ภายในห้วงสมาธิอันลุ่มลึกของลู่ชิง แม้ภายนอกเขาจะดูเหมือนเพียงนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ธรรมดาๆ แต่ภายในนั้น "จินตาน" ของเขากลับมีการเปลี่ยนแปลงที่เงียบเชียบทว่าหนักแน่นยิ่งนัก
ผลจากการฝึกฝน "ปราณเซียนกำเนิด" ควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติในหุบเขาชิงหมิงมานานเกือบปี ทำให้แกนทองคำในร่างบัดนี้ไม่ได้แผ่รังสีโชติช่วงชัชวาลอย่างน่าเกรงขามเหมือนพวกที่บ้าคลั่งในพลังอำนาจ แต่มันกลับค่อยๆ เปลี่ยนสภาพจนดูคล้ายกับ "หยกขาวนวล" ที่ถูกขัดเกลาจนเกลี้ยงเกลาไร้ราคี รัศมีที่แผ่ออกมานั้นเรียบง่ายและดูสะอาดสะอ้าน ประหนึ่งผิวน้ำที่นิ่งสงบในยามเช้า
ในขณะที่เขานั่งนิ่งดิ่งลึกอยู่ในตำราสอบ ร่างกายของเขากลายเป็นจุดศูนย์กลางของการไหลเวียนพลังงานที่สมดุลที่สุด ปราณรอบตัวถูกดูดซับเข้ามาอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอในทุกขณะจิต จนจินตานนั้นเริ่ม "สุกงอม" อย่างเต็มที่ ความหนาแน่นของพลังภายในมันสูงมากเสียจนดูเหมือนจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำค้างทิพย์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขากำลังยืนอยู่บนขอบเขตของการเลื่อนระดับในอีกไม่ช้า ไม่ใช่การระเบิดพลังทำลายล้าง แต่เป็นการ "เปลี่ยนผ่าน" ของจิตวิญญาณให้ละเอียดอ่อนขึ้นไปอีกขั้น
ลู่ชิงสัมผัสได้ถึงความอิ่มเอมในตันเถียนที่แผ่ซ่านไปตามเส้นชีพจรอย่างช้าๆ มันเป็นความรู้สึกที่มั่นคงและเงียบสงบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่พร้อมจะผลิใบใหม่ เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะทะลวงผ่านพันธนาการนั้นในทันที แต่เลือกที่จะปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เขาใช้เพียงสมาธิจดจ่ออยู่กับการอ่านตำรา โดยปล่อยให้พลังเหล่านั้นคอยหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจอย่างเงียบๆ
แม้ความก้าวหน้านี้จะดู "เรียบง่าย" ในสายตาเขา แต่สำหรับคนรอบข้างอย่างฉินอวี้ ความเงียบสงบที่แผ่ออกมาจากตัวลู่ชิงกลับเป็นสิ่งที่น่าเกรงขามที่สุด เพราะมันคือสภาวะที่ไร้ช่องโหว่และยากจะหยั่งถึง ยิ่งลู่ชิงดูเหมือนคนธรรมดามากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่าจินตานของเขากลับยิ่งก้าวล้ำเข้าใกล้ความเป็นเนื้อเดียวกับวิถีแห่งฟ้าดินมากเท่านั้น
ในเช้าวันที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงการเริ่มต้นของวันอันแสนธรรมดา ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านชิงหมิงที่เคยกระจ่างใสกลับเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ชวนให้ใจสั่นสะท้าน กระแสลมเบื้องบนเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น พัดพาเอาหมู่เมฆาสีทะมึนดุจหมึกจีนเข้มข้นม้วนตัวเข้าปกคลุมยอดเขาหลังหมู่บ้านอย่างรวดเร็วผิดวิสัย ภายในม่านเมฆอันหนักอึ้งนั้นแฝงไปด้วยประกายสายฟ้าสีทองเหลืองอร่ามที่วิ่งพล่านดุจมังกรคะนองศึก แผ่ซ่านรังสีอำนาจกดข่มจนสรรพสิ่งในป่ากว้างพากันเงียบงันลงในฉับพลัน
เพียงครู่เดียว เสียงดังกัมปนาทเลื่อนลั่น ประดุจขุนเขาถล่มทลายก็ระเบิดออกกึกก้องจนแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนพร่ามัว ทั่วทั้งหุบเขาถูกอาบด้วยแสงสว่างวาบจากสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่ฟาดลงมายังจุดกักตนบนยอดเขาอย่างต่อเนื่องและดุดัน พลานุภาพของมันรุนแรงจนชั้นบรรยากาศรอบบริเวณนั้นสั่นไหวระยิบระยับด้วยพลังงานที่อัดแน่นเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการถึง นี่คือ ทัณฑ์สวรรค์เก้าประสาน ที่จะมีเพียงผู้ที่สัมผัสขอบเขตของความเป็นเซียนเท่านั้นที่จะดึงดูดมันลงมาได้
ชาวบ้านชิงหมิงต่างพากันวิ่งกู่ออกมาจากเคหาอย่างตื่นตระหนก ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือดดุจกระดาษขาว หลายคนถึงกับทรุดเข่าลงกราบไหว้ฟ้าดินด้วยความหวาดกลัวว่านี่คืออาเพศหรือภัยพิบัติที่เทพเจ้าพิโรธ ทว่าท่ามกลางความอลหม่านนั้น กลับมีคนสองคนที่ยืนนิ่งสงบดุจขุนเขาไม่หวั่นไหว
ฉินอวี้ ยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่หน้ากระท่อมไม้ไผ่ ดวงตาขยับขยายด้วยความตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะหลุดออกมานอกอก เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของปราณในกายที่ตอบสนองต่อพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่นี้ ขณะที่ ลู่ชิง ในชุดปะชุนตัวเดิมยังคงยืนพิงประตูบ้าน แววตาที่ปกติจะแลดูเกียจคร้านบัดนี้กลับวาววับขรึมลึก เขาเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆาสีทองนั้นด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ตาแก่นั่น... ในที่สุดก็ผ่านข้ามธรณีประตูนั้นไปได้เสียที"
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขาคือการกำเนิดของ "เทพสงคราม" ระดับวรยุทธ์สูงสุดในตำนานที่ไม่เคยปรากฏขึ้นในดินแดนแห่งนี้มานับหลายร้อยปี เป็นระดับที่อยู่เหนือขีดจำกัดของเนื้อหนังมนุษย์ ก้าวเข้าสู่ทำเนียบของครึ่งเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ
เมื่อสายฟ้าเส้นสุดท้ายที่มีขนาดใหญ่ประดุจเสาค้ำฟ้าฟาดลงมาจบสิ้นลง ความปั่นป่วนบนท้องฟ้าก็พลันสลายตัวไปราวกับปาฏิหาริย์ เมฆาทมิฬจางหายกลายเป็นเพียงละอองแสงสีรุ้งที่พรมพร่างลงมาทั่วหุบเขา มอบกลิ่นอายความสดชื่นและพลังชีวิตที่เข้มข้นจนต้นไม้ใบหญ้าต่างผุดชูช่อขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความเงียบสงบที่กลับคืนมา ร่างของชายชราในชุดผ้าป่านหยาบๆ ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเหนือยอดไม้สูงเสียดฟ้า
หวังซิว หรือที่ลู่ชิงมักเรียกติดปากว่าเฒ่าหวัง ในยามนี้ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เส้นผมสีขาวโพลนกลับมีความเงางามดุจเส้นไหมเงิน ผิวพรรณที่เคยเหี่ยวย่นตามกาลเวลาบัดนี้กลับดูอิ่มเอิบมีราศีประดุจเด็กทารก และที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือเขาไม่ได้ใช้กำลังภายในทะยานร่างเหมือนนักยุทธ์ทั่วไป แต่เขากำลัง "เดินเหยียบอากาศ" ก้าวลงมาจากสรวงสวรรค์อย่างแผ่วเบา ทุกย่างก้าวที่เขาวางเท้าลงบนความว่างเปล่า จะปรากฏระลอกคลื่นปราณจางๆ รองรับประหนึ่งเขากำลังเดินลงมาจากบันไดแก้วที่มองไม่เห็น
ร่างของ หวังซิว ในสภาวะครึ่งเซียนผู้เกรียงไกร ค่อยๆ ร่อนลงจากฟากฟ้าอย่างนุ่มนวล ทุกลมหายใจที่เขาปล่อยออกมาดูจะสอดประสานกับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินอย่างน่าเกรงขาม ทว่าในจังหวะที่ปลายเท้าของเขากำลังจะสัมผัสพื้นหญ้านั้น หวังซิวกลับต้องขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม แววตาที่เพิ่งบรรลุสัมผัสแห่งเทพสั่นไหวอย่างรุนแรงประดุจคลื่นในมหาสมุทรที่บ้าคลั่ง
นั่นเป็นเพราะเมื่อจิตวิญญาณของเขาทะยานเข้าสู่เขตขั้นครึ่งเซียนอย่างระดับ เทพสงคราม ความละเอียดของประสาทสัมผัสก็พลันเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดวงตาคู่ใหม่ของเขาสามารถมองผ่านเปลือกนอกของทุกสรรพสิ่งได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และนั่นทำให้เขาต้อง "สะท้าน" ไปถึงขั้วหัวใจเมื่อหันไปมองชายหนุ่มในชุดปะชุนที่ยืนถือไม้กวาดรออยู่เบื้องหน้า
ในสายตาของเทพสงครามผู้เพิ่งบรรลุธรรม ลู่ชิงไม่ได้เป็นเพียงบัณฑิตหนุ่มผู้มีความสามารถธรรมดาอีกต่อไป แต่เขากลับดูราวกับเป็น "ศูนย์กลางแห่งธรรมชาติ" อย่างแท้จริง วิถีเซียนที่ลู่ชิงบ่มเพาะมาตลอดเกือบหนึ่งปีนั้นช่างลุ่มลึก มั่นคง และไร้ที่ติจนน่าหวาดหวั่น รอบกายลู่ชิงไม่มีกระแสปราณรั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย แต่มันกลับกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินจนไร้รอยต่อ ประหนึ่งว่าทุกอนูอากาศในหุบเขาชิงหมิงล้วนสยบยอมและหมุนรอบตัวชายหนุ่มผูานี้เพียงผู้เดียว
หากจะเทียบเคียงตามบรรทัดฐานของโลกภายนอก ทุกคนต่างคิดว่าลู่ชิงที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศอาจจะมีพลังเทียบเท่าจอมราชันขั้นต้น ซึ่งก็นับว่าอัจฉริยะจนหาใครเปรียบไม่ได้แล้วในรอบร้อยปี ทว่าหวังซิวกลับพบความจริงที่น่าขนลุกยิ่งกว่า... เพราะตลอดเวลาเกือบปีที่ผ่านมา ความตั้งใจฝึกปรือปราณเซียนกำเนิดที่ไหลเวียนเข้าสู่จินตานทุกขณะจิต ได้ส่งผลให้ความสามารถที่แท้จริงของเขาทะยานไปเทียบเท่ากับ "ระดับจอมราชันขั้นสูง" ไปแล้วโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่ตัวลู่ชิงเอง
ความหนาแน่นของพลังปราณเซียนในตัวลู่ชิงนั้นหนักแน่นเสียจนหวังซิวรู้สึกว่า "ระดับเทพสงคราม" ที่เขาเพิ่งได้รับมาด้วยความยากลำบากนั้น ดูจะดูอ่อนด้อยไปถนัดตาเมื่อเทียบกับมวลพลังอันมหาศาลที่สงบนิ่งดุจมหาสมุทรไร้ก้นบึ้งของคนตรงหน้า
หวังซิวสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวลงสู่พื้นดินด้วยความนอบน้อมยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เขาประคองมือคำนับอย่างลึกซึ้ง แววตาที่เคยมองลู่ชิงด้วยความเอ็นดูแบบผู้ใหญ่ บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นความเคารพยกย่องอย่างสูงสุดจนมิอาจปิดบัง
"บัณฑิตลู่... ขอบคุณท่านจากใจจริง" เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
"หากมิใช่เพราะวาสนาจากท่าน ข้าคงไม่มีวันได้เห็นขอบเขตที่เหนือล้ำเช่นนี้"
ลู่ชิงที่เห็นท่าทางเคร่งขรึมและคำเรียกขานที่เปลี่ยนไปของเฒ่าหวัง ก็ทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางยกไม้กวาดขึ้นพาดบ่า ท่าทางยังคงความกวนและเรียบง่ายตามประสานักปราชญ์
"ท่านตาหวัง... เอ๊ย ท่านหวังซิว เลื่อนขั้นแล้วก็ดี ยินดีด้วย แต่จะยืนตัวแข็งเรียกข้าทางการแบบนั้นไปถึงเมื่อไหร่กัน? ข้าก็ยังเป็นลู่ชิงคนเดิมที่ต้องนั่งอ่านหนังสือสอบจนตาแฉะอยู่นี่แหละ... ไปเถอะ ท่านแม่เตรียมแกงปลาไว้ฉลองให้ท่านแล้ว ถ้ามัวแต่พิธีรีตองเดี๋ยวลู่หลินจะฟาดเรียบไม่เหลือถึงท่านนะ"
คำพูดสมถะและท่าทางที่ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจในพลังอำนาจล้นฟ้านั้น ยิ่งทำให้หวังซิวตระหนักว่า ยิ่งคนผู้นี้ทำตัวธรรมดามากเท่าไหร่ ความจริงแล้วเขายิ่ง "สูงส่ง" จนมิอาจเอื้อถึงมากเท่านั้น!
ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์เหนือยอดเขาชิงหมิงมิได้จบลงเพียงแค่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ รัศมีสีทองที่พุ่งทะลวงหมู่เมฆและความกดดันอันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกไปนับหมื่นลี้ ได้ทำเอาเหล่าผู้แข็งแกร่งทั่วทั้งแผ่นดินไม่ว่าจะเร้นกายอยู่ในถ้ำลึกหรือประทับบนบัลลังก์ทอง ต่างต้องลืมตาขึ้นด้วยความสะท้านหวั่นไหว พวกเขาเฟ้นตามองมายังทิศทางเดียวกันด้วยใจที่เต้นระรัว พลางตระหนักได้ในทันทีว่าบัดนี้ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว—ผู้แข็งแกร่งระดับเทพสงครามที่หายสาบสูญไปนานนับศตวรรษ ได้จุติลงมาบนโลกหล้าอีกครั้ง