เพียงสองอึดใจจางเหว่ยก็ทะยานขึ้นมาจากน้ำ หัวเราะดังสนั่น “…ฮ่าๆๆๆๆ...เทียนหลงเ้านี้มัน นำโชคจากฟ้าจริงๆ ...คราวนี้ หงษ์ยี้ มีทางรอดแล้ว.. ฮ่าๆๆ” ในมือขวาของจางเหว่ย ถือ ปะการังแผงคอม้าสีแดงเพลิงสูงเพียง สิบเิเเป็ต้นที่ขึ้นบนโขคหินสีขาวนั้นเอง
“นี่คือกัลปังหางม้าอัคนีปรกติขึ้นในทะเลเปิด งอกบนหินหยกบำรุงธาติ และต้องหล่อเลี้ยงด้วยสายธารอัคนีใต้ภิภพเท่านั้น เ้านี่ บ้าบอจริงๆ ถึงกับไปฝึกปราณอยู่ใกล้อาหารชั้นสุดยอดของสัตว์วิเศษ ปลาไหลหิมะธนูเพลิงตัวนี้คงเฝ้ารอให้ปะการังนี้เติบโตได้ที่กะจะมากิน หากแต่ผละไปชั่วครู่ กลับมาเจอเ้านั่งอยู่คงคิดว่าเ้าจะมาแย่งไปจึงเล่นงานเ้า จากอัตราการโตต้นนี้ น่าจะอายุเกิน สามพันปี หากมันกินลงไปน่าจะทะลวงขั้นยกระดับ กลายเป็ปลาไหลเหมันต์อัคนี สัตว์วิเศษขั้นห้า “
ดีใจได้ครู่หนึ่งก็เงียบไปหลายอึดใจพูดเสียงหนักแน่นแบบอึดอัด “เทียนหลง ปะการังนี้นี่เป็กระสายยาทดแทน ตำรับยาแขนงหนึ่ง ใช้รักษาชีพจรอิมเก้าสังหารของหลานสาวข้าตัวยาหลักของตำรับนี้ข้าหามา ห้าปีกว่าแล้วยังไม่พบ กลับเป็ ปะการังนี้ไม่เพียงใช้ทดแทนได้ แต่ฤทธ์ยาที่ได้จะดีกว่าตำรับยาเดิมไม่น้อยกว่า สามเท่า...ไม่คิดเลยว่ามันจะอยู่ใต้จมูกข้านี่เอง ตอนข้าซื้อบ้านหลังนี้เพราะทำเลดี ราคาถูกแต่ไม่เคยสำรวจอย่างจริงจัง ของสิ่งนี้หากไร้โชควาสนา ไม่มีทางได้พบพานในเมื่อเ้าเป็คนพบ ข้าจะขอจากเ้าไปรักษานางได้หรือไม่....”
เทียนหลงรีบ โบกไม้โบกมือ “ท่าน ปู่ ท่านเป็ผู้มีพระคุณของข้า แค่ท่านให้ข้าอยู่ด้วยแถมยังสั่งสอนและให้สิ่งต่างๆแก่ข้ามากมาย ข้าก็ไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรแล้วเื่แค่นี้ท่านอย่ากังวลไปเลย อะไรที่ท่านเห็นว่าจำเป็ต้องใช้ ท่านจัดการได้เลยอีกอย่างของนอกกายพวกนี้อยู่กับข้าก็ไร้ประโยชน์ ท่านนำไปใช้เถอะ” จางเหว่ย ผงกศีษะยิ้มช้าๆ
เทียนหลงยื้มแป้นพูดเสริมอีก “จริงๆ นะ ข้าเป็เด็กข้าไม่หลอกท่านแน่ จะอย่างไรขอให้ข้าได้ทำอะไรตอบแทนท่านบ้าง …@^^@”
“ได้! ตัวยาข้าหาครบแล้ว ข้าจะออกเดินทางไปเมือง ซุยหัว ห่างไป สองพันห้าร้อยกิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองสุ่ย ครอบครัวหลานข้าอยู่ที่นั่น คนที่เป็โรคอิมเก้าสังหารจะมีอายุได้แค่เก้าปี ปีนี้นางอายุ เจ็ดปี เหลือเวลาอีกไม่มากหลังจากส่งเ้าเข้าเรียนที่สถานศึกษาแล้ว ข้าจะออกเดินทางทันทีในวันนั้น ส่วนนี่เ้าเก็บเขี้ยวปลาไหลไว้ข้างหนึ่งเพื่อช่วยคนอื่น”
“ไหนๆ ก็พูดขึ้นมาแล้ว ยังมีอีกเื่หนึ่งขอข้าดูเสื้อสุนัขป่าหลังเงินนั้นหน่อย” จางเหว่ยชี้ไปที่เสื้อคลุมที่ทำมาจากหนังสุนัขป่าหลังเงินเสื้อตัวนี้ทำมาจากหนังสุนัขป่าหลังเงินที่ะโมาจะขม้ำเทียนหลงจางเหว่ยถลกหนังมันแล้วไปสั่งร้านในเมืองตัดเย็บเป็เสื้อคลุมกันหนาวเนื่องจากสุนัขตัวใหญ่มาก หนังจะพอตัดเย็บเป็เสื้อสำหรับผู้ใหญ่ได้ถึงสองตัวเวลาเทียนหลงสวม นอกจากดูหลวมโคร่งแล้วกลับคลุมได้ทั้งตัวกันหนาวได้ดีเยี่ยมก่อนลงน้ำ เทียนหลงถอดแขวนไว้ด้านข้าง พอได้ฟังรีบส่งให้
จางเหว่ย ส่องขนสุนัขกับพื้นหิมะเห็นปลายขนส่งแสงสีรุ้งร่ำไรเมื่อวานเขาสังเกตเห็นั้แ่เทียนหลงทะยานจากโขดหินมาหาเขาจากนั้นลูบคลำแล้วทดลองส่งพลังผ่านเสื้อคลุม มือซ้ายส่งพลังมือขวาซุกด้านในเสื้อท้ายสุดตวัดมีดเล่มน้อยแทงลงไปที่ชายเสื้อ มันแค่ยุบลงแต่ไม่ขาด แล้วพึมพำว่า “ไม่ผิดจากที่คิดจริงๆ...คงสภาพร้อนเย็นไม่กล้ำกราย กันอาวุธของมีคมเสื้อตัวนี้กลายเป็เสื้อเกราะอ่อนพลังวิเศษไปแล้ว ” หันมามองเทียนหลง ที่ทำหน้า .. เหลอหลา .."ข้าลองใช้พลังวัตรทั้งร้อนเย็นและอาวุธทำลายชายเสื้อนี้ผลก็อย่างที่เ้าเห็นมันไม่เป็อะไรเลย สภาพคล้ายกับที่เ้าเปลี่ยนพลังธาตุไฟจากเืปลาไหลให้อัดกระแทกจากร่างเพียงแต่สิ่งตกค้างบนแขนเ้าคือกากพิษแต่สิ่งที่ตกค้างบนเสื้อหนังสุนัขป่าหลังเงินตัวนี้ คือพลังดาวตกที่อยู่ในร่างของเ้า"
เทียนหลง “ท่านปู่ในเมื่อเสื้อตัวนี้แปลงสภาพไปเพราะลมปราณในตัวข้าสำหรับข้าประโยชน์ใช้สอยน้อยนิดยิ่ง ตอนนี้ข้ายังรู้สึกร้อนนิดๆเลย” เงยหน้ามองฟ้า ที่แท้ใกล้มืดแล้ว หิมะก็เริ่มโปรยปรายลงมาแต่เขายังรู้สึกว่ากำลังสบายออกร้อนนิดๆด้วยซ้ำ “ข้าว่าท่านนำไปให้หลานสาวของท่านเถอะนางเป็โรคอิมเก้าสังหาร ถึงแม้ได้จะรักษาหายดี แต่หากมีมันนางจะปลอดภัยขึ้นอีกส่วนหนึ่ง”
“ดี ข้าขอบใจเ้าแทนนาง..” แล้ววันเวลาก็ผ่านไปเช่นนี้ หลังฝึกวิชาตัวเบาตอนเช้าเทียนหลงยังคงลงไปฝึกปราณวิถีัขนดใต้น้ำ คราวนี้ระมัดระวังตัวมากขึ้นทุกครั้งที่ลงไปเขาพบพลังความร้อน พุ่งจากหินหยกบำรุงธาติ จึงชักนำมาสร้างเกราะลมปราณเจ็ดสีปกคลุมตัวเขาไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์อะไรอื่นหรือไม่เพียงพบว่าความรู้สึกด้านััในน้ำเขาไวขึ้น ทำให้ความสามารถในการระวังภัยสูงขึ้น ยามบ่ายร่ำเรียนวิชาแพทย์กับ ปู่จางโดยไม่รู้ตัว หน้าหนาวกำลังผ่านไป ปู่จาง ท่ายทอดวิชาแพทย์ให้เขาหมดสิ้นแล้วที่เหลือคือการฝึกฝน ที่ต้องใช้เวลาอีกยาวไกล
ใกล้วันเปิดเรียนของสถานศึกษาปู่จาง เริ่มวิ่งวุ่น เขาต้องเตรียมตัวเดินทางไกล ถึงแม้เทียนหลงอายุพึ่งย่าง 6 ปีแต่สามารถดูแลตัวเองได้ เื่งานบ้านอาหารการกิน หายห่วงนอกจากเทียนหลงจะทำอาหารเก่ง แล้วยังตกปลากระบอกเกล็ดเงินเก่งอย่างหาตัวจับยากเื่อาหารสดไม่ต้องกังวล ทางด้านเงินทอง ปู่จางทิ้งเงินไว้ให้ไม่น้อยจากการไปค้าขายในตลาดเขารู้ว่าเทียนหลงใช้เงินเป็แต่เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตจึงต้องวิ่งเต้นฝากให้ผู้ใหญ่มาดูแลเทียนหลงในที่สุดวันเปิดเรียนของสถานศึกษาก็มาถึง
ยามเช้าตรู่สถานศึกษาประจำเมืองตั้งอยู่มุมทิศตะวันออกภายในเมืองสุ่ยกำแพงสีขาวสันกำแพงสีแดงสูง สามเมตร กำแพงกว้างยาว สองร้อยเมตร ซุ้มประตูกว้าง ห้าเมตร ประดับสิงโตสีเขียวสูงสองเมตร หนึ่งคู่ ตั้งอยู่ที่หน้าบันไดห่วงประตูสีทองส่งแสงวาววับโดดเด่นเป็สง่า เห็นแต่ไกลหลังประตูเป็ลานอเนกประสงค์มีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยตอนนี้ในลานเต็มไปด้วยผู้คนหลายร้อย ส่งเสียงดัง อึกทึกจอแจราวกับมีตลาดสดเปิดใหม่ในสถานศึกษาก็ไม่ปาน
ที่แท้วันนี้เป็วันส่งตัวชาวเมืองพากันมาส่งบุตรหลานเข้าเรียนวันแรก ผู้คนแต่งกายสีสดใส โดยเฉพาะผู้คนที่มาจากตระกูลคหบดีเมืองสุ่ย บรรดาคุณชายคุณหนู ต่างแต่งตัวเต็มยศเนื่องจากหิมะพึ่งละลายอากาศยังเย็นจัดอยู่มากส่วนใหญ่จะสวมใส่เสื้อกันหนาวที่ทำจากขนสัตว์ราคาแพง ไม่เว้นแม้แต่บ่าวไพร่ชาวเมืองธรรมดาทั่วไปที่มาส่งบุตรหลานเข้าเรียน ก็ไม่น้อยหน้าแม้ไม่ถึงกับเลิศหรูแต่ก็แต่งตัวสะอาดใหม่ด้วยกันทั้งสิ้น ที่มุมหนึ่งของลานเทียนหลงกับจางเหว่ย แต่งตัวธรรมดาใส่เสื้อผ้าผ้าฝ้ายสีครามบนตัวจางเหว่ยสะพายห่อผ้าขนาดใหญ่เหมือนจะเดินทางไกล เทียนหลง มองไปรอบๆคนที่บ้านมาส่งแล้วทำไมยังไม่กลับกันเล่า..?
แน่นอนการเรียนวันแรกบรรดาเด็กน้อยที่เข้าเรียนทั้งหมด ต้องตรวจระดับพลังธาติและระดับวิทยายุทธ์การทำเช่นนี้ จัดเป็มาตรการของอาณาจักรหยกขาว หากปรากฏอัจฉริยะจะมีการส่งตัวเข้าไปในสถานศึกษาพิเศษในเมืองหลวงเพื่อเพาะบ่มในทันทีวิธ๊การนี้นอกจากเป็การควานหาเมล็ดพันธุ์ชั้นดีเพื่อเป็กำลังหลักในภายหน้าของอาณาจักรหยกขาวแล้วยังเป็แนวทางในการเลือกฝึกวิชาของเด็กน้อยทั้งหลายจะได้เลือกสรรวิชาที่เหมาะสมกับธาตุของตัวเองได้ เอ..แล้วมันยังไงล่ะทำไมทางบ้านยังไม่กลับกันอีก แค่ส่งลูกเข้าเรียนไม่ใช่เหรอ สักพักมีเสียงะโ “มาแล้ว…” เสียงจ้อกแจ้ก ถึงกับเงียบสงบลง
เ้าหน้าที่สถานศึกษายกหลักหินตรวจพลังธาติ มาวางไว้หน้าอาคาร หลักนี้สูงถึง สามเมตรรูปร่างกลมเรียบกว้าง สามสิบเิเ ั้แ่ฐานถึงกลางหลักตำแน่งกลางหลักมีด้ามหยกสำหรับจับยื่นออกมาข้างละอัน้าของหลักแยกออกเป็สามเสาย่อย แต่ละเสามีลักษณะและจำนวนขีดบอกระดับไว้แต่มีจำนวนไม่เท่ากัน
- เสาแรก เป็แท่งกลมไว้บอกอายุมี ห้าขีดใหญ่แต่ละขีดใหญ่ แบ่งออกเป็ สิบขีดย่อย
- เสาที่สองเป็แท่งห้าเหลี่ยม ไว้บอกพลังธาตและระดับพลังธาตุ มีสิบขีดใหญ่
-เสาที่สาม เป็แท่งกลม ไว้วัดระดับชั้นปราณ มี สามขีดใหญ่ แต่ละขีดใหญ่แบ่งเป็ สิบขีดย่อยแสดงว่าระดับสูงสุดที่วัดได้คือขั้นปราณิญญาระดับสิบ
เวลาใช้งานให้เอามือทั้งสองข้างจับด้ามหยกหินหลักจะตรวจรายละเอียดแล้วแสดงข้อมูลออกมาบนเป็แสงบนเสาหลักเ้าหน้าที่จัดโต๊ะวางสมุดทะเบียนไว้ด้านข้าง เพื่อใช้บันทึกข้อมูลการทดสอบมีอาจารย์ใหญ่ หลี่เฉียง คอยกำกับดูแล
เฮอะ! การตรวจสอบ อายุ ระดับพลังพลังธาตุและขั้นพลังปราณ ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ได้กลายเป็เวทีประกวดบุตรหลานไปเรียบร้อยแล้วโดยเฉพาะบรรดาตระกูลใหญ่ นี่เป็การอวดโอ่ศักยภาพของตระกูลเลยทีเดียวตระกูลไหนมีเด็กน้อยที่เก่งกาจ ก็จะยืดหน้าเชิดอก.. แค่น..เสียงใส่ผู้อื่นยังไม่ทันทดสอบ ก็มีการพูดทับถมกันแล้ว
เมื่อถึงเวลาเ้าหน้าที่ประกาศเรียกชื่อ เด็กน้อยที่มาเข้าเรียนวันนี้โดยปรกติจะเรียกเรียงตามลำดับการลงทะเบียน มิคาดชื่อแรกที่เรียก “หลี่หยวนเจ๋อ” เด็กน้อยร่างใหญ่ก้าวออกมาอย่างฮึกเหิม เขาเป็เด็กน้อยตระกูลหลี่ ที่พูดจาไม่ดีใส่เทียนหลงในที่ว่าการเมืองวันนั้นเองแสดงให้เห็นถึงอำนาจและอิทธิพลที่อยู่เื้ัได้เป็นัยๆ เดินตรงมาที่หลักทดสอบ เ้าหน้าที่ขานบอก “พนึกกำลังวัตรโคจรพลังแล้วจับด้ามหยก” ทันทีที่จับด้ามหยก
เสาแรก มีแสงสีเขียววิ่งไปถึงขีดย่อยที่แปดบ่งบอกว่าอายู แปดปี
เสาที่สองเหลี่ยมด้านหนึ่งมีแสงสีแดงวิ่งขี้นไป เจ็ดขีดย่อย บ่งบอกว่ามีธาตุไฟระดับเจ็ด
เสาที่สามมีแสงสีน้ำเงินวิ่งไป ห้าขีดย่อย มีขั้น ปราณธรรมชาตืระดับสี่
หลังจากแสงจากทุกเสานิ่งสนิท เ้าหน้าที่ประกาศเสียงดัง“หลี่หยวนเจ๋อ อายุแปดปี ธาตุไฟระดับเจ็ด ขั้นปราณธรรมชาติระดับสี่” หลังสิ้นเสียงประกาศ เสียงฮิอฮาชื่นชม ดังไปทั่ว
เถ้าแก่ร้านขายข้าวสารหันไปถามคนข้างๆ “ยอดเยี่ยมขนาดนั้นเลยรึ” คนข้างกายชื่อ กงหมง เป็เถ้าแก่ร้านส่งของ พูดด้วยน้าเสียงชื่นชม “อายุแค่ แปดปี มีขั้นปราณธรรมชาติระดับสี่ นับว่ายอดเยี่ยมมากหากระดับปราณขึ้นถึงระดับห้า ในอายุเพียงเท่านี้ จัดอยู่ในกลุ่มอัจฉริยะต้องนำส่งเมืองหลวงเชียวนา” เถ้าแก่ร้านขายข้าวสารหันมามองบุตรตัวเองแล้วว่า “..ข้าว่าไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง..”
กงหมง แค่นเสียง “ เฮอะ!เ้าจะรู้อะไร สองพี่น้องสุนัขเขี้ยวจันทร์อายุสามสิบกว่าแล้ว แต่อยู่ในขั้นปราณผนึกยุทธ์ระดับที่สี่เท่านั้น ห่างจากหลี่หยวนเจ๋อแค่หนึ่งขั้น แต่อายุห่างกันหลายสิบปี เทียบกัน ตอนสองพี่น้องตัวอันตรายนั้นอายุ แปดปีข้าว่ายังไม่รู้จักคำว่าปราณธรรมชาติเป็แน่ เ้าว่ายังไงละ….” ขณะคุยกันเ้าหน้าที่ก็เรียกชื่อเด็กน้อยให้เข้าไปทดสอบพร้อมประกาศผลทีละคน
“หลี่ซวนซวน อายุหกปีธาตุคู่ ธาตุน้ำระดับเจ้ด ธาตุไม้ระดับหก ขั้นปราณธรรมชาติระดับสอง”
“กู้หงซวน อายุเจ็ดปีธาตุไฟระดับแปด ขั้นปราณธรรมชาติระดับสาม”
“กู้คุนต้า อายุหกปีธาตุดินระดับห้า ปราณธรรมชาติระดับสอง”
“ติงเซี่ยวป้า อายุหกปี...............”
“………………………………..”
รายชื่อถูกเรียกอย่างต่อเนื่องเด็กน้อยที่เข้าเรียนวันนี้อายุต่ำสุดห้าปี อายุสูงสุดแปดปี พลังธาตุและระดับแตกต่างกันไป ปราณขั้นต่ำสุด คือขั้นปราณธรรมชาติระดับหนึ่งเรียกไปเรียกมาในที่สุด มาถึงคนสุดท้าย “จางเทียนหลง”
ท่ามกลางสายตาจับจ้องเทียนหลงก้าวมาหน้าหลักทดสอบ สูดลมหายใจผนึกพลังวัตรโคจรพลังตามวิถีัขนดนิ่งไปชั่วอึดใจ “เอาละนะ ตาข้าบ้างล่ะ” ยื่นมือไปจับด้ามหยก....