคุณทุกสิ่งอย่างในห้องนี้
หลังจากออกไปผมพบว่าตัวผมนั้นอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งอยู่บนเตียงที่รายร้อมไปด้วยคุณหมอ พยาบาล พร้อมกับติดสายระโยงรยางค์ภายที่หัวของผม ตอนนั้นคุณแม่ก็อยู่ข้างๆผมคอยพูดให้กำลังใจเรียกผมอยู่เสมอ ผมได้เห็นหน้าแม่อีกครั้งผมก็รู้สึกตื้นตันใจ ทั้งความรู้สึกที่อยากพูดกับแม่ อยากคุยกับแม่ ตลอดเวลาที่ได้อยู่ภายในห้องสีขาวดำนั้น ผมไม่สามารถรับรู้โลกภายนอกได้เลย ทุกคนในห้องนั้นปรบมือยินดีกับการรักษาที่สำเร็จไปด้วยดี ก่อนจะออกจากโรงพยาบาลผมได้สอบถามอาการของผมก่อนหน้านี้กับ คุณหมอ พยาบาลในขณะนั้น
คุณหมอเล่าว่า สภาพของผมก่อนหน้านี้ มีคนเห็นผมวิ่งอยู่บนกลางถนน พูดเพ้อเจ้อ เห็นคนธรรมดาเป็สิ่งผิดปกติ เป็ภูตผี ปีศาจ ไม่สามารถรับรู้วันเวลาสถานที่ หรือผู้คนได้เลย เพียงแต่ว่าผมยังคงละเมออยู่เสมอว่า อยากกลับไปพบแม่ อยากเจอหน้าแม่ ตัวผมไม่รับรู้ความรู้สึกใดๆเลย ไม่มีสมาธิจดจ่อกับปัจจุบัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็ใคร แต่คุณแม่ของผมก็พยายามมาหาอยู่ตลอด เขียนจดหมายให้ผม พยายามเรียกพูดคุยกับผมเป็ประจำ่เวลาที่ญาติมาเยี่ยมได้ หลังจากกินยาอาการยังไม่ดีขึ้น ทำให้คุณหมอต้องส่งไปทำการช๊อตไฟฟ้าเพื่อปรับคลื่นสมองให้กลับมาเป็ปกติ ทำให้ผมเข้าใจว่า ในขณะนั้นผมอยู่ในโลกสีขาวดำที่ไม่รับรู้ความรู้สึกใดๆ พร้อมกับเศษเสี้ยวควาทรงจำจากเื่ในอดีตที่เลวร้ายจนตัวผม กลายเป็จิตเภทไป แต่ผมก็ยังกลับมาได้อยู่ ณ จุดนี้เวลานี้ ผมได้บอกแม่ว่า ผมอยากไปขอโทษ ขอขมากับ เพื่อน แฟนที่จากไปของผม ผมได้แต่คิดว่า อดีตเป็สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอกแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้คือปัจจุบัน ณ ตอนนี้ เวลานี้ …….
สุขสันต์วันแม่นะครับทุกคนขอให้ทุกคนรักแม่มากๆนะครับ